กลิ่นอายความเย็นจากแอร์คอนดิショ닝ภายในห้องกายภาพบำบัดช่วงดึก ถูกแผดเผาจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมด้วยอุณหภูมิความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ปลายนิ้วเรียวของวินที่ยังค้างอยู่บนเส้นผมของพายถูกกระชากออกด้วยมือหนาของธันวาที่พุ่งเข้ามาคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แรงปะทะระหว่างคนสองคนไม่ได้ระเบิดออกเป็นเสียงตะคอกโอดครวญ แต่มันถูกบดอัดไว้ด้วยแรงบีบที่ข้อมือและสายตาดุดันคู่นั้นที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า
"ถ้าไม่อยากให้มือข้างนี้ใช้งานไม่ได้ไปตลอดชีวิต ก็หัดรู้ซะบ้างว่าพื้นที่ตรงนี้ใครเป็นเจ้าของ"
เสียงทุ้มต่ำของธันวาเล็ดลอดออกมาจากไรฟัน สันกรามของเขานูนเด่นขึ้นมาด้วยแรงขบกรามอย่างสะاردอารมณ์ ดวงตาคมกริบกวาดมองวินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยามผสมความหึงหวงที่เจ้าตัวไม่มีทางยอมรับออกมาตรงๆ
วินหัวเราะในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาแบบแบดบอยฉาบด้วยรอยยิ้มเยาะยวนที่ทำให้คนมองอยากจะซัดสักหมัดให้หายคันไม้คันมือ เขาค่อยๆ บิดข้อมือออกจากการเกาะกุมของธันวาอย่างไม่ยี่หรา ก่อนจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างแต่สายตายังคงพุ่งตรงไปที่ร่างบางของพายที่ยืนอยู่กลางวงล้อมของสงครามประสาท
"กัปตันธันวาใจร้อนเหมือนเดิมเลยนะครับ ระวังเถอะ... อาการบาดเจ็บที่เข่าจะกำเริบเอาเพราะความหัวร้อนแบบนี้" วินลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท "ผมแค่มารับของที่ลืมไว้... และก็แค่ทักทายคนรู้จัก น่าแปลกนะครับที่คนระดับกัปตันทีมตัวเต็งต้องมานั่งเฝ้าห้องกายภาพดึกดื่นดื่น หรือกลัวว่าของเล่นชิ้นใหม่จะหลุดมือไปให้คนอื่นกันแน่"
"วิน!" พายอุทานเสียงแข็ง ดวงตากลมโตตวัดมองด้วยความไม่พอใจ "พูดจาให้มันเกียรติคนอื่นบ้าง คุณไม่มีสิทธิ์มาพูดจาดูถูกใครทั้งนั้น เชิญออกไปจากห้องของฉันได้แล้ว ก่อนที่ฉันจะเรียก รปภ. มาเชิญคุณออกไปจริงๆ"
วินไหล่งับเบาๆ ยักคิ้วให้พายทีหนึ่งก่อนจะหันไปสบตากับธันวาที่ยืนแผ่รังสีอำมหิตอยู่ข้างกายหญิงสาว "แล้วเจอกันในสนามแข่งครับ... หวังว่าตอนนั้น นายจะยังวิ่งไหว ไม่ใช่แค่ดีแต่ปากเหมือนตอนนี้"
ประตูห้องปิดลงพร้อมกับเสียงล็อกอัตโนมัติที่ดังขึ้น ทว่าบรรยากาศภายในห้องไม่ได้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย พายหันกลับมามองคนตัวสูงที่ยืนนิ่งสนิท ธันวายังคงกำหมัดแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนบ่งบอกว่าเจ้าตัวกำลังอดGlandความโกรธไว้แค่ไหน เธอถอนหายใจยาว พลางยื่นมือไปแตะที่แขนแกร่งเบาๆ
"คุณธันวา... เลิกทำตัวเป็นเด็กหึงไม่เข้าเรื่องสักทีได้ไหมคะ... เอ้ย ได้ไหมครับ" พายเกือบเผลอหลุดปากพูดสำนวนคุ้นเคย แต่รีบเปลี่ยนคำลงท้ายแทบไม่ทันเมื่อเห็นสายตาดุๆ ที่ตวัดกลับมามอง
ธันวาหันขวับมามองหน้าเธอ ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีแววโกรธเกรี้ยวใส่วินอีกต่อไปแล้ว แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้งที่ถูกปิดตายไว้ภายใต้หน้ากากความแข็งกระด้าง
"ไม่ได้หึง..." เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด "แต่ฉันทนไม่ได้... ที่เห็นไอ้เวรนั่นมายืนใกล้เธอในระยะที่ฉันควรจะเป็นคนยืนอยู่"
