เสียงฟ้าร้องคำรามครั่นKครื้นราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นสองเสี่ยง เม็ดฝนหนาเม็ดสาดซัดกระหน่ำลงมาใส่หลังคากระเบื้องดินเผาของเรือนไม้ไผ่จนเกิดเสียงดังเซ็งแซ่ กลบเสียงความคิดวุ่นวายในหัวของปาลินจนหมดสิ้น ชายหนุ่มร่างโปร่งในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีครามกำลังง่วนอยู่กับการเคี่ยวรากไม้สมุนไพรในหม้อดินบนเตาถ่าน กลิ่นหอมอุ่นๆ ของขิงแก่และยูคาลิปตัสช่วยขับไล่ความชื้นแฉะและบรรยากาศวังเวงยามค่ำคืนออกไปได้บ้าง ปาลินยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามกรอบหน้าหวาน ก่อนจะชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงประหลาดแว่วมากับสายฝน
ไม่ใช่เสียงกิ่งไม้หัก... แต่เป็นเสียงเครื่องยนต์รถยนต์ที่พยายามเร่งเครื่องอย่างหมดแรง ก่อนจะดับลงสนิทบริเวณหน้าทางเข้าไร่
ปาลินขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันด้วยความประหลาดใจ ยามวิกาลเช่นนี้ แถมฝนตกหนักจนแทบมองไม่เห็นทาง ปรกติแล้วจะไม่มีใครกล้าสัญจรผ่านเส้นทางสายเปลี่ยวนี้ นอกเสียจากว่า... จะหลงทาง หรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ร่างบางตัดสินใจคว้าตะเกียงเจ้าลามาถือไว้ ดวงไฟสีส้มสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ไผ่ เขาเดินก้าวออกไปที่ระเบียงเรือน สายฝนสาดกระเซ็นกระทบผิวแก้วจนเย็นเฉียบ ปาลินเพ่งสายตาฝ่าความมืดทึบและม่านฝนหนาทึบไปยังเบื้องล่างตรงแนวรั้วไผ่
ที่นั่น... มีเงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งกำลังยืนพิงตัวอยู่กับรถยนต์อเนกประสงค์คันหรูที่จอดนิ่งสนิท ไฟหน้าของรถดับสนิทไปข้างหนึ่ง เหลือเพียงแสงกะพริบอ่อนแรงจากอีกข้างที่สาดส่องตัดกับความมืดมิด
"คุณคะ!" ปาลินตะโกนแข่งกับเสียงฝน แม้จะรู้ว่าเสียงของตนคงถูกกลืนหายไปในสายลม แต่ร่างสูงเบื้องล่างกลับเงยหน้าขึ้นทันที
คิมหันต์กะพริบตาไล่หยาดน้ำฝนที่ไหลเข้าตา มือหนายังคงกำร่มที่หักครึ่งในมือแน่น เสื้อเชิ้ตทำงานสีขาวแนบเนื้อเผยให้เห็นแผงอกกว้างและกล้ามเนื้อตามโครงร่างสถาปนิกหนุ่ม ความเหนื่อยล้าจากการขับรถฝ่าพายุแล้วดันมาตกม้าตายเพราะเครื่องยนต์น็อกกลางทางทำให้เขาหงุดหงิดจนแทบระเบิด แต่เมื่อแสงไฟจากตะเกียงดวงเล็กเคลื่อนเข้ามาใกล้ พร้อมกับร่างโปร่งบางของใครบางคนที่ก้าวออกมาต้อนรับ ท่ามกลางความมืดและเปียกปอน คิมหันต์กลับรู้สึกราวกับเห็นภาพลวงตา
เด็กหนุ่มผิวขาวจัด ดวงตากลมโตฉายแววห่วงใยเจือความระแวดระวัง ผมสีเข้มลู่แนบกรอบหน้าหวานหยดย้อย ทั้งร่างดูบอบบางราวกับจะปลิวไปกับลมฝน แต่กลับยืนถือตะเกียงส่องทางให้เขาอย่างไม่กลัวเกรง
"รถเสียเหรอคะ?" ปาลินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แม้จะยังรักษาระยะห่างจากรั้วบ้าน
"ครับ..." คิมหันต์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้คำพูดติดปาก แต่ความเหนื่อยล้าทำให้เขาไม่ได้ใส่ใจจะแก้ตัว "หม้อน้ำน่าจะเดือดจัด... แล้วก็เครื่องดับกลางทาง ผมขับรถหลงเข้ามาในเขตนี้ หาทางออกไม่เจอสัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มีเลยสักขีด"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความเหนื่อยอ่อนนั้นทำให้ปาลินใจอ่อนยวบ ชายหนุ่มทอดถอนหายใจเบาๆ ปลดกลอนประตูรั้วไม้ไผ่แล้วกวักมือเรียกทันที
"เข้ามาหลบฝนข้างในก่อนเถอะค่ะ ตรงนี้ลมแรง เดี๋ยวจะไม่สบายเอาเสียเปล่า"
คิมหันต์ลังเลเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะยอมก้าวขาเดินตามร่างบางเข้ามาในอาณาเขตของเรือนไม้ไผ่ กลิ่นหอมละมุนของสมุนไพรลอยมาแตะจมูกทันทีที่ก้าวพ้นบันไดเรือน ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในสมองของเขาลงได้อย่างประหลาด ปาลินหยิบผ้าขนหนูผืนสะอาดส่งให้แขกผู้มาเยือนยามวิกาล พร้อมกับรินน้ำอุ่นใส่แก้วดินเผายื่นให้
