คราบดินโคลนที่เปรื้อนอยู่บนปลายคางของปาลินไม่ได้น่าสนใจเท่ากับดวงตากลมโตที่กำลังกะพริบปริบๆ ด้วยความจนปัญญา แปลงผักสวนครัวหลังเรือนพักที่เคยอุดมสมบูรณ์ บัดนี้กลายเป็นสภาพน่าเวทนาหลังจากพายุฝนเมื่อคืนซัดกระหน่ำจนไม้ไผ่ค้ำยันโครงสร้างแปลงผักหักโค่น ระแนงไม้ระเกะระกะทับถมต้นกะเพราและโหระพาจนแบนราบ
"ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ รากคงเน่าหมดแน่เลยค่ะ..."
เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดจากริมฝีปากอิ่ม ปาลินทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นดินชื้นแฉะโดยไม่ห่วงกางเกงผ้าลินินสีอ่อน แม้ลุงมิ่งจะเคยบอกให้รอแดดร่มลมตกแล้วค่อยจัดการ แต่ความผูกพันที่เขามีต่อแปลงผักเหล่านี้—ซึ่งเปรียบเสมือนเพื่อนแก้เหงาในวันที่ไร้เงาครอบครัว—ทำให้เขาไม่อาจทนมองพวกมันเฉาตายไปต่อหน้าต่อตาได้ มือเรียวพยายามจะยกท่อนไม้ไผ่หนักอึ้งขึ้นด้วยความทุลักทุเล แต่แรงอันน้อยนิดก็ทำได้เพียงแค่ขยับมันเขยื้อนไปไม่ถึงคืบ
"ถอยหน่อยครับ... เอ๊ย ปาลินถอยก่อน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหุดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของคิมหันต์ที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีเข้มพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นมัดกล้ามเนื้อสมชายชาตรีไม่ได้รอให้เจ้าของบ้านอนุญาต มือหนาเข้าประคองท่อนไม้ไผ่ที่กำลังจะกลิ้งทับข้อเท้าของปาลินออกอย่างรวดเร็ว กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นแดดและฝนจางๆ ลอยปะทะจมูกคนตัวเล็กจนหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ
ปาลินชะงัก เงยหน้าขึ้นมองคนที่ย่อตัวลงมาทำงานเคียงข้าง ใบหน้าคมคายนั้นนิ่งขรึมตามวิสัย แต่หว่างคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยบ่งบอกถึงความตั้งใจจริง คิมหันต์ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขากวาดสายตาประเมินความเสียหายของโครงสร้างแปลงผักอย่างรวดเร็ว สมกับสายตาของคนที่เป็นนักออกแบบโครงสร้างมาทั้งชีวิต
"ไม้ไผ่ชุดนี้เก่าเกินไปแล้ว โดนน้ำหนักดินชุ่มฝนกดทับเลยหักตรงข้อต่อพอดี" คิมหันต์เอ่ยขึ้นโดยไม่ละสายตาจากงาน มือหนาจัดการดึงเศษไม้ที่หักออกอย่างคล่องแคล่ว "ถ้าซ่อมแบบเดิม เดี๋ยวลมพัดมาอีกรอบก็พังอยู่ดี... เดี๋ยวผมออกแบบโครงใหม่ให้ มั่นคงกว่าเดิมแน่นอน"
"แต่อันนี้ปาลินเพิ่งลงเมล็ดไปเองนะคะ เกรงใจคุณคิมหันต์แย่เลย รบกวนมาหลายเรื่องแล้วด้วย..." นายเอกหนุ่มเอ่ยปฏิเสธเสียงเบา ดวงตาคู่สวยหลบวูบไปมองผืนดินเพื่อซ่อนความประหม่า เมื่อรู้ตัวว่าไหล่ของตนเองกำลังแนบชิดกับลาดไหล่กว้างของอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้
คิมหันต์ชะงักมือที่กำลังถือค้อนตอกตะปู เขาหันมามองเสี้ยวหน้าหวานที่ขึ้นสีเรื่อเพราะความเหนื่อยอ่อนและไอร้อนจากร่างกายที่เบียดชิดกัน แววตาคมกริบทอดมองความอ่อนโยนที่ฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้ภายใต้ความนิ่งงบมาตลอด เริ่มก่อตัวและสั่นคลอนหัวใจที่เคยด้านชาจากความผิดพลาดในอดีต
"ไม่ได้รบกวน..." คิมหันต์เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดอยู่ข้างใบหูของปาลินโดยไม่รู้ตัว "ผมเต็มใจ... แล้วก็... อยากช่วยแปลงผักของปาลินให้มันแข็งแรงพอที่จะรับมือกับพายุทุกรูปแบบ"
ประโยคเรียบง่ายแต่แฝงความหมายลึกซึ้งทำเอาปาลินถึงกับพูดไม่ออก ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกัน ทำให้บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยไอร้อนระอุที่ไม่ได้มาจากแสงแดด แต่มันมาจากอุณหภูมิในร่างกายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ มือที่ถือเครื่องมือค้างไว้สั่นน้อยๆ จนคิมหันต์สังเกตเห็น
ชายหนุ่มตัดสินใจขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิมเพื่อบังแดดที่เริ่มแผดจ้าให้กับคนตัวเล็ก มือหนาเอื้อมออกไปปัดเศษดินที่เปื้อนอยู่ข้างแก้มใสอย่างเบามือที่สุด สัมผัสอุ่นจัดจากปลายนิ้วที่ปัดผ่านผิวเนียนทำให้นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ปาลินหยุดหายใจไปชั่วขณะ สมองขาวโพลนเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและประกายความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำว่าเพื่อนบ้าน
"หน้าเลอะหมดแล้วครับ" คิมหันต์กระซิบเสียงพร่า น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนจนคนฟังรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังจะหลอมละลาย ปาลินทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่น แก้มเนียนแดงก่ำลามไปจนถึงใบหูขาวสะอาด ความเงียบงันระหว่างเขาทั้งสองคนเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ไม่ได้เอื้อnเอ่ยออกมา แต่กลับดังชัดเจนยิ่งกว่าเสียงใดๆ
ในจังหวะที่มือหนากำลังจะผละออก ปาลินพลั้งเผลอขยับตัวตามสัญชาตญาณจนข้อศอกไปชนเข้ากับกระถางดินเผาที่วางอยู่บนชั้น ปลายกระถางกำลังจะเอียงร่วงลงมาฟาดใส่เท้าของปาลิน คิมหันต์ดึงร่างบางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วเพื่อปกป้อง แรงกระชากทำให้ปาลินล้มทับลงไปอยู่ในอ้อมกอดแกร่งเต็มแรง แผ่นหลังบางแนบชิดกับอกอุ่นของอีกฝ่าย ท่ามกลางกลิ่นหอมสะอาดของดินชื้นและไอร้อนจากผืนดินหลังฝน
หัวใจของทั้งคู่เต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกันอย่างไร้การควบคุม ปาลินเงยหน้าขึ้นสบตาคนที่กอดเขาไว้มั่น ระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น คิมหันต์ก้มมองคนในอ้อมแขน สายตาคู่นั้นกวาดมองริมฝีปากอิ่มที่เผยอน้อยๆ ด้วยความตกใจ ก่อนที่สถาปนิกหนุ่มจะค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมาช้าๆ ราวกับถูกสะกดจิต...
"ก๊อกๆ! พ่อปาลินจ๊ะ! ลุงเอา..."
เสียงตะโกนพร้อมกับเสียงเคาะประตูดังลั่นมาจากหน้าบ้านของลุงมิ่ง ทำลายมนต์สะกดในสวนหลังบ้านให้แตกกระจายในเสี้ยววินาที คิมหันต์สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบปล่อยมือออกจากเอวบาง ปาลินหน้าแดงแจ๋ ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความลนลาน เสื้อผ้าและเนื้อตัวเปรอะเปื้อนดินโคลนยิ่งกว่าเดิม สติที่หลุดลอยไปเมื่อครู่ค่อยๆ กลับคืนมา พร้อมกับเสียงฝีเท้าของลุงมิ่งที่กำลังเดินอ้อมมาทางหลังบ้านใกล้เข้ามาทุกที
ปาลินหันไปมองหน้าคิมหันต์ที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ชายหนุ่มเม้มปากแน่นเล็กน้อยก่อนจะเผลอยิ้มออกมาบางเบาให้กับท่าทางเลิกลั่กของคนตรงหน้า เป็นรอยยิ้มที่หา
ดูได้ยากยิ่งและทำให้ใจคนมองเต้นผิดจังหวะอีกรอบ
แต่ทว่า... ก่อนที่ลุงมิ่งจะเดินเลี้ยวมาถึงแปลงผัก สายตาของคิมหันต์ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ตกอยู่ใต้กองไม้ไผ่ที่เพิ่งรื้อออก เศษกระดาษจดหมายเก่าคร่ำคร่าที่เปียกน้ำจนเปื่อยยุ่ย แต่ข้อความลายมือหวัดๆ ที่โผล่พ้นดินโคลนขึ้นมา กลับปรากฏชื่อของ "บิดา" ของคิมหันต์ หราอยู่บนหัวกระดาษเอกสารลับที่ถูกฝังไว้ ณ ที่ดินผืนนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน!
ขอบคุณที่ติดตามอ่าน "ไผ่อุ่นในสายหมอก" ตอนที่ 6 แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ
ไผ่อุ่นในสายหมอก•ตอนที่ 6
กลิ่นดินและไอร้อน
ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไผ่อุ่นในสายหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!