พายชะงักไป หัวใจเต้นผิดจังหวะกับคำพูดตรงไปตรงมาที่หลุดออกมาจากปากผู้ชายปากแข็งอย่างธันวา เธออ้าปากค้างเล็กน้อย กำsมดไว้แน่นเพื่อซ่อนอาการหวั่นไหว
"คุณ... พูดบ้าอะไรเนี่ย" พายเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาคู่นั้น "ไหนบอกว่าเราเป็นแค่นักกีฬากับนักกายภาพบำบัดไงคะ... เออ กับนักกายภาพบำบัดไงครับ"
ธันวาไม่ตอบ เขาค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงตรวจผู้ป่วยอย่างช้าๆ สีหน้าของเขาดูเหนื่อยล้าลงอย่างกะทันหัน มือหนายกขึ้นมานวดคลึงที่หัวเข่าข้างขวาของตัวเองเบาๆ รอยแผลเป็นทางยาวที่พาดผ่านใต้สะบ้าหัวเข่าดูเด่นชัดขึ้นภายใต้แสงไฟสีสวล
"เธอกำลังสงสัยใช่ไหมล่ะ..." ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องของคนอื่น "ว่าทำไมฉันถึงต้องบ้าคลั่งกับการแข่งขันในฤดูกาลนี้ขนาดนั้น ทำไมถึงต้องยอมเจ็บ ยอมทนให้คนอื่นมองว่าฉันเป็นไอ้พวกหัวรุนแรงในสนาม"
พายเงียบ เธอไม่ได้ขยับตัวหนีแต่ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ ช้าๆ และระมัดระวังราวกับกลัวว่าสิงโตบาดเจ็บตัวนี้จะกระโจนใส่ เธอนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กฝั่งตรงข้าม รักษาระยะห่างที่พอดีเพื่อให้เขารู้สึกปลอดภัยที่จะเปิดปากพูด
"ถ้าไม่อยากเล่า... ก็ไม่ต้องเล่าก็ได้ค่ะ... เอ้ย ไม่ได้ครับ" พายกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ
"ฟังเถอะ..." ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตานิ่งสนิทไร้ซึ่งความหยิ่งผยองใดๆ มีเพียงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุด "เพราะถ้าฉันไม่เล่าให้เธอฟัง... ฉันกลัวว่าวันหนึ่ง เธอจะหันไปมองไอ้,วิน แล้วคิดว่าฉันมันก็แค่คนขี้แพ้ที่เอาแต่โวยวาย"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ธันวาสูดลมหายใจเข้าลึก หลุบตาลงมองมือตัวเองที่ประสานกันแน่นบนตัก
"เมื่อสองปีก่อน... ตอนนั้นฉันเป็นรุกкиี้ปี 1 ที่มีความมั่นใจสูงเกินไป คิดว่าตัวเองคือกฎของสนาม คิดว่าร่างกายนี้จะไม่มีวันพังทลายลงได้" มุมปากของธันวาหยักยิ้มเยาะตัวเอง "ในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ... ทีมเรานำอยู่แค่แต้มเดียว และเวลาบนนาฬิกากำลังจะหมดลงในอีกส้าวินาทีสุดท้าย"
พายฟังอย่างตั้งใจ มือของเธอบีบเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว เธอรับรู้ได้ถึงความหนقหน่วงที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวตนของชายหนุ่ม
"ไอ้วิน... มันคือคนที่ประกบฉันในวินาทีนั้น" ธันวาเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำขึ้นเล็กน้อยอย่างคนพยายามกลั้นความรู้สึก "ฉันเห็นช่องว่าง ฉันเห็นโอกาสที่จะทำแต้มปิดเกมแบบเท่ๆ ฉันเลยฝืนไดรฟ์เข้าไปทั้งๆ ที่สภาพร่างกายตอนนั้นมันส่งสัญญาณเตือนมาเป็นร้อยครั้งแล้ว... เสียง 'กรับ' ตอนที่เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด... ฉันยังจำมันได้ดีจนถึงทุกวันนี้"
ความเจ็บปวดฉายชัดในน้ำเสียงของเขา มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่เป็นบาดแผลทางใจที่ถูกกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกครั้งที่เขานึกถึงมัน
