เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตโทนต่ำดังเป็นจังหวะซ้ำๆ แผดเผาประสาทสัมผัสภายในห้องควบคุมหลักของสถานีอวกาศเซนทอรี แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานสาดส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกของไซรัส เวนน์ เงาสะท้อนจากกระจกหน้าจอคอนโซลเผยให้เห็นดวงตาที่ไร้ระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนก มีเพียงความนิ่งงันดั่งผืนน้ำในห้วงอวกาศลึกที่สะท้อนตัวเลขการคำนวณอันโหดร้าย
"ยี่สิบเปอร์เซ็นต์สุดท้าย... นั่นคือทั้งหมดที่เรามี"
เสียงของเอเลน่า วาเลนไทน์ ดังขึ้นท่ามกลางเสียงคำรามของระบบระบายความร้อนที่กำลังจะล่มสลาย หญิงสาวไม่ได้มองหน้าเขา เธอกำลังก้มลงจัดการกับแป้นพิมพ์ฮโลแกรมด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อย—ร่องรอยเดียวที่ทรยศต่อท่าทีสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อนของเธอ เสื้อสูททางการของทูตสันถวไมตรีเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าควันจากเหตุระเบิดในท่อส่งพลังงานเมื่อชั่วโมงก่อน แต่กระนั้น เธอก็ยังคงรักษาทรวดทรงแห่งความเย่อหยิ่งของตัวแทนสหพันธ์ดวงดาวไว้อย่างเหนียวแน่น
"คุณกำลังคำนวณพลาดไปเจ็ดจุดแปดเปอร์เซ็นต์, คุณวาเลนไทน์" ไซรัสกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยวต่อเสียงปริศนาที่เพิ่งตัดขาดการสื่อสารและทิ้งระเบิดทางจิตวิทยาไว้เมื่อครู่ "ระบบหล่อเลี้ยงชีพในเขตที่อยู่อาศัยระดับสามไม่ได้ต้องการพลังงานมากขนาดนั้น ถ้าเราตัดการจ่ายไฟส่วนนั้นทิ้งตั้งแต่ตอนนี้ เราจะมีเวลาหายใจเพิ่มขึ้นอีกสี่สิบนาที"
เอเลน่าเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีมรกตจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของวิศวกรหนุ่ม ราวกับต้องการค้นหาเศษเสี้ยวของความเป็นมนุษย์ที่อาจหลงเหลืออยู่ภายใต้เกราะกำบังอันเย็นชา
"นั่นหมายถึงคนเจ็บสามร้อยคนที่นอนอยู่ในศูนย์พักพิงเขตสามจะหลับไป... และไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีกเลยนะครับ, คุณเวนน์" เธอย้ำคำพูดด้วยน้ำเสียงที่เฉียบคมและบาดลึก "นั่นไม่ใช่การบริหารจัดการทรัพยากร แต่มันคือการฆาตกรรมโดยใช้อัลกอริทึมเป็นข้ออ้าง"
"ถ้าเราไม่ทำ ระบบขับเคลื่อนหลักทั้งหมดจะระเบิด และพวกเราทุกคน—รวมถึงสามร้อยคนนั้น—จะกลายเป็นฝุ่นผงในวงโคจรนี้" ไซรัสโต้กลับทันควัน น้ำเสียงของเขาไม่ได้ยกสูงขึ้น แต่มันเต็มไปด้วยน้ำหนักของตรรกะที่ค้ำจุนด้วยคณิตศาสตร์ชั้นสูง "ในโลกอวกาศ ความเมตตาที่ไร้ขีดจำกัดคือความตายที่มีประสิทธิภาพที่สุด คุณก็รู้ดีนี่, ทูตผู้สูงส่ง"
บทสนทนาหยุดชะงักลง มีเพียงเสียงลมหายใจที่หนักหน่วงและเสียงคำรามของเครื่องจักรที่ใกล้พังทลายเป็นฉากหลัง ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันบนเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างอุดมการณ์แห่งมนุษยธรรมกับความจริงอันดิบเถื่อนของความอยู่รอด เคมีที่ดึงดูดพวกเขาเข้าหากันไม่ใช่ความเสน่หา หากแต่เป็นความฉลาดหลักแหลมที่ทัดเทียมกัน และความดื้อรั้นที่พร้อมจะห้ำหั่นกันได้ทุกเมื่อแม้ในยามที่ลมหายใจกำลังจะหมดลง
"เราเคยคุยกันเรื่องนี้แล้วตอนที่อยู่บนดาวอังคาร..." เอเลน่าทอดเสียงลงเล็กน้อย แววตาแข็งกร้าวอ่อนแสงลงชั่วขณะเมื่อความทรงจำเก่าๆ แวบเข้ามาในหัว "คุณเลือกที่จะซ่อมแซมเครื่องยนต์แทนที่จะช่วยเด็กคนนั้นที่ติดอยู่ใต้ซากตึก เพราะคุณบอกว่าอัตราส่วนความคุ้มค่าไม่ผ่านเกณฑ์"
