เสียงสัญญาณชีพจรดิจิทัลในห้องกักกันสุญญากาศดัง *ปี๊บ... ปี๊บ...* เป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับนาฬิกาแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลัง อากาศภายในห้องแคบ ๆ ขนาดไม่เกินสตรัทของยานขนส่งระดับ 3 นี้บางเบาลงทุกที ระบบกรองอากาศฉุกเฉินส่งเสียงครางต่ำในลำคอ คล้ายเครื่องยนต์ที่กำลังจะขาดใจตาย ไซรัส เวนน์ ยืนพิงแผ่นผนังโลหะเย็นเฉียบ แขนเสื้อของชุดวิศวกรสีเทาเข้มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจากความร้อนที่สะสมในห้องปิดตาย แต่ดวงตาของเขากลับเยียบเย็นราวกับเศษซากดาวเคราะห์ในเขตไคเปอร์
ตรงข้ามกับเขา เอเลน่า วาเลนไทน์ ทรุดตัวลงนั่งพิงผนังอีกด้าน ห่างกันไม่ถึงสามเมตร แต่ระยะห่างทางความคิดของพวกเขากลับกว้างใหญ่เสียยิ่งกว่าสุญญากาศนอกตัวถังยาน หน้าอกของเธอไหวสะท้อนถี่รัว ความพยายามที่จะควบคุมลมหายใจตามหลักสูตรการทูตระดับสูงเริ่มพังทลายลง เมื่อออกซิเจนในห้องลดต่ำลงจนถึงระดับ 14 เปอร์เซ็นต์
"คุณคำนวณผิดพลาดไปสิบสองวินาที ไซรัส" เอเลน่าเอ่ยขึ้น เสียงของเธอยังคงรักษาระดับความนุ่มนวลเอาไว้ได้ แม้จะแหบแห้งลงเล็กน้อย "สำหรับคนที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำกับความสมบูรณ์แบบอย่างคุณ ความผิดพลาดระดับเสี้ยววินาทีนี้ถือว่าน่าผิดหวังทีเดียว"
ไซรัสไม่ขยับเขยื้อน ดวงตาสีเข้มจ้องมองไปที่แผงควบคุมระบบระบายอากาศที่ถูกล็อกตายด้วยรหัสผ่านความปลอดภัยระดับสูง ซึ่งมีเพียงเขาและผู้บริหารระดับสูงเท่านั้นที่รู้ "ผมไม่ได้คำนวณพลาด เอเลน่า... ผมแค่กำลังทดสอบว่าระบบความปลอดภัยที่คุณเชื่อมั่นนักหนา จะปกป้องชีวิตคุณได้นานสักแค่ไหนก่อนที่มันจะกลายเป็นโลงศพเหล็ก"
"คุณนี่มัน..." เอเลน่าแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เธอยกมือขึ้นปลดกระดุมคอเสื้อของชุดทูตสีครามออกสองเม็ดเพื่อให้อากาศเข้าสู่ปอดได้สะดวกขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจาง ๆ บริเวณไหปลาร้า—ร่องรอยจากเหตุการณ์ระเบิดสถานีอวกาศเซนทอรีเมื่อห้าปีก่อน "คุณเกลียดระบบราชการ เกลียดนักการทูต และเกลียดความไม่แน่นอน... แต่รู้ไหมไซรัส ว่าสิ่งที่น่าสมเพชที่สุดไม่ใช่ความเย็นชาของคุณหรอก แต่เป็นความจริงที่ว่า คุณกำลังใช้ความเย็นชานั้นมาเป็นเกราะกำบังความกลัว"
บรรยากาศในห้องกักกันหยุดนิ่งไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงฮัมของระบบไฟฟ้าที่ดังลอดเข้ามาเป็นระยะ ไซรัสรู้สึกเหมือนถูกคมมีดที่มองไม่เห็นกรีดลงบนรอยแผลเป็นในจิตใจที่เขาพยายามปิดตายมานานหลายปี ภาพความทรงจำสีเลือดและเสียงกรีดร้องของน้องสาวในเหตุการณ์ระบบหล่อเย็นขัดข้องเมื่อสิบปีก่อนผุดวาบขึ้นมาในหัว รสชาติฝาดเฝื่อนแล่นพล่านในลำคอ แต่สีหน้าของเขายังคงนิ่งสนิทไร้คลื่นอารมณ์
"คุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผมเลย เอเลน่า" ไซรัสพูดด้วยน้ำเสียงต่ำทุบที่สงบจนน่ากลัว เขาผละตัวออกจากผนังแล้วก้าวเข้าไปยืนค้ำหัวเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงลมหายใจอุ่น ๆ ที่ปะทะกันในความมืดสลัว "คนที่เชื่อในความเมตตาของจักรวาล มักจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ถูกจักรวาลกลืนกิน... ครอบครัวของผมตายในห้องควบคุมที่ระบบอากาศล่มสลายแบบนี้แหละ พวกเขาตายเพราะเชื่อคำพูดสวยหรูของพวกนักการทูตอย่างพวกคุณ ที่บอกว่า 'เรากำลังเจรจา' 'เรากำลังหาทางออก' ในขณะที่ออกซิเจนหมดไปทีละเปอร์เซ็นต์!"