"ทีมแพ้... เพราะความโง่เง่าและความหยิ่งยโสของฉันเอง เราเสียแชมป์ที่ทุกคนซ้อมกันมาแทบตายเพราะความอยากเด่นอยากดังช็อตเดียว" ธันวาแค่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพชตัวเอง "หลังจากวันนั้น ฉันต้องเข้ารับการผ่าตัด พักรักษาตัวเป็นปี มองดูเพื่อนร่วมทีมต้องฝึกซ้อมอย่างไร้ความหวัง มองดูคนอื่นแซงหน้าไป... และที่เจ็บที่สุดคือ การได้ยินเสียงคนพูดกันว่า 'ธันวาคนเดิมมันจบสิ้นแล้ว ไม่มีทางกลับมาเล่นได้เหมือนเดิมอีกหรอก'"
พายรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่ลำคอ ภาพลักษณ์ของกัปตันธันวาผู้ดุดัน บ้าบิ่น และสมบูรณ์แบบในสายตาคนอื่น พังทลายลงต่อหน้าเธอ เหลือเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่เคยแตกสลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดี และกำลังพยายามใช้เศษซากที่เหลืออยู่ประกอบตัวเองขึ้นมาใหม่ด้วยความเจ็บปวด
"แล้วทำไม... ถึงต้องฝืนตัวเองขนาดนี้ล่ะคะ" พายเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา ความแข็งกร้าวในน้ำเสียงของเธอหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอ่อนโยนที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่ามันหลุดออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ "การที่คุณกลับมาลงสนาม... และแบกรับความกดดันทั้งหมดไว้คนเดียว มันไม่ได้พิสูจน์อะไรเลยนะ ถ้าแลกมาด้วยร่างกายที่พังไปตลอดกาล"
"เพราะฉันต้องเอาชนะมัน" ธันวาตอบกลับทันที น้ำเสียงหนักแน่นและเต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อนที่น่ากลัว "ไม่ใช่แค่เอาชนะทีมอื่น... ไม่ใช่แค่เอาชนะไอ้วิน... แต่ฉันต้องเอาชนะ 'ความกลัว' ที่อยู่ข้างในนี้" เขาใช้กำปั้นทุบลงที่หน้าอกด้านซ้ายของตัวเองเบาๆ "ทุกครั้งที่ฉันกระโดดชู้ต ทุกครั้งที่ฉันต้องปะทะในสนาม เงาของความเจ็บปวดเมื่อสองปีก่อนมันตามหลอกหลอนฉันตลอดเวลา ถ้าฉันไม่ชนะมันในฤดูกาลนี้... ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในฐานะนักกีฬามหาวิทยาลัยของฉัน ฉันก็จะกลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาวไปตลอดชีวิต"
ธันวาเงยหน้าขึ้นมองพาย ดวงตาคมคริบสบเข้ากับดวงตากลมโตที่เอ่อคลอไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
"และที่สำคัญที่สุด..." ธันวาขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้าไปใกล้พายทีละก้าว จนกระทั่งร่างสูงใหญ่ยืนประชิดตัวเธอที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ เงาร่างของเขาโอบล้อมเธอไว้จนมิด "ฉันอยากให้เธอเห็น... ว่าผู้ชายคนที่เธอกำลังดูแลอยู่คนนี้ ไม่ใช่คนขี้แพ้"
หัวใจของพายเต้นระรัวราวกับมีกลองชุดมาตีอยู่ข้างหู ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาน้อยเสียจนเธอได้กลิ่นอายความชายชาติทหารและกลิ่นเหงื่อจางๆ ที่เจือด้วยความมุ่งมั่น รอร้อนจากตัวเขาแผ่ซ่านเข้ามาจนผิวแก้มร้อนผ่าว
ธันวาก้มหน้าลงมาเล็กน้อย ปลายจมูกโด่งเกือบจะชนกับปลายจมูกของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่เหนือริมฝีปาก พายสมองขาวโพลน คิดคำพูดโต้เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว สัญชาตญาณบอกให้ถอยหนี แต่ทว่าขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น
