หน้าจอโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานสั่นครืดคราดติดต่อกันเป็นครั้งที่สิบ เสียงแจ้งเตือนข้อความและอีเมลจากสำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำทั่วโลกดังระรัวราวกับเสียงกลองศึกในสงครามการเงินที่กำลังจะปะทุขึ้น
"สวัสดีครับ คุณกวิน... ดูเหมือนว่าคุณจะประเมิน 'เครือข่ายสำรอง' ของผมต่ำไปหน่อยนะครับ"
ประโยคสั้นๆ จากธันวาที่ถูกส่งตรงเข้ามาในช่องทางลับเมื่อสามนาทีที่แล้ว ยังคงสะท้อนอยู่ในความเงียบของห้องทำงานส่วนตัวบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้า ทว่ากวินไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายกแก้วกาแฟดำขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดพันธุ์เกรดพรีเมียมช่วยขับไล่ความเหนื่อยล้าจากการทำงานข้ามคืน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจับจ้องไปยังกราฟราคาหุ้นของกองทุนฟันด์ที่กำลังผันผวนอย่างหนักบนจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
ในชาติที่แล้ว ธันวาคงใช้แผนการทำลายความน่าเชื่อถือนี้จนเขาล้มละลายและต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถ แต่นี่ไม่ใช่ปีที่เขาไร้ทางสู้... นี่คือยุคที่กวินคือกุมบังเหียนของอนาคต
"คุณกวินคะ... ทางสถานีโทรทัศน์เศรษฐกิจแห่งชาติโทรมาคอนเฟิร์มแล้วค่ะ พวกเขาพร้อมให้เวลาออกอากาศสดสิบห้านาทีเต็มตามที่คุณต้องการ" ลินดาก้าวเข้ามาในห้องด้วยฝีเท้าเร่งรีบ เอกสารรายงานการถือครองหุ้นและบัญชีทรัพย์สินในมือสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น แม้เธอจะเป็นนักวิเคราะห์มือฉกาจ แต่สถานการณ์ในตอนนี้—ที่บริษัทกำลังเผชิญข่าวลือโจมตีเรื่องสภาพคล่องจนราคาหุ้นร่วงกวาดล้างกว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์—ก็หนักหนาเกินกว่าจะรับมือได้โดยง่าย
"ไม่ต้องกังวลไปครับ ลินดา" กวินวางแก้วลงบนจานรองอย่างนุ่มนวล น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนาแต่มั่นคงจนสามารถดึงสติของหญิงสาวให้กลับคืนมาได้ "ข่าวลือที่ธันวาพยายามปล่อยออกมาเพื่อปั่นป่วนตลาด ก็เป็นแค่ 'เสียงรบกวน' ในระบบเท่านั้น หน้าที่ของเราในวันนี้คือการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า 'ความเชื่อมั่น' ไม่ได้สร้างได้ด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ แต่สร้างด้วยตัวเลขที่ตรวจสอบได้จริง"
ลินดาสบตาเขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอมองเห็นความเด็ดเดี่ยวที่ฉายชัดอยู่ในแววตาสูสีกับความเยือกเย็นที่เธอไม่เคยพบเจอในนักลงทุนคนใด แม้กระทั่งผู้บริหารระดับสูงวัยเกษียณก็ยังต้องยอมจำนนต่อแรงกดดันเช่นนี้ แต่กวินในวัยสามสิบต้นๆ กลับยืนหยัดอย่างสง่างามราวกับภูเขาหินท่ามกลางพายุฝน
สิบนาทีต่อมา รถยนต์หรูสีดำสนิทพาทั้งสองมาถึงสถานีโทรทัศน์ใจกลางย่านธุรกิจ แสงแฟลชจากช่างภาพนับสิบชีวิตสาดส่องเข้ามาทันทีที่ประตูรถเปิดออก เสียงตะโกนถามคำถามดังเซ็งแซ่ราวกับฝูงผึ้งแตกรัง
"คุณกวินครับ! จริงหรือไม่ที่กองทุนของคุณกำลังล้มละลาย?"
"ข่าวลือเรื่องการทุจริตบัญชีมีความจริงแค่ไหนครับ?"
"คุณจะลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารหรือไม่?!"
