แรงกระแทกจากท่อนไม้หรือฝ่ามือหยาบกร้านฟาดลงบนบานประตูไม้สักสนั่นหวั่นไหว เศษฝุ่นผงร่วงกราวลงมาตามรอยต่อของร่องไม้ ปาลินสะดุ้งสุดตัว สองมือกำชายเสื้อเชิ้ตของตัวเองแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความตระหนกที่ไม่อาจซ่อนมิด ร่างบางก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณเมื่อเสียงสบถหยาบคายด้านนอกยังคงแผดกร้าวไม่หยุดหย่อน
แต่ก่อนที่ปลายเท้าของปาลินจะถอยไปชนเข้ากับขอบโต๊ะกลาง ท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อสมส่วนก็เอื้อมมาคว้าท่อนแขนของเขาไว้ สัมผัสที่ส่งผ่านเนื้อผ้ามานั้นหนักแน่น มั่นคง และอุ่นจัดจนคล้ายจะหยุดยั้งความหวาดกลัวในอกได้ชะงัด
"อยู่ตรงนี้ อย่าเพิ่งขยับ"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจกระซิบชิดริมหู คิมหันต์ก้าวขึ้นมาบดบังร่างของปาลินไว้ด้านหลังจนมิด ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนยืนตระหง่าน แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่เคยมองทุกสิ่งด้วยความเฉยชา บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยประกายกร้าว ใบหน้าหล่อเหลาไร้รอยยิ้มราบเรียบจนน่ากลัว
"ไอ้ปาลิน! กูรู้ว่ามึงอยู่ข้างใน มึงอย่ามาทำเป็นหูหนวกนะโว้ย!"
คิมหันต์ไม่รอให้เสียงด้านนอกด่าทอจบ เขาปลดสลักไม้ลงอย่างเชื่องช้า ทว่าจังหวะที่กระชากบานประตูเปิดออกกว้างนั้นกลับเฉียบขาดและรวดเร็วจนเกิดเสียงลมหวีดหวิว
ชายฉกรรจ์สองคนในชุดมอซอที่ยืนเงื้อไม้หน้าบันไดชะงักค้าง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมบนใบหน้าแข็งทื่อไปทันทีเมื่อพบว่าคนที่ยืนขวางประตูอยู่ไม่ใช่เจ้าของบ้านร่างบางที่พวกมันเคยข่มขู่ได้ง่ายๆ แต่เป็นชายหนุ่มแปลกหน้าร่างสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตร ที่ยืนกอดอกมองลงมาด้วยสายตาเย็นเยียบราวกับมองเศษขยะ
"พวกมึง... มึงเป็นใครวะ เสือกอะไรด้วย!" หนึ่งในนั้นพยายามรวบรวมความกล้า ตะคอกถามเสียงสั่น
"แล้วพวกนายเป็นใคร ถึงได้กล้าบุกรุกเคหสถานในยามวิกาล แถมยังทำลายทรัพย์สินคนอื่น?" คิมหันต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่กลับแฝงแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้คนฟังถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "อยากคุยกับเจ้าของบ้าน หรืออยากคุยกับสารวัตรเวรที่สถานีตำรวจภูธรล่ะ... ฉันเพิ่งโทรเคลียร์ทางไว้ก่อนขึ้นมาพอดี จะให้เขาแวะมาดื่มชาที่นี่สักหน่อยไหม"
คำว่า 'สารวัตร' หลุดออกจากปากด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติของผู้ที่มีเส้นสายและอำนาจเหนือกว่า ทำให้คนร้ายทั้งสองเริ่มเลิกลั่ก หันมองหน้ากันด้วยความหวาดระแวง ยิ่งมองการแต่งกาย นาฬิกาข้อมือแบรนด์หรู และความสงบนิ่งที่ไม่มีวี่แววของความเกรงกลัว ก็ยิ่งเดาได้ไม่ยากว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนที่พวกมันจะตอแยด้วยได้
"เฮ้ย! ไอ้พวกเวรตะไล! มาทำระยำอะไรแถวนี้วะ!"
