เศษซากหินปูนและฝุ่นควันจากการระเบิดใต้พื้นดินยังไม่ทันจางหาย กลิ่นอายของความตายและมานาที่ปั่นป่วนจนแทบหายใจไม่ออกก็โถมเข้าใส่ประสาทสัมผัสของรินอย่างรุนแรง
ร่างเงาดำทมิฬที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้ดินไม่ได้มีรูปร่างสะเปะสะปะ มันคืออสูรรับใช้โบราณที่ถูกหล่อหลอมด้วยเวทมนตร์ต้องห้าม สี่ขาปราดเปรียวราวกับเสือดาว แต่กลับมีโครงกระดูกสีดำสนิทที่ปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีคราม ไอความร้อนที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยวราวกับภาพลวงตา รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมานั้นกดทับจนอากาศรอบตัวหนาแน่นขึ้นจนแทบกลายเป็นของเหลว
"ถอยไป ริน!" เสียงของอาจารย์เซเรน่าตื่นตระหนกกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา มือเรียวบางสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่เธอกระชับไม้เท้าประจำตัวจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาคู่คมที่มักจะเยือกเย็นเสมอในเวลานี้กลับฉายแววหวาดหวั่นอย่างปิดไม่มิด
ทว่า รินกลับไม่ได้ขยับถอยหลังตามคำสั่ง สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นใสไม่ได้มองไปยังอสูรตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว แต่เขากำลังวิเคราะห์อัตราการไหลเวียนของมานาที่บิดเบี้ยวรอบตัวมัน สมองส่วนหน้าทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อคำนวณความหนาแน่นของพลังงานและจุดอ่อนโครงสร้างของสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้า
*อัตราการฟื้นตัวของมานาอยู่ในระดับพ้นขีดจำกัด... แต่การหมุนเวียนแกนกลางกลับมีจังหวะสะดุดทุกๆ สี่จุดสองวินาที*
รินหรี่ตาลงเล็กน้อย นิ้วมือขวาเคาะเบาๆ ที่ต้นขาตัวเองอย่างใช้ความคิด ในสถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่คงเลือกวิ่งหนีหรือใช้เวทโจมตีสุ่มสี่สุ่มห้า เขากลับเลือกที่จะตั้งคำถามกับความสมเหตุสมผลของมัน
"อาจารย์ครับ สิ่งนี้ไม่ได้ถูกอัญเชิญขึ้นมาโดยบังเอิญใช่ไหมครับ" รินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกใดๆ ราวกับพวกเขากำลังยืนสนทนากันเรื่องสภาพอากาศในยามบ่าย มากกว่าจะเผชิญหน้ากับบอสระดับหายนะ
เซเรน่าหันมามองลูกศิษย์ปีหนึ่งด้วยหางตา แววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อระคนหงุดหงิด "นี่ไม่ใช่เวลามาตั้งคำถามเชิงปรัชญา, ริน! มันคือ 'การ์กอยล์แห่งความมืด' รุ่นต้นแบบที่ถูกผนึกไว้ใต้หอคอยต้องห้ามเมื่อร้อยปีก่อน ถ้าพลังเวทของมันทะลักออกไปมากกว่านี้ เกราะป้องกันของสถาบันจะพังทลายลงในพริบตา!"
ก่อนที่เซเรน่าจะทันได้ร่ายบทเวทป้องกันขั้นสูง ร่างสีดำทมิฬนั้นก็คำรามลั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงคำรามต่ำลึกบาดลึกถึงแก้วหู แรงดันอากาศมหาศาลซัดสาดเข้ามาจนเศษหินรอบตัวลอยเคว้งคว้าง ร่างของอสูรพุ่งแหวกลมเข้ามาด้วยความเร็วเหนือเสียง เป้าหมายของมันไม่ใช่เซเรน่าผู้เป็นอาจารย์ แต่เป็นเด็กหนุ่มที่ยืนไขว่ห้างทำหน้าครุ่นคิดอยู่ข้างๆ
ความเร็วระดับนี้ เกินกว่ามนุษย์ทั่วไปจะมองทัน... แต่ไม่ใช่สำหรับริน
"ช้าไปสามมิลลิวินาทีครับ"
รินพึมพำเบาๆ พร้อมกับก้าวเท้าถอยหลังเฉียงสี่สิบห้าองศาอย่างแม่นยำรา과จับวาง ปลายเท้ากดลงบนจุดรับน้ำหนักที่คำนวณไว้แล้ว แรงลมจากการพุ่งชนของอสูรกายเฉียดผ่านปลายจมูกของเขาไปเพียงเส้นยาแดง กลิ่นไหม้ของกำมะถันลอยเข้าจมูก ร่างเงาดำพุ่งเลยผ่านไปกระแทกเข้ากับเสาหินด้านหลังจนพังทลายลงมาเป็น N ท่อน
เซเรน่าอ้าปากค้างเล็กน้อย ภาพที่เห็นทำให้เธอพูดไม่ออก การหลบหลีกเมื่อครู่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นการคำนวณวิถีการเคลื่อนที่และแรงโน้มถ่วงอย่างสมบูรณ์แบบโดยปราศจากความสูญเปล่าของพลังงานแม้แต่น้อย
"อาจารย์ครับ ช่วยยื้อเวลาให้อีกสิบวินาทีนะครับ" รินเอ่ยขึ้นพร้อมกับหยิบตำราเรียนปกหนังสีดำเล่มหนาที่เซเรน่าเพิ่งมอบให้เมื่อวานออกมาจากกระเป๋าคาดเอว "ผมพบอะไรบางอย่างที่น่าสนใจในนี้"
เซเรน่ากัดริมฝีปากแน่น แม้จะไม่เข้าใจว่าเด็กหนุ่มคิดจะทำอะไรในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ แต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เธอยอมเชื่อใจเขา มือเรียวตวัดไม้เท้าในอากาศ วงแหวนเวทสีครามซ้อนทับกันสามชั้นระเบิดออกเป็นกำแพงแสงพุ่งเข้าตรึงร่างอสูรกายสีดำเอาไว้ชั่วคราว
"อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ, ริน!"