"และเด็กคนนั้นก็รอดชีวิต เพราะเครื่องยนต์ตัวนั้นพาทุกคนหนีพ้นจากพายุสุริยะทันเวลา" ไซรัสสวนกลับโดยไม่ต้องคิด ดวงตาคมกริบจ้องมองเธอไม่กะพริบ "ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยน้ำตาของคุณ, คุณวาเลนไทน์ แต่มันถูกขับเคลื่อนด้วยตัวเลขที่ถูกต้องแม้ในยามที่มือของเราต้องเปื้อนเลือด"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าในความเงียบนั้น การต่อสู้ภายในจิตใจของเอเลนากำลังเดือดพล่าน เธอมองดูหน้าจอแสดงสถานะชีวิตของลูกเรือและผู้โดยสารที่กำลังลดลงทีละขีด ข้อมูลระบุชัดเจนว่าคำพูดของไซรัสถูกต้องตามหลักฟิสิกส์ทุกประการ ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆ ในวงโคจรดับสูญแห่งนี้ มีเพียงการแลกเปลี่ยน... ชีวิตหนึ่งเพื่อให้ชีวิตอื่นได้ดำเนินต่อไป
"ถ้าอย่างนั้น..." เอเลน่าสูดหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมเศษเสี้ยวความมั่นคงครั้งสุดท้าย เธอยื่นมือเรียวไปแตะที่ปุ่มยืนยันการตัดพลังงานเขตสามด้วยตัวเอง สีหน้าของเธอนิ่งสนิทราวกับนักโทษที่เดินขึ้นลานประหาร "ถ้ามือของผมต้องเปื้อนเลือด... ให้มันเป็นมือของทูตสันถวไมตรีคนนี้เถอะครับ ไซรัส เพราะผมเหนื่อยเหลือเกินกับการต้องรักษาศศีลธรรมในสุสานแห่งนี้"
ไซรัสชะงักไปชั่วขณะ ปลายนิ้วที่วางอยู่บนคอนโซลหลักกระตุกเกร็งเล็กน้อย ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังของครอบครัวเมื่อหลายปีก่อน กลับถูกสะกิดให้ตื่นขึ้นมาด้วยการกระทำอันเด็ดเดี่ยวและไร้ความลังเลของหญิงสาวตรงหน้า เธอไม่ได้ร้องไห้ เธอไม่ได้โต้เถียง เธอกำลังเลือกที่จะแบกรับบาปนี้ร่วมกับเขาอย่างสมศักดิ์ศรี
"คุณมันบ้า, เอเลน่า..." ไซรัสพึมพำด้วยน้ำเสียงที่เบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงเครื่องจักร
"เราต่างหากที่บ้า, ไซรัส..." เธอยิ้มเยาะให้กับตัวเอง เป็นรอยยิ้มที่งดงามและเศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาในรอบทศวรรษ "กดปุ่มสิครับ... ก่อนที่เสียงที่เราได้ยินเมื่อครู่จะกลับมาเยือนอีกครั้ง"
นิ้วของไซรัสกดลงบนแป้นพิมพ์หลักพร้อมกับแรงกดดันมหาศาล ระบบจ่ายพลังงานทั่วทั้งสถานีดับวูบลงชั่วพริบตา ก่อนจะติดขึ้นใหม่ด้วยแสงสีแดงสลัว อุณหภูมิภายในห้องควบคุมลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว ลมหายใจของทั้งคู่กลายเป็นไอสีขาวลอยวนในอากาศ ความเงียบงันที่น่ากลัวเข้าครอบงำ ทว่าระบบขับเคลื่อนหลักกลับส่งเสียงคำรามด้วยความเสถียรที่กลับคืนมา พวกเขารอดตายจากการระเบิดแล้ว... แต่แลกมาด้วยความเงียบสงบตลอดกาลของเพื่อนร่วมสถานีอีกสามร้อยชีวิตในเขตสาม
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดเริ่มคลี่คลายลง เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและเป็นจังหวะอย่างประหลาดก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก—เสียงฝีเท้าที่ไม่มีควรจะเกิดขึ้นในสถานีที่ระบบความปลอดภัยทั้งหมดถูกปิดตาย และไม่มีทางที่มนุษย์คนใดจะเดินฝ่าความเย็นระดับจุดเยือกแข็งเข้ามาได้โดยปราศจากชุดปรับความดัน
หน้าจอคอนโซลหลักที่มืดดับไปเมื่อครู่กลับสว่างวาบขึ้นเองอัตโนมัติ ข้อความสั้นๆ ปรากฏขึ้นบนจอภาพพร้อมกับรอยยิ้มจำลองของบุคคลที่พวกเขาคิดว่ากำลังติดอยู่ในเขตสามที่เพิ่งถูกตัดไฟ
"ยินดีต้อนรับสู่แผนการขั้นที่สาม... ไซรัส, เอเลน่า" ร่างสูงโปรดของบุคคลที่ควรจะไร้ลมหายใจไปแล้วก้าวพ้นประตูห้องควบคุมเข้ามาอย่างช้าๆ ในมือของเขาถือฮาร์ดไดรฟ์สีดำสนิทที่บันทึกรหัสลับทั้งหมดของสหพันธ์ดวงดาวไว้ พร้อมกับปืนพกเลเซอร์ที่เล็งตรงมายังอกของวิศวกรหนุ่มโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความหนาวเหน็บนี้ไปด้วยกันนะครับ
วิศวกรไร้ใจกับทูตสันถวไมตรีในวงโคจรดับสูญ•ตอนที่ 18
การสูญเสียที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ผลงานโดย ไฮเปอร์ไดรฟ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไฮเปอร์ไดรฟ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรไร้ใจกับทูตสันถวไมตรีในวงโคจรดับสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!