กวินไม่ได้ตอบคำถามใดๆ เขายังคงรักษาใบหน้าที่เรียบเฉย ก้าวเดินผ่านดงไมโครโฟนและแสงแฟลชด้วยท่าทีสง่างามราวกับสุภาพบุรุษผู้ถือไพ่เหนือกว่าในทุกเกมการแข่งขัน มือหนาจัดปกเสื้อสูทให้เรียบร้อยก่อนจะก้าวเข้าสู่ห้องส่งโทรทัศน์ระบบถ่ายทอดสดที่มีผู้ชมรอดูอยู่หลายล้านคนทั่วประเทศ
ไฟสีแดงบนกล้องตัวหลักสว่างวาบขึ้น
พิธีกรรายการเศรษฐกิจชื่อดังส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้ก่อนจะเริ่มต้นคำถามด้วยน้ำเสียงตึงเครียด "สวัสดีท่านผู้ชมครับ และขอต้อนรับคุณกวิน ผู้บริหารหนุ่มที่กำลังตกเป็นเป้าหมายวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดในรอบสัปดาห์นี้... คุณกวินครับ สถานการณ์ของบริษัทในตอนนี้ถูกมองว่าอยู่ในขั้น 'วิกฤตศรัทธา' คุณมีอะไรจะแก้ตัวกับผู้ถือหุ้นนับแสนคนที่กำลังเสียเงินในมือไหมครับ"
กวินมองตรงไปยังเลนส์กล้อง ดวงตาของเขาฉายประกายคมปลาบราวกับมองทะลุผ่านหน้าจอไปถึงตัวการที่กำลังนั่งดูการถ่ายทอดสดนี้จากมุมใดมุมหนึ่งของเมือง
"ผมไม่ได้มาเพื่อ 'แก้ตัว' ครับ" กวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทว่าก้องกังวานและทรงพลังจนพิธีกรถึงกับชะงัก "เพราะการแก้ตัวคือการยอมรับว่าเราทำผิดพลาด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นช่วงสามวันที่ผ่านมา คือ 'ภาพลวงตา' ที่ถูกสร้างขึ้นจากความหวาดกลัว และความตั้งใจที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงของกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม"
ในห้องควบคุมการออกอากาศ ทีมงานหลายคนหันมามองหน้ากันด้วยความตกใจ ขณะที่ลินดาซึ่งยืนอยู่หลังฉากกำลังกุมมือแน่นด้วยความลุ้นระทึก
กวินหันไปหยิบแท็บเล็ตส่วนตัวขึ้นมาเชื่อมต่อกับจอภาพขนาดใหญ่ด้านหลังสตูดิโอ ภาพเอกสารทางการเงินและกระแสเงินสดที่ได้รับการตรวจสอบจากสำนักงานบัญชีระดับโลกปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
"นี่คือบัญชีสำรองที่แท้จริง ไม่ใช่ตัวเลขปลอมๆ ที่ถูกปล่อยตามข่าวลืออินเทอร์เน็ต" กวินชี้ไปยังกราฟสีเขียวที่พุ่งทะยานขึ้น "ณ วินาทีนี้ สภาพคล่องของเรามีมากกว่าความต้องการเบิกถอนถึงสามร้อยเปอร์เซ็นต์ และเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า 'ความเชื่อมั่น' คือรากฐานที่แท้จริงของการลงทุน... ผมขอประกาศในที่นี้เลยว่า ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ผมจะใช้เงินส่วนตัวทั้งหมดซื้อหุ้นคืนในราคากระดาน ณ ปัจจุบัน เป็นจำนวนเงินหนึ่งหมื่นล้านบาท!"
สิ้นเสียงประกาศนั้น ทั้งสตูดิโอตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำของพิธีกรจะอุทานออกมาด้วยความตกใจ "หนึ่ง... หนึ่งหมื่นล้านบาทเหรอครับคุณกวิน?! นั่นหมายความว่าคุณกำลังทุ่มเงินสดทั้งหมดที่คุณมีเพื่อพยุงราคาหุ้นอย่างนั้นหรือ!"
"ถูกต้องครับ" กวินยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างไร้ขีดจำกัด "เพราะผมรู้ดีว่า ใครคือคนที่พยายามทุบหุ้นตัวนี้ และผมก็รู้ด้วยว่าพวกเขากกำลังรอจังหวะช้อนซื้อของถูกในราคาซากศพ... น่าเสียดายนะครับ ที่แผนการของพวกเขาจะต้องจบลงตรงนี้ เพราะผมจะไม่ยอมให้ใครมาพรากอนาคตของบริษัทที่ผมสร้างขึ้นด้วยหยาดเหงื่อเด็ดขาด"
ขณะเดียวกัน ที่เพนท์เฮาส์หรูหราใจกลางเมือง ธันวากำลังถือแก้วไวน์ราคาแพงด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อเห็นภาพการถ่ายทอดสดบนจอทีวีขนาดใหญ่ แก้วไวน์ในมือถูกบีบจนแตกละเอียด คราบไวน์สีแดงฉานไหลอาบฝ่ามือคล้ายหยดเลือด แต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย
"ไอ้กวิน... แกกล้าดียังไง..." ธันวากัดฟันกรอดจนกรามปูดโปน แผนการที่เขาทุ่มเงินสะสมมาหลายเดือนกำลังจะพังทลายลงในพริบตาเดียวเพราะความบ้าบิ่นของกวิน
โทรศัพท์มือถือบนโต๊ะของธันวาสั่นขึ้นอีกครั้ง หน้าจอแสดงเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย แต่เมื่อเขากดรับเสียงปลายสายกลับทำให้หัวใจของเขาหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"สวัสดีครับ คุณธันวา... ดูเหมือนว่าคุณจะประเมิน 'กระสุนสำรอง' ของผมต่ำไปหน่อยนะครับ"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังลอดเข้ามาจากปลายสาย พร้อมกับเสียงสัญญาณตัดสายที่ดังติ๊ด... ก่อนที่ประตูห้องเพนท์เฮาส์นิรภัยของเขาจะถูกพังทลายลงด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหว!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "เซียนหุ้นย้อนเวลา" ด้วยดีเสมอมา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
ย้อนเวลาล่าทศวรรษ: พลิกวิกฤตเศรษฐกิจสู่อภิมหาเศรษฐีโลก•ตอนที่ 45
ความเชื่อมั่นคือทุกอย่าง
ผลงานโดย เซียนหุ้นย้อนเวลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนหุ้นย้อนเวลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ย้อนเวลาล่าทศวรรษ: พลิกวิกฤตเศรษฐกิจสู่อภิมหาเศรษฐีโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!