ไผ่อุ่นในสายหมอก•ตอนที่ 5

วันแรกของการอยู่ร่วมกัน

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
"คุณมาทำอะไรที่นี่เวลานี้คะ... กรุณาถอยออกไปจากประตูเรือนของฉันเดี๋ยวนี้เลยนะคะ" น้ำเสียงของปาลินสั่นเครือน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวต่อร่างสูงใหญ่ที่ยืนขวางทางอยู่เบื้องหน้า หากแต่เป็นเพราะหัวใจดวงน้อยกำลังเต้นระรัวด้วยความประหลาดใจระคนตื่นตระหนก แสงไฟสีส้มจากตะเกียงน้ำมันสะท้อนเข้ากับหยาดน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนเส้นผมและไหล่กว้างของคิมหันต์ สถาปนิกหนุ่มผู้มาพร้อมกับความเย็นชาและรอยยิ้มเยาะที่ปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างไม่ปิดบัง คิมหันต์ไม่ยอมขยับเขยื้อน เขายังคงยืนค้ำฟ้าอยู่ตรงธรณีประตู สายตาคมกริบกวาดมองสำรวจภายในเรือนไม้ไผ่หลังเล็กที่มีกลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรลอยอบอวล ก่อนจะก้มลงมองร่างโปร่งบางในชุดนอนผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มสีครีมที่ยืนถือตะเกียงสั่นระริก "หึ เรือนหลังนี้ไม่ได้เขียนชื่อคุณติดไว้สักหน่อยนี่ครับ... อ้อ ขอโทษทีค่ะ ฉันเผลอแทนตัวผิดไปหน่อย พอดีติดนิสัยพูดจากับคนแถวนี้จนชิน" คิมหันต์จงใจเปลี่ยนสรรพนามและน้ำเสียงเยาะหยัน เพื่อตอกย้ำให้ปาลินรู้ว่าการพบกันในยามวิกาลท่ามกลางสายหมอกหนาทึบเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ "ถ้าไม่มีธุระสำคัญอะไร เชิญกลับไปที่เรือนพักของคุณเถอะค่ะ ดึกดื่นมืดค่ำแบบนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเดินเที่ยวเล่นแถวเรือนของคนอื่นนะคะ" ปาลินพยายามดึงความกล้าทั้งหมดที่มีเชิดหน้าขึ้นสู้สายตา แม้ว่าหัวใจจะเต้นแรงจนแทบจะกระเด็นออกมานอกอกก็ตาม "ผมไม่ได้มาเดินเที่ยวเล่น..." คิมหันต์ก้าวเท้าเข้ามาในเรือนไม้ไผ่โดยไม่ได้รับอนุญาต แรงกดดันจากร่างสูงใหญ่ทำให้ปาลินต้องถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางขวดโหลสมุนไพร กลิ่นกายสะอาดเจือกลิ่นฝนและไอดินพัดปะทะจมูกจนปาลินต้องรีบเบือนหน้าหนี "ลุงมิ่งเป็นคนบอกให้ผมมาเอา 'ยาแก้ปวดเมื่อย' ที่คุณหมักไว้ต่างหากล่ะครับ คุณปาลิน" คำว่า 'คุณปาลิน' ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักลึกนั้นฟังดูคล้ายคำขู่มากกว่าคำทักทาย ปาลินเม้มริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจ รู้สึกได้ทันทีว่าชายหนุ่มผู้นี้จงใจแกล้งตนให้ตกใจเล่นตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว "ถ้าต้องการยา ทำไมไม่รอให้ถึงเช้าล่ะคะ หรือว่าคุณคิดว่าคนงานที่นี่เขาทำงานกันตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงกันคะ" ปาลินเอ่ยด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย ความอ่อนโยนที่มักจะมีให้ทุกคนเสมอ seems to be tested by this stubborn man "ผมเป็นคนนอนไม่หลับ... และยิ่งมาเจออากาศชื้นๆ แบบนี้ อาการปวดหลังจากการเดินทางไกลมันก็กำเริบขึ้นมาพอดี" คิมหันต์พูดหน้าตาเฉย พร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวโปรดของปาลินอย่างถือวิสาสะ ดวงตาคมกริบยังคงจ้องมองเจ้าของบ้านไม่วางตา "ว่าแต่... เจ้าของเรือนใจร้ายคนนี้ จะปล่อยให้แขกผู้ป่วยนั่งทรมานอยู่แบบนี้จริงๆ หรือครับ" ปาลินถอนหายใจยาวเหยียดอย่างจนใจ รู้ดีว่าเถียงไปก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่า ร่างโปร่งหมุนตัวเดินไปหยิบโหลแก้วบรรจุขี้ผึ้งสมุนไพรสูตรโบราณที่เคี่ยวเองกับมือเดินกลับมาวางกระแทកบนโต๊ะตรงหน้าคิมหันต์เบาๆ "นี่ค่ะ... ยาแก้ปวดเมื่อย ทาบางๆ ตรงจุดที่ปวด