เสียงตะโกนแหบห้าวของลุงมิ่งดังลั่นมาจากทางเดินสวนไผ่ พร้อมกับแสงไฟนีออนจากกระบอกไฟฉายดวงใหญ่สาดเข้าใส่ใบหน้าพวกมัน ลุงมิ่งถือด้ามจอบวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมา ดวงตาเฒ่าฉายแววโกรธจัด
"ฝากไว้ก่อนเถอะมึง!" เมื่อเห็นท่าไม่ดี คนแปลกหน้าทั้งสองจึงรีบสบถทิ้งท้ายก่อนจะพากันวิ่งเตลิดหนีหายไปในความมืดของดงไผ่ด้านล่าง
ความเงียบสงบกลับคืนสู่เรือนไม้อีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหนาวหวีดหวิวและเสียงหอบหายใจเบาๆ ของปาลินที่ยังยืนนิ่งอยู่ข้างหลัง
"มันไปกันหมดแล้วครับคุณปาลิน ไม่เป็นไรแล้วนะ" ลุงมิ่งเดินขึ้นมาหยุดที่ชานบันได ยกมือลูบอกตัวเองพลางพ่นลมหายใจยาว "ลุงเห็นท่าไม่ดีตั้งแต่พวกมันขับมอเตอร์ไซค์วนเวียนแถวปากทาง เลยรีบเดินลัดเลาะขึ้นมา โชคดีที่ได้คุณคิมหันต์ช่วยกันท่าไว้"
"ขอบคุณมากนะครับลุงมิ่ง... ขอบคุณมากครับคุณคิมหันต์"
ปาลินก้มศีรษะลงน้อยๆ สองมือยังคงสั่นเทา แม้จะพยายามส่งยิ้มอ่อนโยนเพื่อบอกทุกคนว่าตนเองไม่เป็นไร แต่ริมฝีปากที่ซีดเซียวกลับฟ้องทุกสิ่ง คิมหันต์หันกลับมามองคนตัวเล็กข้างกาย แววตาคมสังเกตเห็นประกายหวาดหวั่นที่ยังหลงเหลืออยู่ในดวงตากวางคู่นั้น ความรู้สึกอยากปกป้องแล่นริ้วขึ้นมาในอกอย่างประหลาด ชายหนุ่มลดมือลงมาแตะที่ไหล่บางเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยนโดยไม่รู้ตัว
"ไม่เป็นไรแล้ว" คิมหันต์เอ่ยเสียงนุ่มลงกว่าตอนพูดกับพวกอันธพาลหลายเท่า "คุณปลอดภัยแล้วครับ"
ลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะทะเข้าใกล้ทำให้ปาลินเงยหน้าขึ้นสบตา และในวินาทีนั้นเองที่ปาลินสังเกตเห็นว่าพวงแก้มและลำคอของสถาปนิกหนุ่มมีรอยแดงเรื่อ อุณหภูมิจากฝ่ามือที่แตะไหล่เขานั้นร้อนผ่าวเกินกว่าคนปกติ
"คุณคิมหันต์... ตัวร้อนนี่ครับ" ปาลินเอ่ยทักด้วยความตกใจ ลืมความกลัวเมื่อครู่ไปจนสิ้น
"แค่อ่อนเพลียจากการเดินทางน่ะครับ ไม่มีอะไรหรอก" คิมหันต์ขยับตัวจะปฏิเสธ แต่แล้วก็ต้องยกมือขึ้นนวดขมับเมื่ออาการปวดศีรษะตุบๆ แล่นริ้วขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความกดดันจากงานที่กรุงเทพฯ การอดนอนติดต่อกันหลายวัน ประกอบกับอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วบนดอย กำลังเริ่มเล่นงานเขา
"ไม่ได้หรอกครับ ปล่อยไว้เดี๋ยวจะเป็นไข้หนัก" ปาลินส่ายหน้า แววตาอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและห่วงใยอย่างชัดเจน "คุณไปนั่งพักที่เก้าอี้หวายตรงนั้นก่อนนะครับ ลุงมิ่งครับ รบกวนช่วยเอายาพาราฯ ในตู้ยาข้างทีวีให้คุณคิมหันต์ทีนะครับ เดี๋ยวปาลินจะเข้าครัวทำอะไรอุ่นๆ มารองท้องก่อนทานยา"