ดวงตาของเอเลน่าเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความโกรธเคืองที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา เมื่อเธอได้เห็นเงาความเจ็บปวดอันดำมืดที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของวิศวกรหนุ่ม เธอไม่ได้ถอยหนี แต่กลับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรง ๆ ความฉลาดเฉลียวและสัญชาตญาณนักเจรจาทำให้เธออ่านเกมจิตวิทยาออกในทันที
"ที่แท้... คุณก็แค่ผู้ชายที่ติดอยู่ในห้องควบคุมเมื่อสิบปีก่อน และไม่เคยเดินออกมาเลยสินะคะ... อ๊ะ ขอโทษที ผมลืมตัว" เอเลน่าเปลี่ยนสรรพนามด้วยรอยยิ้มขมขื่นที่มุมปาก "คุณไซรัส เวนน์ ผู้ไม่เคยผิดพลาด... คุณกำลังลงโทษตัวเองโดยการแบกความรับผิดชอบของคนทั้งจักรวาลเอาไว้บนบ่า เพื่อชดเชยความรู้สึกผิดที่คุณช่วยน้องสาวไม่ได้ งั้นเหรอ?"
คำพูดนั้นราวกับลูกกระสุนเจาะเกราะที่พุ่งทะลวงเข้ากลางเป้า ไซรัสชะงักไป ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ มือหนาเอื้อมไปคว้าขอบปกเสื้อของเอเลน่าแล้วดึงเข้าหาตัวอย่างแรงจนเธอต้องลุกขึ้นยืนประจันหน้า แรงกดดันมหาศาลจากทั้งสภาพแวดล้อมและจิตวิทยาบีบคั้นให้ความอดกลั้นพังทลาย ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่บนผิวแก้ม สัมผัสได้ถึงความเปราะบางและสัญชาตญาณดิบในการเอาชีวิตรอดที่พลุ่งพล่านอยู่ใต้ผิวหนัง
"ระวังปากของคุณให้ดี เอเลน่า..." ไซรัสกระซิบเสียงลอดไรฟัน ความใกล้ชิดนี้ไม่ได้สร้างความรู้สึกคุกคาม แต่กลับปลุกเร้าแรงดึงดูดอันตรายบางอย่างที่ทั้งคู่พยายามปฏิเสธมาตลอด "คุณไม่มีสิทธิ์มาขุดคุ้ยเรื่องนี้"
"ถ้าฉันไม่มีสิทธิ์ แล้วใครจะมีล่ะ?" เอเลน่าตอบสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยแต่แฝงด้วยความท้าทายที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน เธอยกมือขึ้นสัมผัสข้อมือแกร่งที่กำเสื้อเธอไว้ แรงสัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเฉียบกลับทำให้หัวใจของไซรัสเต้นผิดจังหวะ "เราต่างก็เป็นนักโทษในกรงของตัวเองด้วยกันทั้งคู่ ไซรัส... เลิกผลักไสคนที่พยายามจะเข้าใจคุณสักทีเถอะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ท่ามกลางออกซิเจนที่ร่อยหรอ ความโกรธ ความเกลียดชัง และอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างสุดขั้ว กลับหลอมรวมเข้าด้วยกันกลายเป็นความตึงเครียดทางอารมณ์ที่รุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก ไซรัสจ้องมองเรียวปากที่เผยอขึ้นเล็กน้อยของเธอ สายตาของเขาเลื่อนต่ำลงโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะดึงสติกลับมาด้วยความเจ็บ
เขากำลังจะเอաբาทสนทนาโต้ตอบเพื่อสร้างระยะห่างตามวิสัยทัศน์ของตน ทว่าทันใดนั้น...
*แกร๊ก!*
เสียงระบบล็อกนิรภัยของห้องกักกันตัดขาดดังสนั่น แผงควบคุมตรงหน้าไม่ได้กลับมาใช้งานได้เองตามโปรแกรม แต่ไฟสถานะสีแดงฉานกลับเปลี่ยนเป็นสีเขียวสว่างวาบ พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่กำลังวิ่งตรงมายังหน้าประตูห้องกักกันสุญญากาศนี้อย่างเร่งรีบ
ไม่ใช่เสียงของทีมรักษาความปลอดภัย... และไม่ใช่ระบบอัตโนมัติของสถานี
จอภาพมอนิเตอร์ด้านนอกที่เพิ่งติดขึ้นมากะทันหัน ปรากฏภาพร่างของชายในชุดปฏิบัติการพิเศษหน่วยรบเงบทมิฬกำลังยืนล้อมรอบประตู พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบของบุคคลที่ไซรัสไม่คาดคิดว่าจะได้เห็น ณ ที่แห่งนี้—ผู้บัญชาการอาวุโสผู้กุมความลับทั้งหมดของโปรเจกต์ดาวเคราะห์ดับสูญ
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอวกาศอันหนาวเหน็บนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ
วิศวกรไร้ใจกับทูตสันถวไมตรีในวงโคจรดับสูญ•ตอนที่ 6
ระยะห่างที่บีบคั้น
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรไร้ใจกับทูตสันถวไมตรีในวงโคจรดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!