"เช็ดผมก่อนนะคะ แล้วก็ดื่มน้ำขิงอุ่นๆ จะได้ช่วยขับความหนาว"
คิมหันต์รับผ้าขนหนูและแก้วน้ำมาถือไว้ สัมผัสจากปลายนิ้วที่เฉียดกันเพียงเล็กน้อยทำให้หัวใจของสถาปนิกหนุ่มกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของบ้านอย่างพิจารณา ดวงตาคมกริบสำรวจใบหน้าหวานที่เปียกชื้นไปด้วยละอองฝนและรอยยิ้มอ่อนโยนที่ประดับอยู่บนเรียวปากอิ่ม
"ขอบคุณมากครับคุณ..." คิมหันต์เว้นจังหวะ รอคอยการแนะนำตัว
"ปาลินค่ะ" รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนายเอก "เรียกผมว่าปาลินก็ได้ค่ะ คุณล่ะคะ... มาทำอะไรแถวนี้ในคืนฝนตกหนักแบบนี้คะ"
"ผมคิมหันต์ครับ" เขากล่าวชื่อตัวเองด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว "ผมเป็นสถาปนิก... ได้รับมอบหมายให้มาสำรวจพื้นที่แถบนี้เพื่อเตรียมออกแบบรีสอร์ทโครงการใหม่ แต่ดูท่าทางแล้ว... งานของผมคงต้องสะดุดตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม เพราะรถคันเก่งดันมาพังกลางทางเสียก่อน"
ปาลินพยักหน้ารับเบาๆ ดวงตาคู่สวยฉายแววเข้าใจ "แถวนี้เส้นทางคดเคี้ยวและสัญญาณโทรศัพท์เข้าไม่ถึงหรอกค่ะ ยิ่งฝนตกหนักแบบนี้ด้วยแล้ว การเดินทางอันตรายมาก คืนนี้คุณคิมหันต์พักที่นี่ก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยให้ลุงมิ่งผู้ดูแลไร่ช่วยดูเครื่องยนต์ให้"
คิมหันต์มองสำรวจรอบตัว เรือนไม้ไผ่หลังนี้ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน มีกลิ่นอายของธรรมชาติอบอวลไปทั่วทุกมุม ทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจที่สุด... คือความรู้สึกอบอุ่นประหลาดที่ซึมซับเข้ามาในอกข้างซ้าย ความรู้สึกที่เขาไม่ได้สัมผัสมันมานานนับปี ตั้งแต่วันที่ครอบครัวแตกสลายและความกดดันในการทำงานถมทับเข้ามาจนหัวใจด้านชา
"รบกวนคุณปาลินแย่เลยนะครับ..." คิมหันต์เอ่ยเสียงแผ่ว ขณะมองดูปาลินกำลังก้มหน้าก้มตาตักข้าวต้มร้อนๆ ใส่ชามดินเผาให้
"ไม่รบกวนเลยค่ะ อยู่คนเดียวมานาน มีเพื่อนคุยบ้างก็ดีเหมือนกัน" ปาลินเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานให้ "ทานข้าวต้มร้อนๆ รองท้องก่อนนะคะ ฝีมือผมอาจจะไม่เลิศหรู แต่รับรองว่าช่วยให้อุ่นท้องแน่นอนค่ะ"
บรรยากาศภายในห้องโถงเงียบสงบลง มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงโปรยปรายอยู่ภายนอก คิมหันต์ตักข้าวต้มเข้าปาก รสชาติกลมกล่อมและเผ็ดร้อนนิดๆ จากขิงช่วยปลุกความกระปรี้กระเปร่าให้คืนกลับมา สายตาคมแอบลอบมองเจ้าของบ้านที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ตรงข้าม คอยรินน้ำชาให้อย่างเอาใจใส่ ความอ่อนโยนและนุ่มนวลของปาลินเปรียบเสมือนสายหมอกบางเบาที่ค่อยๆ เข้ามาโอบกอดความเหนื่อยล้าในใจของเขาอย่างแนบเนียน
นาทีนั้น... คิมหันต์เกือบจะลืมความเครียดเรื่องงานและความกดดันทั้งหมดในโลกภายนอกไปจนหมดสิ้น หากไม่ใช่เพราะเสียงเคาะประตูรั้วบ้านดังปังๆ ขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
ปาลินชะงัก หันไปมองนาฬิกาแขวนผนังที่บอกเวลาเที่ยงคืนตรง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม ยามวิกาลเช่นนี้ จะมีใครมาหาเขาอีก
คิมหันต์วางชามข้าวต้มลง สัญชาตญาณการปกป้องตื่นตัวขึ้นทันที ร่างสูงขยับกายลุกขึ้นยืนบังหน้าปาลินไว้โดยอัตโนมัติเมื่อเห็นเงาร่างตะคุ่มๆ หลายร่างกำลังพังประตูรั้วไม้ไผ่เข้ามา พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อปาลินด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดที่ดังทะลุสายฝนเข้ามา
"ไอ้ปาลิน! มึงเปิดประตูให้พวกกูเดี๋ยวนี้!"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและโอบกอดความละมุนนี้ร่วมกันนะคะ
ไผ่อุ่นในสายหมอก•ตอนที่ 2
แขกผู้มาเยือนยามฝนพรำ
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไผ่อุ่นในสายหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!