ไผ่อุ่นในสายหมอก•ตอนที่ 13

ผู้มาเยือนจากเมืองกรุง

ผลงานโดย หมอกไม้ไผ่
"โทรศัพท์เครื่องนั้น... วางลงเถอะค่ะคิม" น้ำเสียงของปาลินไม่ได้สั่นเครืออย่างที่เจ้าตัวหวาดกลัว กลับเรียบนิ่งราวกับผิวน้ำในลำธารยามไร้ลม แม้ปลายนิ้วที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงขวดแก้วบรรจุน้ำมันหอมระเหยกลิ่นยูคาลิปตัสจะเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่คว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะไม้สักยังคงสั่นระริกเป็นระยะ แม้ปลายสายจะตัดการเชื่อมต่อด้วยความหงุดหงิดไปร่วมสิบนาทีแล้วก็ตาม ความเงียบงันที่โรยตัวลงมาในเรือนกระจกหลังน้อยไม่ได้อบอุ่นเหมือนทุกค่ำคืนที่ผ่านมา มันกลับหนักอึ้งและเต็มไปด้วยรอยร้าวที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยทัก คิมหันต์ถอนหายใจยาวนาน มือหนายกขึ้นเสยเส้นผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากอย่างอ่อนล้า สถาปนิกหนุ่มผู้เคยยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางแรงกดดันนับร้อย กลับดูเปราะบางลงถนัดตาเมื่อหันไปมองแผ่นหลังบางของคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานไม่ยอมเงยขึ้นมาสบตา "คุณแม่ท่านแค่... ยังไม่เข้าใจปาลินค่ะ" คิมหันต์เอ่ยเสียงแผ่ว ก้าวเท้าเข้าไปใกล้หมายจะเอื้อมมือไปสัมผัสลาดไหล่ที่ห่อเข้าหากันเล็กน้อยนั้น "ไม่ต้องอธิบายหรอกค่ะคิม" ปาลินหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา ดวงตาคู่สวยรื้นหยาดน้ำใสจางๆ แต่ถูกเจ้าตัวกะพริบไล่มันออกไปอย่างรวดเร็ว "หน้าที่กับความจริง เป็นสิ่งที่ปาลินรู้ดีเสมอค่ะว่าเราอยู่บนโลกใบเดียวกันด้วยฐานะอะไร... ปาลินไม่ใช่คนที่จะมาดึงรั้งอนาคตของใครไว้หรอกนะคะ ไปพักเถอะค่ะ วันนี้คุณเหนื่อยมามากพอแล้ว" รอยยิ้มเจื่อนๆ นั้นทำเอาหัวใจของคิมหันต์กระตุกวูบราวกับถูกบีบอัดด้วยคีมเหล็ก เขารู้ดีว่าความเงียบของปาลินในเวลานี้ น่ากลัวกว่าการร้องไห้ฟูมฟายเสียอีก บรรยากาศความอึมครึมที่ปกคลุมอยู่ทั่วไร่ไผ่อันเงียบสงบ ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงในย่างก้าวแรกของเช้าวันใหม่ เมื่อเสียงแตรตรถยนต์ยุโรปคันหรูที่แล่นเข้ามาจอดสนิทหน้าเรือนพักรับรองดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยเสียงหัวเราะร่าเริงที่ดังกังวานจนนกบนยอดไผ่แตกฮือ "โฮโห! นี่ฉันหลงเข้ามาในรีสอร์ทลับกลางป่าหิมพานต์ หรือว่าเพื่อนรักของฉันแอบมาสร้างเรือนหอหนีโลกภายนอกกันแน่เนี่ย!" ร่างโปร่งของชายหนุ่มในชุดลินินสีครีมสะعادตัวลงมาจากรถ แว่นกันแดดแบรนด์ดังถูกถอดออกเหน็บไว้ที่กระเป๋าเสื้อ ใบหน้าคมคายเปื้อนรอยยิ้มขี้เล่น นัยน์ตาสีสนิมกวาดตามองรอบตัวด้วยความตื่นตาตื่นใจ ก่อนจะพุ่งเป้ามาที่ระเบียงเรือนไม้ที่คิมหันต์เพิ่งเดินถือแก้วกาแฟออกมาต้อนรับ "เสียงดังเกินไปแล้วไอ้กรณ์" คิมหันต์ป้องปากปรามเพื่อนสนิทที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่ริมฝีปากหยักกลับอดที่จะแย้มยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อเห็นท่าทีทะเล้นนั้น "โถ่ คุณสถาปนิกผู้เคร่งขรึม! ฉันขับรถข้ามเขามากี่ลูกต่อกี่ลูกเพื่อมาเยี่ยมแก แถมยังหอบหิ้วกาแฟคั่วบดชั้นดีมาฝาก ทำไมต้อนรับฉันด้วยสายตาพิฆาตแบบนี้ล่ะวะ" ธนากร หรือ 'กรณ์' แกล้งทำท่าทางโอเวอร์แอคทิงเอามือกุมหน้าอกราวกับถูกยิงเข้ากลางใจ ก่อนจะชะựngฝีเท้าเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร่างเพรียวบางของใครอีกคนที่กำลังเดินถือตะกร้าใบย่อมบรรจุใบชาสดก้าวขึ้นมาบนเรือน ปาลินชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยเมื่อเห็นแขกแปลกหน้า ดวงตาคู่หวานกะพริบปริบๆ ด้วยความประหม่า เพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ไผ่อุ่นในสายหมอกแห่งนี้แทบไม่เคยมีผู้มาเยือนจากเมืองกรุงที่แต่งตัวจัดเต็มและมีพลังงานล้นเหลือเช่นนี้มาก่อน "เอ่อ... สวัสดีค่ะ" ปาลินโค้งศีรษะทักทายตามมารยาท พร้อมส่งยิ้มอ่อนโยนที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวให้ ธนากรเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าเปลี่ยนเป็นความทึ่งระคนประหลาดใจ ชายหนุ่มหันขวับไปมองหน้าเพื่อนรักสลับกับร่างบางตรงหน้าอย่างจับผิด รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากทันที "อ๊ะๆๆๆ... แบบนี้สินะ ที่เขาเรียกว่า 'ซ่อนรูป' เอ้ย! ซ่อนตัวหนีความวุ่นวาย" กรณ์พุ่งเข้าไปประชิดตัวปาลินด้วยความรวดเร็ว จนคนตัวเล็กผถอยหลังกรูดไปชนแผงอกของคิมหันต์ที่ก้าวตามมาคว้าเอวบางเอาไว้โดยสัญชาตญาณ "สวัสดีครับคนสวย! ผมชื่อกรณ์นะครับ เป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อของไอ้คิมมันเองแหละครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะ... โอ๊ย! ไอ้คิม แกจะศอกใส่ซี่โครงฉันทำไมวะเนี่ย!" คิมหันต์ส่งสายตาคมกริบดุเพื่อนสนิทที่ทำตัวเป็นลิงโลดไม่เปลี่ยน "อย่าไปถือสาคนบ้าเลยค่ะปาลิน กรณ์มันก็เป็นแบบนี้แหละ" "เปล่าสักหน่อย! ฉันพูดความจริงนี่หว่า" กรณ์ลูบซี่โครงตัวเองป้อยๆ แต่สายตายังคงพราวระยับขณะสำรวจมองปาลินกับคิมหันต์ที่ยืนชิดกันจนแทบจะสิงร่าง "ดูสิเนี่ย... หน้าตาผิวพรรณผ่องใสผิดหูผิดตา ผิดกับตอนอยู่กรุงเทพฯ ที่หน้าดำคร่ำเครียดเหมือนคนอมทุกข์ นี่ฝีมือการดูแลของน้องปาลิน หรือว่าเป็นเพราะบรรยากาศโรแมนติกในหุบเขาเนี่ยฮึ ถึงทำให้สถาปนิกผู้ตายด้านกลายร่างเป็นพ่อบ้านใจกล้าไปได้" คำแซวทีเล่นทีจริงนั้นทำเอาใบหน้าหวานของปาลินร้อนผ่าวขึ้นมาทันที สีแดงระเรื่อลามเลียจากพวงแก้มลามไปถึงใบหูขาวสะอาด ปาลินทำอะไรไม่ถูกนอกจากก้มหน้าหลบสายตาซุกซนของแขกผู้มาเยือน พร้อมกับส่งเสียงอึกอักในลำคอ "คะ... คุณกรณ์พูดอะไรก็ไม่รู้ค่ะ ปาลินขอตัวไปเตรียมน้ำชาต้อนรับก่อนนะคะ" พูดจบก็รีบสาวเท้าก้าวหนีหายเข้าไปในห้องครัวทันที ทิ้งให้เสียงหัวเราะชอบใจของธนากรดังไล่หลังมา "ไอ้ปากเสีย" คิมหันต์สบถเบาๆ พร้อมกับยื่นมือไปผลักหัวเพื่อนรักไปทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ "โอ๊ะๆๆ อย่ามาทำร้ายร่างกายคนหวังดีนะเว้ยแก" กรณ์หัวเราะรơiร่า ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่สานอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะหรี่ตามองเพื่อนสนิทด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่เริ่มจริงจังขึ้นมาบ้าง "เอาจริงนะเว้ยคิม... น้องเขาน่ารักมาก หวานละมุนสมคำร่ำลือที่แกเคยเปรยๆ ไว้จริงๆ นั่นแหละ ตาแกนี่ไม่ธรรมดาเลยนะเว้ย ได้ของดีมาซ่อนไว้ในป่าแบบนี้" คิมหันต์ถอนหายใจยาว ทอดสายตามองไปยังประตูห้องครัวที่ปาลินเพิ่งเดินหายเข้าไป แววตาที่ทอดมองเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งหวงแหน อ่อนโยน และ... กังวลใจ "เขาน่ารักกว่าที่แกคิดเยอะกรณ์... และเขาก็ดีเกินกว่าจะมาแปดเปื้อนกับปัญหาบ้าๆ ที่ฉันกำลังเผชิญอยู่" เสียงของคิมหันต์เบาหวิวราวกับรำพึงกับตัวเอง ธนากรหุบยิ้มลงเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาสedซึ้งของเพื่อน "เรื่องคุณหญิงแม่ท่านเหรอ? ฉันเตือนแกแล้วว่าคนระดับท่านไม่มีทางยอมปล่อยแกหลุดมือไปง่ายๆ หรอก โดยเฉพาะกับโปรเจกต์ใหญ่ปลายปีนี้... แกจะเอายังไงต่อไปวะคิม จะซ่อนน้องเขาไว้ในหุบเขาไปได้ตลอดรอดฝั่งเหรอ" "ฉันยังไม่รู้..." คิมหันต์ตอบเสียงเครียด ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบรสขมปร่าที่ติดปลายลิ้น "แต่ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายปาลินเด็ดขาด แม้แต่..." *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูด้านหน้าเรือนพักดังขัดจังหวะการสนทนาขึ้นเสียดื้อๆ ทั้งคิมหันต์และธนากรหันขวับไปมองทางประตูกระจกบานใสพร้อมกันด้วยความแปลกใจ เนื่องจากปกติแล้วแทบไม่มีแขกแปลกหน้าคนไหนเดินทางมาถึงเรือนพักลึกในไร่ในช่วงสายยันเที่ยงเช่นนี้ ลุงมิ่ง ผู้ดูแลไร่ผู้สูงวัย เดินกะโผลกกะพละเข้ามาจากระเบียงทางเดิน ใบหน้าย่นยับเต็มไปด้วยความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาฝ้าฟางเหลือบมองคิมหันต์ด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก "คุณคิมครับ... ทางข้างล่างโทรแจ้งขึ้นมาเมื่อกี้" ลุงมิ่งเอ่ยเสียงสั่นเทาเล็กน้อย "มีรถตู้สีดำติดฟิล์มทึบสามคันกำลังขับเข้ามาถึงหน้าทางเข้าไร่แล้วครับ... คนกลุ่มนั้นบอกว่าเป็นคนสนิทของคุณหญิง... และพวกเขาต้องการขอพบคุณคิมกับ... น้องปาลิน เป็นการส่วนตัวครับ" หัวใจของคิมหันต์หล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทันทีที่ได้ยินชื่อของมารดาในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่เดินทางร่วมหวังและอบอุ่นหัวใจไปกับ "ไผ่อุ่นในสายหมอก" ด้วยกันนะคะ หมอกไม้ไผ่ซาบซึ้งใจมากๆ เลยค่ะ
สารจากนักเขียน (หมอกไม้ไผ่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไผ่อุ่นในสายหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%