ในขณะที่เซเรน่ายื้อยุดกับอสูรร้ายด้วยหยาดเหงื่อที่ผุดพรายตามขมับ รินกลับเปิดตำราเรียนเล่มนั้นอย่างใจเย็น หน้ากระดาษเก่าคร่ำคร่าส่งกลิ่นอายของกาลเวลา ทว่า สายตาของรินไม่ได้หยุดอยู่ที่เนื้อหาเวทมนตร์บทใดบทหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์ไว้ แต่ปลายนิ้วเรียวกลับสัมผัสลงไปยังรอยเย็บของสันปกหนังสือที่มีความหนาผิดปกติ
*รอยเย็บนี้... ใช้ด้ายเวทมนตร์ตระกูลคาลينที่ถูกยกเลิกการใช้งานไปเมื่อห้าสิบปีก่อน*
รินหรี่ตาลง เขากดปลายนิ้วลงบนมุมล่างขวาของหน้ากระดาษที่มีรอยนูนแปลกๆ ด้วยแรงที่พอเหมาะ เสียงคลิกเบาๆ ดังขึ้นราวกับกลไกของนาฬิกาไขลาน กระดาษแผ่นหนาบริเวณนั้นดีดตัวเปิดออกเผยให้เห็นช่องว่างลับซ่อนอยู่ภายในสันหนังสือ แผ่นกระดาษม้วนเล็กๆ ที่เขียนด้วยหมึกเวทสีทองอร่ามถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
ดวงตาภายใต้กรอบแว่นกวาดมองข้อความสั้นๆ บนแผ่นกระดาษนั้นอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลข้อมูลมหาศาลเชื่อมโยงกับโครงสร้างเวทของสถาบัน และทันทีที่เขาอ่านข้อความบรรทัดสุดท้ายจบ รอยยิ้มมุมปากที่หา 1 ใน 100 ครั้งจะปรากฏขึ้นก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม
*สมการเวทของหอคอยต้องห้ามไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อกักขัง... แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ 'ปิดบัง' สิ่งนี้ต่างหาก*
"อาจารย์เซเรน่าครับ" รินเงยหน้าขึ้นสบตากับอาจารย์สาวที่กำลังหอบหายใจอย่างหนักหน่วงเนื่องจากต้านทานแรงอสูรแทบไม่ไหว "ผมคิดว่าเราเจอสาเหตุที่แท้จริงที่อสูรกายตนนี้ตื่นขึ้นมาแล้วล่ะครับ"
เซเรน่าหันขวับมาด้วยความตกใจ ปากกำลังจะเอ่ยถาม แต่ยังไม่ทันที่เสียงของเธอจะหลุดรอดจากริมฝีปาก บรรยากาศรอบตัวก็พลันเย็นเยียบลงฉับพลัน
ท้องฟ้าเหนือหอคอยต้องห้ามที่เคยปลอดโปร่ง กลับถูกย้อมด้วยความมืดมิดสนิทในพริบตา เสียงระฆังโบราณของสถาบันที่ไม่ได้ดังมานานนับศตวรรษค่อยๆ ดังขึ้นกังวาน *โคน... โคน...* สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของทุกคนในอาณาเขต
และในวินาทีนั้นเอง อสูรกายสีดำที่เคยคลุ้มคลั่งกลับหยุดนิ่งสนิท มันทรุดตัวลงคุกเข่า หันหน้าไปยังทิศทางของหอคอยต้องห้ามราวกับกำลังสยบยอมต่อผู้เป็นนายที่แท้จริง
พร้อมกันนั้น เสียงแจ้งเตือนลึกลับที่ก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของรินก็ดังขึ้น—ไม่ใช่เสียงจากระบบทั่วไปของสถาบัน แต่มันคือเสียงก้องกังวานจากห้วงลึกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของพลังงานระดับท็อปที่ถูกปลดผนึก
[ ตรวจพบการปลดล็อกเงื่อนไขลับ: "กุญแจแห่งบรรพกาล" ]
[ สถานะปัจจุบัน: ผู้ถือครองสิทธิ์ระดับ SSS ถูกระบุตัวตน ]
[ คำเตือน: สิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์แห่งทฤษฎีเวทกำลังก้าวข้ามประตูมิติออกมา... ]
รินหรี่ตาลง มองไปยังเงาสูงตระหง่านที่กำลังก้าวทะลุผ่านม่านมิติสีดำทมิฬบนยอดหอคอยต้องห้าม—เงาร่างของบุคคลที่ควรจะสูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เมื่อร้อยปีก่อน
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับ "ไมโลกับภูตน้อย" นะครับ
ทฤษฎีเวทสายชิลล์กับอาจารย์สาวจอมเข้มงวด•ตอนที่ 3
สมการที่ไม่ลงตัว
ผลงานโดย ไมโลกับภูตน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไมโลกับภูตน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีเวทสายชิลล์กับอาจารย์สาวจอมเข้มงวด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!