เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่วิ่งกระแทกพื้นคอนกรีตของไซต์งานก่อสร้างชั้นใต้ดินดังสะท้อนก้อง ผสมผสานกับเสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินที่แผดเสียงระรัวจนแก้วหูแทบแตก รินรดากระชับหมวกนิรภัยสีขาวบนศีรษะให้แน่นขึ้น สัญชาตญาณของสถาปนิกหัวกะทิพุ่งพล่านทันทีที่ได้ยินคำว่า 'รอยร้าวขนาดใหญ่และการทรุดตัว'
ร่างเพรียวในชุดกางเกงสแลคเข้ารูปกับเสื้อเชิร์ตพับแขนพุ่งตรงไปยังจุดเกิดเหตุทันทีโดยไม่ลังเล แม้ฝุ่นผงจากการสั่นสะเทือนจะตลบอบอวลจนมองเห็นภาพตรงหน้าได้ไม่ชัดเจนนัก แต่เธอกลับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าโครงสร้างที่กำลังวิกฤต นั่นคือแผ่นหลังกว้างของวิศวกรโครงสร้างหนุ่มที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเสาเข็มต้นหลัก
"คุณธาม! สถานการณ์เป็นยังไงบ้างคะ!" รินรดาตะโกนแข่งกับเสียงสัญญาณเตือน ร่างบางก้าวเข้ามาประชิดตัวเขาอย่างไม่กลัวเกรง แม้สภาพแวดล้อมรอบตัวจะกำลังวิกฤตถึงขีดสุด
ธามหันขวับมามองเธอทันที แววตาคมกริบภายใต้หมวกนิรภัยสีเหลืองฉายแววเคร่งเครียดจนน่ากลัว สันจมูกโด่งเป็นสันนูนขึ้นตามแรงขบกราม ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะตีสีหน้าเรียบเฉยและพ่นคำพูดกวนประสาทใส่เธอเสมอในยามปกติ บัดนี้กลับมีเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้า
"ถอยออกไปรินรดา ตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่คุณควรจะเอาหน้าเข้ามาเสี่ยง!" เสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวอย่างลืมตัว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวของเธอแล้วออกแรงดึงให้ถอยร่นไปด้านหลังทันที
"ปล่อยนะคะ! ฉันเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบโปรเจกต์นี้ ตึกนี้กำลังจะพังลงมาทับงานออกแบบทั้งชีวิตของฉัน คุณคิดว่าฉันจะยืนดูอยู่เฉยๆ ได้หรือไง!" รินรดาตวัดสายตาคมกริบกลับใส่เขาอย่างไม่ยอมแพ้ สะบัดแขนออกจากการเกาะกุมแล้วพุ่งตรงไปที่รอยร้าวบริเวณฐานเสาคอนกรีตทันที
ดวงตากลมโตหรี่ลงด้วยความพินิจพิจารณา เธอใช้มือเรียวสัมผัสรอยแตกลายงาที่ลามเลียไปทั่วผิวคอนกรีตอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลทางสถาปัตยกรรมอย่างบ้าคลั่ง
ธามยืนมองแผ่นหลังบางที่ยืนหยัดเผชิญหน้ากับความพังพินาศอย่างไม่เกรงกลัวความตาย หัวใจแกร่งของวิศวกรหนุ่มกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความโกรธที่เธอบุ่มบ่ามวิ่งเข้ามาในเขตอันตรายตีรวนขึ้นมาปะปนกับความห่วงใยจนแทบหายใจไม่ออก เขาเกลียดนัก... ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยรักตัวกลัวตายเลยสักนิด
"มันไม่ใช่ความผิดพลาดของการออกแบบของคุณ!" ธามก้าวเข้าไปประชิดตัวเธออีกครั้ง คราวนี้เขาใช้ลำตัวหนาๆ ของตัวเองบังรอยร้าวและเศษปูนที่ทำท่าจะร่วงหล่นลงมาไม่ให้โดนตัวเธอ น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว แต่ยังคงความดุดันไว้ครบถ้วน "โครงสร้างรับน้ำหนักเกินพิกัดเพราะดินสไลด์จากพายุฝนเมื่อคืนต่างหาก ริน... เชื่อผม ถอยออกไปก่อน เดี๋ยวนี้!"
สรรพนามที่เปลี่ยนไปกะทันหันทำให้หัวใจของรินรดาเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาผ่านเลนส์แว่นนิรภัย ดวงตาคมดุคู่นั้นไม่มีร่องรอยของการโยนความผิดให้เธอเลยแม้แต่น้อย มีแต่ความห่วงใยที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีแข็งกระด้างอย่างเคย
"คุณเรียกฉันว่า..."