แล้วพรุ่งนี้เช้าอาการจะดีขึ้นเอง เชิญคุณกลับไปพักผ่อนได้แล้วนะคะ ดึกมากแล้วค่ะ" ปาลินผายมือไปทางประตู เป็นเชิงไล่ทางอ้อม คิมหันต์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองโหลแก้วในมือสลับกับใบหน้าหวานที่ตอนนี้ขึ้นสีเรื่อด้วยความกรุ่นโกรธ ชายหนุ่มไม่ได้หยิบยาขึ้นมาตามที่อีกฝ่ายบอก แต่กลับเงยหน้าขึ้นสบตาตรงๆ "ผมทาเองไม่ถึง... หลังมันกว้างเกินกว่าจะเอื้อมมือไปถึงนะคะ คุณปาลิน" คิมหันต์จงใจลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท "ในฐานะเจ้าบ้านที่ดีและมีน้ำใจงามตามคำร่ำลือของลุงมิ่ง... คุณช่วยสงเคราะห์ทาให้ผมหน่อย คงจะไม่เกินกำลังเกินไปหรอกกระมังครับ" "คุณ...!" ปาลินอ้าปากค้าง หน้าแดงซ่านด้วยความคาดไม่ถึงกับความหน้าด้านหน้าทนของสถาปนิกหนุ่มเมืองกรุงผู้นี้ "ฉันเป็นหมอยาและคนดูแลไร่ค่ะ ไม่ใช่คนรับใช้ส่วนตัวของคุณ กรุณาอย่ามาล้อเล่นแบบนี้กับฉันนะคะ!" ปาลินหันหลังขวับเตรียมเดินหนีเข้าห้องนอนด้านใน แต่เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยไล่หลังมากลับทำให้ฝีเท้าที่กำลังก้าวต้องชะงักงัน "ถ้าคุณไม่ช่วย... ผมคงต้องร้องโอดครวญเสียงดังลั่นไร่จนคนงานตื่นกันหมดแน่ๆ เลยนะครับว่าหมอปาลินใจดำไม่ยอมช่วยรักษาคนเจ็บ..." ปาลินกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ หันขวับกลับมามองคิมหันต์ด้วยสายตาขุ่นเคืองสุดขีด แต่เมื่อเห็นใบหน้าคมคายที่แม้จะกวนประสาทแต่ก็แฝงร่องรอยความเหนื่อยล้าไว้จางๆ ความใจอ่อนที่เป็นนิสัยประจำตัวก็เริ่มทำงานอีกครั้ง ร่างโปร่งก้าวเท้ากลับมาด้วยความจำยอม คว้าขวดโหลแก้วมาเปิดฝาอย่างแรง ควักเนื้อขี้ผึ้งสีเขียวอ่อนอุ่นๆ ขึ้นมาป้ายลงบนฝ่ามือ ก่อนจะก้าวเข้าไปประชิดด้านหลังของร่างสูงที่นั่งรออยู่บนเก้าอี้ "ห้ามหันมานะคะ..." ปาลินเอ่ยเสียงเข้ม พยายามขู่เพื่อรักษาอาณาเขตของตัวเอง คิมหันต์ยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะเมื่อได้ยินเสียงหวานนั้นเอ่ยลอดไรฟัน ร่างหนายอมนั่งนิ่งให้มือเรียวนุ่มนิ่มค่อยๆ เอื้อมมาแตะสัมผัสลงบนแผ่นหลังกว้างที่อยู่ใต้ร่มผ้าฝ้ายเนื้อบาง สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของปาลินที่นวดวนเบาๆ บริเวณหัวไหล่และแผ่นหลัง ไล่ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อออกไปทีละน้อย บรรยากาศภายในห้องเงียบงันลง มีเพียงเสียงลมหายใจผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอและกลิ่นหอมเย็นของสมุนไพรที่ช่วยผ่อนคลายประสาทตึงเครียดของทั้งสองคนลงอย่างประหลาด คิมหันต์หลับตาลงรับสัมผัสแสนละมุนนั้น ความอบอุ่นจากปลายนิ้วของปาลินซึมซาบผ่านเนื้อผ้าเข้ามาจนถึงผิวหนัง ลบเลือนความเย็นชาและกำแพงหนาที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีออกไปทีละนิดอย่างไม่รู้ตัว แสงอาทิตย์สีทองอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านม่านใบไผ่เข้ามาภายในครัวเรือนไม้ไผ่ กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวเหนียวใหม่นึ่งร้อนๆ และกลิ่นหอมของเครื่องแกงพื้นบ้านลอยฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ปาลินในผ้ากันเปื้อนสีมอๆ กำลังง่วนอยู่กับการตำน้ำพริกหนุ่มในครกหินเสียงดังตุ่นๆ อย่างอารมณ์ดี หลังจากผ่านคืนวานที่วุ่นวายและน่าปวดหัว ปาลินก็ตัดสินใจเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการเข้าครัวทำอาหารพื้นบ้านง่ายๆ เพื่อเตรียมตัวไปส่งให้คนงานที่แปลงสมุนไพร แต่ดูเหมือนว่ากลิ่นหอมเย้ายวนของอาหารเช้าจะทำหน้าที่เรียกแขกได้ดีเกินคาด เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องครัว