ไม่รอให้คิมหันต์ได้เอ่ยค้าน ร่างโปร่งก็รีบหมุนตัวก้าวเร็วๆ ตรงไปยังห้องครัวทันที
ครัวของบ้านสวนไผ่เป็นครัวไม้แบบเปิดโล่งรับลม กลิ่นหอมจางๆ ของไม้ฟืนและสมุนไพรแห้งที่แขวนอยู่ตามคานไม้ให้ความรู้สึกสงบสุข ปาลินจุดเตาแก๊สอย่างคล่องแคล่ว หยิบหม้อเคลือบสีขาวใบโปรดมาตั้งน้ำ หย่อนขิงแก่ทุบพอแตก รากผักชี และพริกไทยเม็ดลงไป กลิ่นเผ็ดร้อนอ่อนๆ เริ่มลอยฟุ้งขึ้นมาช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บ
เขานำหน่อไม้หวานคัดพิเศษที่ต้มสุกจนนุ่มมาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ใส่ลงไปเคี่ยวกับโครงไก่บ้านจนได้น้ำซุปสีทองใสสะอาด ปรุงรสด้วยเกลือสมุทรและหยดซีอิ๊วขาวชั้นดีเพียงเล็กน้อยเพื่อดึงรสหวานธรรมชาติของผักและเนื้อสัตว์ออกมา ปิดท้ายด้วยการโรยเนื้ออกไก่ฉีกนุ่มละมุนและต้นหอมซอยละเอียดลงไป
ในห้องโถง คิมหันต์นั่งพิงพนักเก้าอี้หวาย หลับตาลงเพื่อคลายความเหนื่อยล้า เสียงเคี่ยวน้ำซุปปุดๆ จากในครัว เสียงกระดิ่งลมไม้ไผ่ที่ต้องลมด้านนอก และกลิ่นหอมอบอวลที่ค่อยๆ ลอยมาแตะจมูก กลับกลายเป็นท่วงทำนองที่ช่วยปลอบประโลมประสาทที่ตึงเครียดของเขาได้อย่างน่าอัศจรรย์ หลายปีมาแล้วที่ชีวิตของเขามีแต่เสียงไซเรนบนท้องถนน เสียงโทรศัพท์เร่งงาน และกาแฟดำเย็นชืดในแก้วกระดาษ เขาไม่เคยสัมผัสกับบรรยากาศที่ 'เรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิต' เช่นนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ
"ซุปร้อนๆ มาแล้วครับ"
เสียงหวานใสปลุกคิมหันต์ให้ลืมตาขึ้น ปาลินประคองถ้วยกระเบื้องดินเผาสีครีมที่มีควันสีขาวลอยกรุ่นมาวางลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าเขาอย่างเบามือ พร้อมกับรอยยิ้มละมุนที่แต้มอยู่บนใบหน้า รอยยิ้มที่ดวงตาสองข้างโค้งลงเป็นรูปจันทร์เสี้ยว เป็นรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และอบอุ่นจนทำให้หัวใจที่ด้านชาของสถาปนิกหนุ่มกระตุกไหว
"ซุปไก่ใส่หน่อไม้หวานกับสมุนไพรครับ ซดน้ำร้อนๆ จะช่วยขับเหงื่อแล้วก็ทำให้โล่งคอ ทานตอนกำลังอุ่นนี้นะครับ จะได้ทานยาต่อ" ปาลินเลื่อนช้อนกระเบื้องให้ พร้อมกับนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างเรียบร้อย สองมือประสานกันไว้บนตัก มองดูเขาด้วยสายตาคาดหวังระคนเป็นห่วง
คิมหันต์มองถ้วยซุปตรงหน้า ความร้อนที่แผ่ออกมาทำให้ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของเขาเริ่มอบอุ่น เขาตักน้ำซุปสีทองขึ้นมาเป่าเบาๆ ก่อนจะส่งเข้าปาก