"ไม่ใช่เวลามาสนใจเรื่องคำเรียก!" ธามตัดบทเสียงกร้าว ใบหน้าคมคายหันไปสั่งการลูกน้องเสียงดังลั่น "เฮ้ย! เอาค้ำยันไฮดรอลิกเข้ามาดามฐานเสาต้นนี้ด่วน! เร็วเข้า อย่าให้มันทรุดลงไปมากกว่านี้!"
บรรยากาศในชั้นใต้ดินตึงเครียดจนแทบหยดเป็นเลือด ทีมงานวิศวกรและคนงานต่างวิ่งวุ่นกุลีกุจอทำตามคำสั่งอย่างสุดชีวิต เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว รินรดายืนนิ่งอยู่ข้างกายธาม คอยคำนวณน้ำหนักและการกระจายตัวของแรงกดทับร่วมกับเขาอย่างรู้ใจ แม้ปากจะชอบเถียงกันตลอดเวลา แต่เมื่อถึงเวลาวิกฤต เคมีและการประสานงานระหว่างสถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคุมเกมกลับไร้รอยต่ออย่างน่าประหลาด
ผ่านไปเกือบสี่สิบนาทีที่เหมือนยาวนานนับปี เสียงสัญญาณเตือนภัยก็เงียบลง พร้อมๆ กับเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของคนงานทั้งไซต์งาน
โครงสร้างชั่วคราวถูกติดตั้งเพื่อพยับเสาต้นที่เสียหายไว้ได้อย่างปลอดภัยแล้ว ความเสี่ยงที่จะเกิดการถล่มพังครืนลงมาถูกสกัดกั้นไว้ได้ทันท่วงที
ทีมงานต่างทยอยถอนกำลังขึ้นไปด้านบนเพื่อตรวจสอบความเสียหายโดยละเอียด เหลือเพียงแค่ธามและรินรดาที่ยังคงยืนอยู่หน้าเสาต้นเกิดเหตุเพื่อเช็กความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ใต้ดินอีกครั้ง มีเพียงเสียงหยดน้ำจากท่อระบายน้ำที่ดังต๊อกแต๊ก รินรดาทรุดตัวลงนั่งยองๆ กับพื้นคอนกรีตอย่างไร้เรียี่ยวแรง ความตึงเครียดที่สะสมมาตลอดหลายชั่วโมงเพิ่งจะคลี่คลายลง จนทำให้เธอรู้สึกขาอ่อนแรงขึ้นมาดื้อๆ มือเรียวยกขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผมอย่างเหนื่อยอ่อน
ธามก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาผ่านแสงไฟสลัวจากหลอดไฟฉุกเฉิน
วิศวกรหนุ่มถอดหมวกนิรภัยออก เผยให้เห็นเส้นผมสีเข้มที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและแนบปรกลงมาที่หน้าผาก มือหนายื่นลงมาตรงหน้าเธอ รินรดานิ่งงังไปชั่วขณะ มองฝ่ามือใหญ่ที่มีรอยแผลจากการทำงานหนักและรอยเปื้อนฝุ่นปูน
"ลุกขึ้นได้แล้วครับ คุณสถาปนิกคนเก่ง" น้ำเสียงของเขาไม่ได้ราบเรียบไร้อารมณ์เหมือนทุกที แต่มันเจือด้วยความอ่อนโยนบางเบาที่หาดูได้ยากยิ่ง
รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เธอยื่นมือไปวางบนฝ่ามืออุ่นจัดของเขา แรงบิดกระชับเพียงเล็กน้อยก็ดึงร่างบางให้ลุกขึ้นยืนได้อย่างง่ายดาย แต่เพราะความอ่อนล้า ทำให้จังหวะที่ลุกขึ้นนั้น ร่างของเธอเซถลาเข้าไปชนเข้ากับแผงอกกว้างของธามอย่างจัง
หมับ!
อ้อมแขนแข็งแกร่งรวบเอวบางไว้ตามสัญชาตญาณเพื่อไม่ให้เธอล้มลงไป กลิ่นอายความเป็นผู้ชายผสมกับกลิ่นฝุ่นปูนและเหงื่อจางๆ ลอยเข้าแตะจมูก รินรดาชะงักค้าง เงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมกริบที่อยู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าหากันจนบรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแผดเผาด้วยความร้อนระอุ
"ขอบคุณ...นะคะ" รินรดาพึมพำเสียงแผ่ว ความมั่นใจที่เคยมีหายไปไหนหมดไม่รู้ เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้งของเขาในระยะประชิดแบบนี้
ธามไม่ตอบทันที นัยน์ตาคมกริบกวาดมองใบเนียนใสที่เปื้อนฝุ่นเล็กน้อย ไล่เรื่อยลงมาที่ริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างประหม่า และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง...
