ผ้าขนหนูผืนอุ่นที่ถูกบิดจนหมาดน้ำ วางทาบลงบนหน้าผากมนด้วยความเบามมือที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะกระทำได้ คิมหันต์นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างเตียงไม้เนื้อดีในเรือนพักของปาลิน ดวงตาสีเข้มที่ปกติมักฉายแววเด็ดเดี่ยวและเต็มไปด้วยความถือดี บัดนี้กลับมีเพียงความกังวลระคนสำนึกผิดฉาบอยู่เต็มเปี่ยม สถาปนิกหนุ่มผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ความกดดันใดๆ ในเมืองกรุง กลับต้องมานั่งพ่ายแพ้ให้กับไข้หวัดงอมแงมของคนตรงหน้าอย่างราบคาบ
"ดื้อนัก..."
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยพึมพำกับตัวเองเบาๆ เมื่อเห็นร่างโปร่งภายใต้ผ้าห่มนวมผืนหนายังคงคุดคู้ด้วยความหนาวสั่น ปาลินในยามป่วยไข้ช่างดูเปราะบางเสียจนเขารู้สึกราวกับว่า หากตนเผลอกะพริบตาแรงเกินไป อีกฝ่ายอาจจะสลายกลายเป็นหมอกจางหายไปกับอากาศยามค่ำคืนนี้
เหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความคิดของคิมหันต์ ภาพที่เขาเห็นปาลินทรุดฮวบลงตรงแปลงสมุนไพรท่าละอองฝนโปรบปราย ทำให้หัวใจของเขาร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม มันไม่ใช่แค่ความตกใจธรรมดา แต่มันคือความกลัว... ความกลัวแบบที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต ความกลัวที่จะสูญเสียรอยยิ้มอุ่นๆ และกลิ่นอายละมุนละไมที่คอยโอบกอดความเหนื่อยล้าของเขาไว้เสมอ
ร่างบนเตียงขยับตัวเล็กน้อย ดวงตากลมโตที่เคยสดใสยามนี้ปรือขึ้นช้าๆ ปาลินกะพริบตาถี่เพื่อปรับโฟกัส ก่อนจะพบกับใบหน้าคมคายที่อยู่ใกล้ในระยะประชิด คิมหันต์ไม่ได้ถอยหนี เขากลับโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด มือใหญ่ข้างหนึ่งเอื้อมไปเกลี่ยปอยผมชื้นเหงื่อที่ปรกหน้าผากให้อย่างทะนุถนอม
"ตื่นแล้วหรือครับ... เอ๊ย... ตื่นแล้วเหรอคะ" คิมหันต์เผลอเปลี่ยนสรรพนามเกือบไม่ทัน เมื่อนึกถึงน้ำเสียงที่ปาลินชอบฟัง เวลาที่อีกฝ่ายอยากให้เขาผ่อนคลายความตึงเครียดลงบ้าง
ปาลินส่งเสียงอื้ออึงในลำคอ คอแห้งผากจนแทบเปล่งเสียงไม่ออก ริมฝีปากแห้งแตกขยับน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "คุณ... คิม... ดึกมากแล้ว ทำไมยังไม่กลับเรือนใหญ่ล่ะครับ... เอ่อ... ค่ะ" รอยยิ้มเจื่อนๆ ปรากฏบนใบหน้าหวานเมื่อเจ้าตัวเผลอหลุดพูดตามความคุ้นชิน แต่คิมหันต์กลับไม่ได้ใส่ใจเรื่องสรรพนามนั้นเลยแม้แต่น้อย
"ผมจะกลับได้ยังไง ในเมื่อคนแถวนี้ดื้อไม่ยอมกินยาแถมยังตากฝนจนไข้ขึ้นสูงขนาดนี้" คิมหันต์เอ็ดเบาๆ แต่แววตาและรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากกลับอ่อนโยนจนเกินกว่าจะเป็นการต่อว่า "นอนเฉยๆเถอะครับ เดี๋ยวผมไปต้มยาหม้อที่คุณปาลินเตรียมไว้เมื่อวานมาให้ดื่มนะ"
สถาปนิกหนุ่มทำท่าจะลุกขึ้น แต่ปลายนิ้วเรียวเล็กของคนป่วยกลับเอื้อมมาควชายเสื้อสتاนของเขาไว้เสียก่อน แรงดึงน้อยนิดนั้นทำเอาหัวใจแกร่งกระตุกวูบ ปาลินช้อนตาขึ้นมองด้วยแววตาอ้อนวอนระคนเกรงใจ
"อย่าลำบากเลยครับ... ผมเกรงใจคุณคิม... ปกติเวลาผมป่วย ผมก็... ดูแลตัวเองแบบนี้ตลอด..." ประโยคหลังขาดหายไปพร้อมกับเสียงไอโขลกเบาๆ ที่ทำให้คิมหันต์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ
"ดูแลตัวเองตลอด? แล้วถ้าวันนี้ผมไม่ไปเจอคุณที่แปลงสมุนไพร ป่านนี้คุณจะนอนหนาวอยู่ตรงนั้นถึงเมื่อไหร่กัน ปาลิน..." คิมหันต์เรียกชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังจนอีกฝ่ายชะงัก "คุณเคยคิดบ้างไหมว่า... ถ้าไม่มีคนมาเจอคุณในตอนนั้น จะเกิดอะไรขึ้น"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องนอนเล็กๆ ชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอแต่ร้อนผ่าวของคนป่วยและเสียงฝนปรอยด้านนอก ปาลินหลบสายตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความห่วงใยจนล้นปรี่นั้น ความโดดเดี่ยวที่เคยชินมาตลอดชีวิตหลังสูญเสียครอบครัว ทำให้เขามักจะคิดเสมอว่าตนเองต้องเข้มแข็งและดูแลตัวเองได้ในทุกสถานการณ์ แต่ในวินาทีนี้... ยามที่ได้สบตากับผู้ชายคนนี้ หัวใจที่เคยปิดตายกลับบอกว่า เขากำลังโหยหาอ้อมกอดและความห่วงใยจากใครสักคนมากเหลือเกิน มากจนไม่อยากฝืนทำเป็นเข้มแข็งอีกต่อไปแล้ว