รสชาติแรกที่สัมผัสคือความหวานกลมกล่อมจากธรรมชาติที่แทรกซึมไปทั่วทั้งลิ้น ตามมาด้วยความเผ็ดซ่านบางเบาของขิงและพริกไทยที่ช่วยให้ลำคอที่แห้งผากชุ่มชื้นขึ้นทันตา เนื้อไก่นุ่มละลาย และหน่อไม้หวานกรอบกำลังดี ทุกอย่างลงตัวราวกับถูกปรุงขึ้นมาด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด ไม่ใช่แค่อาหารที่ทำเพื่อให้อิ่มท้อง แต่เป็นอาหารที่ทำขึ้นเพื่อ 'เยียวยา' คนกิน
"เป็นอย่างไรบ้างครับ... รสชาติพอทานได้ไหม?" ปาลินถาม เอียงคอเล็กน้อยอย่างลุ้นคำตอบ
คิมหันต์กลืนน้ำซุปลงคออย่างเชื่องช้า ความอบอุ่นแผ่ซ่านลงไปถึงกลางอก เขาสบสายตากับคนตรงหน้า ก่อนที่มุมปากหยักลึกซึ่งมักจะเรียบตึงอยู่เสมอจะค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้มบางเบา... รอยยิ้มแรกที่เขาไม่ได้มอบให้ใครมาเนิ่นนาน
"อร่อยมากครับ" น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงจนตัวเองยังแปลกใจ "อร่อยที่สุดเท่าที่ผมเคยทานมาเลย"
ดวงตาของปาลินเปล่งประกายระยิบระยับด้วยความดีใจ แก้มเนียนซับสีเลือดฝาดจางๆ "ดีใจจังครับที่คุณชอบ ทานให้หมดนะครับ จะได้มีแรง พรุ่งนี้ตื่นมาไข้จะได้ลดลง"
"ขอบคุณนะครับปาลิน" คิมหันต์เอ่ยชื่ออีกฝ่ายเป็นครั้งแรก น้ำเสียงทุ้มนุ่มนั้นทำให้หัวใจของคนฟังเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งระลอก "ทั้งเรื่องอาหาร... แล้วก็ขอบคุณที่ดูแลผม ทั้งๆ ที่คุณเองก็เพิ่งเจอเรื่องแย่ๆ มาแท้ๆ"
ปาลินชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าหม่นลงเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะกลับมาสดใส "ชินแล้วล่ะครับ... ตั้งแต่พ่อกับแม่เสียไป ที่นี่ก็เหลือแค่ผมคนเดียว พวกนายทุนข้างล่างพยายามจะมากว้านซื้อที่ตรงนี้ไปทำโครงการใหญ่โต ส่งคนมาข่มขู่เรื่อยๆ แต่ผมขายไม่ได้หรอกครับ ผืนดินนี้เป็นความทรงจำทั้งหมดที่ครอบครัวทิ้งไว้ให้ผม"
แววตาเหงาหงอยที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในดวงตาคู่นั้นสะกิดใจคิมหันต์อย่างรุนแรง ชายหนุ่มวางช้อนลง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบงัน
หลังจากคิมหันต์ทานซุปจนหมดและทานยาเรียบร้อย ลุงมิ่งก็ขอตัวกลับไปนอนที่เรือนพักท้ายสวน ทิ้งให้ความเงียบสงัดของค่ำคืนปกคลุมบ้านไม้หลังงามอีกครั้ง
ปาลินจัดแจงที่นอนในห้องรับรองให้คิมหันต์อย่างประณีต นำผ้าห่มกลิ่นแดดผืนหนามาวางซ้อนให้อีกชั้นด้วยกลัวว่าคนป่วยจะหนาวสั่นในยามดึก ก่อนจะขอตัวไปเก็บล้างในครัว