"ธันวา... คุณ..." พายกระซิบเสียงสั่น พยายามเบือนหน้าหนีเล็กน้อยแต่ถูกมือหนาเอื้อมมาประคองคางอุ่นไว้ด้วยความนุ่มนวลอย่างไม่เคยทำมาก่อน ปลายนิ้วโป้งของเขาเกลี่ยเบาๆ ที่พวงแก้มเนียน
สายตาของธันวาพินิจพิเคราะห์ใบหน้าของเธอทุกตารางนิช ราวกับกำลังบันทึกภาพความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความปากแข็งของเธอลงในความทรงจำ
"ขอบคุณนะพาย..." เสียงกระซิบต่ำทุบกระชากหัวใจคนฟังให้หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม "ขอบคุณที่ไม่อยากปล่อยให้ฉันพังไปมากกว่านี้... และขอบคุณที่ยืนอยู่ตรงนี้... ข้างๆ กัน"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ความเงียบงันทำหน้าที่เป็นพยานให้แก่ความรู้สึกที่พุ่งทะยานเกินกว่าขอบเขตของคำว่าหมอและคนไข้ ระยะห่างที่ลดลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงแค่เส้นด้ายบางๆ กั้นกลาง
ทว่า... ในวินาทีที่ริมฝีปากของทั้งคู่กำลังจะขยับเข้าหาเพื่อปิดช่องว่างทั้งหมด เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ พร้อมกับเสียงตะโกนโวยวายของรุ่นน้องในทีมที่ดังทะลุเข้ามาจากด้านนอก
"กัปตันครับ! แย่แล้วครับ! ไอ้วินมันพาคนไปป์ป่วนที่สนามซ้อมดึกตอนนี้เลย! พวกมันท้าดวลตัวต่อตัวบอกว่าถ้ากัปตันไม่ไปตอนนี้ ทีมเราจะโดนตราหน้าว่าเป็นพวกขี้ขลาด!"
ธันวาชะงักกึก ดวงตาดุดันตวัดกลับไปมองที่ประตูทันที เปลวไฟแห่งความโกรธพุ่งพล่านขึ้นมาในอกอีกครั้งอย่างรวดเร็ว เขากัดฟันกรอด สันกรามขยับด้วยความเดือดดาล
ธันวาค่อยๆ ละมือออกจากคางของพายอย่างไม่เต็มใจนัก เขาหันกลับมามองหน้าเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยังค้างคา ก่อนจะคว้าเสื้อแจ็คเก็ตที่พนักเก้าอี้มาสวมใส่อย่างรวดเร็ว
"รอฉันอยู่ที่นี่..." ธันวาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำแต่เด็ดเดี่ยว ก่อนจะหันหลังเดินไปที่ประตู
พายสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความฟินระคนตกใจ เธอลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันทีเมื่อเห็นท่าไม่ดี "เดี๋ยวก่อนคุณธันวา! คุณจะบ้าเหรอ ดึกดื่นป่านนี้แถมเข่ายังไม่หายดี จะไปบวกกับใครเขาอีก!"
ธันวาหยุดเดินที่หน้าประตู มือหนาเอื้อมไปจับลูกบิด แต่ยังไม่ทันได้บิดเปิดออก แสงไฟฉุกเฉินสีแดงภายในห้องกายภาพบำบัดก็กะพริบวาบขึ้นพร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนภัยเพลิงไหม้ที่ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งตึกคณะ!
พร้อมกันนั้น ประตูห้องที่ควรจะถูกล็อกไว้จากด้านนอก กลับค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นร่างสูงโปรดของใครบางคนก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก... คนที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้!
— โปรดติดตามตอนต่อไป —
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความดราม่าคลั่งรักของกัปตันธันวาและน้องพายนะครับ!
รักยัดห่วงควงจังหวะหัวใจให้ลงล็อก•ตอนที่ 7
ความลับใต้เงาแป้นบาส
ผลงานโดย สแลมดังก์สื่อรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สแลมดังก์สื่อรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รักยัดห่วงควงจังหวะหัวใจให้ลงล็อก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!