รินรดาเกือบคิดว่าเธอตาฝาดไป เมื่อมุมปากหยักลึกของวิศวกรสายซึนผู้ไม่เคยยิ้มให้ใครเห็นง่ายๆ ค่อยๆ ยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาท ไม่ได้เยาะเย้ยถากถาง แต่มันเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่น ละมุนละไม และเต็มไปด้วยความโล่งอกอย่างแท้จริง
มันเป็นรอยยิ้มที่ทรงพลังเสียจนหัวใจของเธอเต้นรัวแรงยิ่งกว่าตอนที่ตึกถล่มเสียอีก
"ยิ้มอะไรคะ?" รินรดาถามเสียงสั่น ขยับตัวถอยหลังเล็กน้อยเพื่อรักษาช่องว่าง แต่ธามกลับกระชับวงแขนที่เอวให้แน่นขึ้น ไม่ยอมปล่อยให้เธอถอยหนีไปไหนง่ายๆ
"เปล่า..." ธามตอบเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาพราวระยับด้วยประกายความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป "แค่คิดว่า... เวลาที่คุณทำหน้าตื่นตระหนกแบบนี้ มันก็ไม่ได้น่ารำคาญอย่างที่คิด"
"นี่คุณ!" รินรดาเตรียมจะอ้าปากพ่นคำด่าทอใส่ความปากเสียของเขาตามสัญชาตญาณ แต่ทว่า...
ติ๊ง!
เสียงลิฟต์ขนของชั่วคราวเปิดออกที่ชั้นใต้ดิน พร้อมกับฝีเท้าหนักๆ และเสียงตะโกนเรียกชื่อดังแทรกเข้ามาในความเงียบ
"คุณธามครับ! คุณรินรดา! อยู่ข้างล่างนี่หรือเปล่าครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว..."
เสียงของหัวหน้าคนงานที่วิ่งหน้าตาตื่นลงมาทำให้ทั้งสองคนผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว รินรดารีบยกมือขึ้นจัดเสื้อผ้าและผมเผ้าของตัวเองให้เข้าที่ด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงก่ำ
ธามหันไปขมวดคิ้วใส่ผู้มาใหม่ด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ เขาสวมหมวกนิรภัยกลับคืนบนศีรษะแล้วหันมามองสถาปนิกสาวที่ยืนก้มหน้าหลบสายตาอยู่ข้างๆ
"มีอะไรอีก?" ธามถามเสียงห้วน สะบัดหน้าหนีความหงุดหงิดในอก
หัวหน้าคนงานหอบแฮก ยื่นแท็บเล็ตในมือให้วิศวกรหนุ่มดูด้วยสีหน้าซีดเผือก "ภาพจากกล้องวงจรปิดรอบไซต์งานเมื่อคืนนี้... จับภาพคนแปลกหน้าแอบเข้ามาที่ฐานเสาต้นนี้ก่อนเกิดเหตุได้ครับ และดูเหมือนว่า... รอยร้าวนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติ!"
ธามรับแท็บเล็ตมาถือไว้ ดวงตาคมกริบกวาดมองหน้าจอภาพเคลื่อนไหวที่ปรากฏร่างของบุคคลปริสนาในชุดคลุมสีดำกำลังงัดแงะสลักเหล็กค้ำยันของเสาต้นดังกล่าวเมื่อคืนนี้อย่างชัดเจน บรรยากาศรอบตัวของวิศวกรหนุ่มเย็นเยียบลงในพริบตา รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนรินรดายังต้องสะดุ้ง
และก่อนที่ธามจะทันได้เอ่ยปากสั่งการอะไรเพิ่มเติม เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของรินรดาก็แผดเสียงดังลั่นขึ้นทำลายความเงียบ เธอก้มลงหยิบมันขึ้นมาหน้าจอแสดงเบอร์โทรเข้าจาก 'คุณหญิงวิภา' แม่สามีในนามของคู่หมั้นเก่าที่เพิ่งถอนหมั้นไปไม่นาน
รินรดานิ่งงังไปชั่ววินาทีเมื่อเห็นชื่อนั้น แต่ธามกลับเหลือบสายตามาเห็นชื่อบนหน้าจอพอดี นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ขึ้นด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ก่อนที่มือหนาจะฉวยโทรศัพท์เครื่องนั้นออกจากมือเธอไปหน้าตาเฉย!
"ฮัลโหล..." ธามกอกเสียงกดต่ำกรอกลงไปในสายด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม โดยไม่รอให้รินรดาได้ทันท้วงติบแม้แต่คำเดียว "แฟนของเขาไม่ว่างรับสายครับ... ถ้าไม่อยากให้ตระกูลของคุณพังพินาศตามตึกนี้ ก็เลิกส่งคนมาก่อกวนเธอได้แล้ว!"
สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคุมเกม•ตอนที่ 14
รอยยิ้มที่ไม่ควรเห็น
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับวิศวกรสายคุมเกม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!