คิมหันต์เดินกลับเข้ามาในห้องนอนชั่วคราว เขารู้สึกดีขึ้นมาก ความอบอุ่นจากซุปถ้วยนั้นยังคงหลงเหลืออยู่ในกาย ชายหนุ่มเปิดกระเป๋าหนังเอกสารใบใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้ข้างหน้าต่างเพื่อจะหยิบแท็บเล็ตและสมุดสเก็ตช์ภาพออกมาตรวจงานตามความเคยชิน
ทว่า จังหวะที่เขาดึงสมุดขึ้นมา ซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะที่สอดอยู่ด้านในกลับเลื่อนหลุดและร่วงลงสู่พื้นห้อง เอกสารสำคัญภายในซองกระจัดกระจายออกมาตามแรงกระแทก
"คุณคิมหันต์ครับ ผมเอาน้ำอุ่นมาวางไว้หัวเตียง..."
เสียงของปาลินดังขึ้นพร้อมกับร่างบางที่ก้าวพ้นประตูห้องเข้ามา ปาลินเห็นเอกสารตกกระจายจึงรีบทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเพื่อช่วยเก็บให้ทันทีด้วยความหวังดี "ผมช่วยเก็บนะครับ..."
"อย่านะปาลิน!"
คิมหันต์ร้องห้ามเสียงหลงและรีบก้มลงจะคว้ากระดาษเหล่านั้นไว้ แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว
ปลายนิ้วเรียวของปาลินชะงักค้างอยู่บนกระดาษไขแผ่นใหญ่พิมพ์เขียวที่คลี่ออก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อสายตาปะทะเข้ากับตราสัญลักษณ์ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่จากเมืองหลวง และข้อความตัวหนาเด่นหราที่ระบุชื่อโครงการอย่างชัดเจน...
*‘โครงการเวนคืนและปรับหน้าดินเพื่อก่อสร้างรีสอร์ตหรูระดับพรีเมียม : แปลงที่ดินหุบเขาหมอกผืนป่าไผ่ (กรรมสิทธิ์ตระกูลวรโชติ)’*
และที่มุมขวาล่างของพิมพ์เขียวฉบับนั้น มีลายเซ็นตวัดคุ้นตาพร้อมชื่อภาษาไทยและตำแหน่งระบุไว้อย่างชัดเจน...
*‘นายคิมหันต์ ธนปภัสร์ - หัวหน้าสถาปนิกผู้ออกแบบและผู้จัดการโครงการเวนคืนที่ดิน’*
กระดาษในมือของปาลินสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ใบหน้าหวานที่เคยมีรอยยิ้มละมุนซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด ดวงตากวางคู่นั้นค่อยๆ เงยขึ้นมองสถาปนิกหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาที่แตกสลายและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างที่สุด
คิมหันต์ยืนนิ่งงัน ลมหายใจสะดุดกึก ความเงียบในห้องเวลานี้กรีดแทงหัวใจยิ่งกว่าพายุหิมะใดๆ ทั้งสิ้น
---
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและคอยส่งกำลังใจให้หมอกไม้ไผ่เสมอนะคะ ผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วยค่ะ แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
ไผ่อุ่นในสายหมอก•ตอนที่ 3
ซุปร้อนกับรอยยิ้มละมุน
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไผ่อุ่นในสายหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!