"ผม... แค่ไม่อยากเป็นภาระใคร" ปาลินกระซิบเสียงเบาหวิว หยดน้ำใสเอ่อคลอหน่วยตาคู่สวยด้วยพิษไข้และความอ่อนไหวในยามวิกาล
คิมหันต์ถอนหายใจยาว พลางขยับตัวขึ้นมานั่งบนขอบเตียงอย่างถือวิสาสะ มือใหญ่ประคองแก้มนวลเนียนที่ร้อนผ่าวกว่าปกติไว้อย่างทะนุถนอม นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเบาๆ ที่โหนกแก้มใสเพื่อเช็ดหยดน้ำตาที่ซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว
"ฟังผมนะปาลิน..." น้ำเสียงของคิมหันต์นุ่มนวลและจริงจัง ลึกล้ำจนคนฟังต้องเงยหน้าขึ้นรับฟัง "คุณไม่เคยเป็นภาระของผมเลย... กลับกัน ตั้งแต่ผมก้าวเข้ามาในไร่นี้ มีแต่คุณที่คอยเติมเต็มพื้นที่ว่างเปล่าในใจผม มีแต่คุณที่ทำให้บ้านหลังนี้... และตัวผม... รู้จักคำว่า 'อบอุ่น' เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี"
ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงจัด ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพิษไข้หรือเพราะคำพูดที่เปิดเผยความรู้สึกออกมาตรงๆ ของสถาปนิกหนุ่มกันแน่ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนแทบกระเด็นหลุดออกมานอกอก ความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างเก็บงำไว้ภายใต้ความเกรงใจและความเหมาะสม บัดนี้ถูกหลอมละลายจนหมดสิ้นด้วยบรรยากาศและช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจ
"คุณคิม..." ปาลินครางเรียกชื่ออีกฝ่ายแผ่วเบา ราวกับสติกำลังจะหลุดลอยเมื่อใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน
คิมหันต์หยุดห่างจากริมฝีปากแห้งผ่าวนั้นเพียงคืบเดียว ดวงตาสีเข้มฉายแววปรารถนาและมั่นคงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "ผมรู้ตัวช้าไปหน่อย... แต่ตอนนี้ผมแน่ใจแล้วล่ะครับว่า ผมขาดคุณไม่ได้จริงๆ ปาลิน"
บรรยากาศในห้องละมุนละไมราวกับมีไอน้ำอุ่นๆ โอบล้อม ทั้งสองสบตากันโดยไม่มีใครคิดจะหลบเลี่ยง ปาลินหลับตาลงช้าๆ เป็นการอนุญาตโดยปริยาย คิมหันต์ค่อยๆ ประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่มอย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมที่สุด ราวกับกลัวว่าความรักที่เพิ่งกล้าแสดงออกนี้จะทำให้คนตรงAเจ็บช้ำ เป็นจูบที่ไม่มีการรุกล้ำ แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกอัดแน่นที่ถูกเก็บกักไว้มาเนิ่นนาน ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ท่ามกลางคืนที่สายฝนโปรยปรายและไอร้อนจากไข้หวัด
ปาลินยกมือขึ้นจับแขนเสื้อของคิมหันต์ไว้แน่น ตอบรับสัมผัสนั้นด้วยหัวใจที่พองโต ความเหงาอ้างว้างที่เกาะกุมจิตใจมานานปี ราวกับถูกปัดเป่าให้หายวับไปในชั่วพริบตา เหลือเพียงความอบอุ่นจากอ้อมแขนที่โอบกอดเขาไว้ไม่ให้ห่างไปไหน
ทว่า... ในจังหวะที่หัวใจกำลังประสานเป็นดวงเดียวกันนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นรัวเร็วและหนักหน่วงจากภายนอกเรือนพัก ทำลายความเงียบสงบและบรรยากาศแสนหวานลงในทันที
"คุณคิม! คุณคิมครับ! แย่แล้วครับ!" เสียงตะโกนปนหอบเหนื่อยของลุงมิ่งดังแทรกเข้ามา พร้อมกับเสียงบิดกลอนประตูหน้าบ้านที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไม่ทันตั้งตัว "ทางเรือนใหญ่เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... คุณท่าน... คุณท่านส่งคนมาตามหาคุณคิมด่วนที่สุดเลยครับ!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอบอุ่นหัวใจไปพร้อมกับตัวละครด้วยกันเสมอนะคะ
ไผ่อุ่นในสายหมอก•ตอนที่ 15
ความรู้สึกที่ปิดไม่มิด
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไผ่อุ่นในสายหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!