ปาลินหันไปมองตามเสียงก็พบกับคิมหันต์ที่แต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกและกางเกงสแลคเข้ารูป ใบหน้าคมคายดูสด ชื่นขึ้นกว่าเมื่อคืนอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมกวาดมองสำรวจหม้อดินเผาและจานอาหารบนโต๊ะด้วยความสนใจ "หอมดีนี่... ทำอะไรกินกันแต่เช้าครับ" คิมหันต์เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มือหนากลับยื่นไปหยิบช้อนสั้นขึ้นมาตักน้ำแกงในหม้อมาชิมหน้าตาเฉยโดยไม่รอให้เจ้าของบ้านอนุญาต "นี่คุณ! ใครอนุญาตให้ชิมกันคะ..." ปาลินร้องท้วงด้วยความตกใจ รีบวางสากในมือแล้วก้าวเข้าไปหมายจะแย่งช้อนคืน แต่คิมหันต์กลับยกช้อนหนีสูงขึ้นด้วยความรวดเร็ว ดวงตาคมกริบของสถาปนิกหนุ่มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อรสชาติกลมกล่อมเผ็ดร้อนนิดๆ ของแกงฮังเลฝีมือปาลินกระจายไปทั่วปลายลิ้น เนื้อหมูสามชั้นเคี่ยวจนเปื่อยนุ่มละลายในปาก ผสมผสานกับเครื่องเทศพื้นบ้านหอมกรุ่นอย่างลงตัว รสชาตินี้ไม่ใช่แค่พอกินได้ แต่มันอร่อยล้ำลึกจนคนปากแข็งอย่างเขาต้องนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ "อร่อย..." คิมหันต์พึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาที่มองมาที่ปาลินเปลี่ยนไปจากเดิมมีความประทับใจและความทึ่งฉายชัดขึ้นมา "ไม่คิดว่าคนหน้าหวานแถวนี้จะมีฝีมือทำอาหารอร่อยขนาดนี้ รสชาติแบบนี้หาทานในกรุงเทพฯ ไม่ได้ง่ายๆ แน่" ปาลินชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำชมที่หลุดออกมาจากปากของคนหยิ่งยโส แก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอายอย่างปิดไม่มิด ร่างโปร่งรีบเบือนหน้าหนีซ่อนรอยยิ้มบางๆ ที่ผุดขึ้นที่มุมปาก "ถ้าชอบนัก ก็ช่วยหยิบจานพวกนั้นไปจัดโต๊ะข้างนอกให้เรียบร้อยด้วยนะคะ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนค่าขี้ผึ้งทาหลังเมื่อคืนนี้ก็แล้วกันค่ะ" ปาลินเอ่ยเสียงหวาน แอบเหน็บแนมเบาๆ เพื่อทวงคืนความยุติธรรม คิมหันต์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นครั้งแรกที่ปาลินได้ยินเสียงหัวเราะที่แท้จริงจากผู้ชายคนนี้ มันไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะหยัน แต่เป็นเสียงทุ้มนุ่มที่ฟังแล้วอบอุ่นหัวใจอย่างประหลาด ชายหนุ่มยอมก้มตัวลงหยิบจานชามตามที่ปาลินสั่งโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น อาหารมื้อแรกบนโต๊ะอาหารไม้ไผ่กลางไร่ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบแต่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่แปลกใหม่ คิมหันต์ตักข้าวและกับข้าวเข้าปากอย่างเจริญอาหารจนปาลินต้องคอยตักเติมให้อย่างอดไม่ได้ ความเย็นชาที่เคยมีระหว่างกันเริ่มละลายหายไปกับไอร้อนของอาหารพื้นบ้านและแสงแดดอุ่นยามเช้า ทว่า ความสงบสุขนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก... เสียงรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อคันคุ้นเคยแล่นเข้ามาจอดสนิทที่หน้าลานบ้าน พร้อมกับเสียงเปิดประตูและฝีเท้าเร่งรีบวิ่งขึ้นมาบนเรือน ลุงมิ่งหอบหายใจจนตัวโยン ใบหน้ายับย่นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเหงื่อกาฬที่ไหลซึมเต็มกรอบหน้า "คุณปาลิน! คุณคิมหันต์! แย่แล้วครับ... เกิดเรื่องใหญ่ที่แปลงสมุนไพรโซนเหนือแล้ว!" ________________________________________ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและคอยโอบกอดความอบอุ่นในสายหมอกนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไผ่อุ่นในสายหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%