"นายกำลังเล่นเกมตื้นเขินเกินไป วิน"
ประโยคสั้นๆ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของธันวาไม่ได้ดังไปกว่าเสียงกระซิบ แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบตัวบริเวณทางเดินหน้าโรงยิมใหญ่ดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็ง วินยืนเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตทีมบาสคู่ปรับ รอยยิ้มมุมปากของเขายังคงประดับอยู่ราวกับไม่สะทกสะท้านต่อคำเตือนนั้น
สายตาทั้งสองคู่ประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจนผมซึ่งยืนถือแฟ้มประวัติการทำกายภาพบำบัดอยู่ข้างๆ ต้องขยับถอยหลังโดยอัตโนมัติ กลิ่นอายของความอิจฉาและการแย่งชิงมันอบอวลอยู่ในอากาศเสียจนผมรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
"เกมตื้นเขินเหรอ? ฉันว่ามันคือเกมที่ตรงไปตรงมาต่างหากล่ะ ธันวา" วินหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบเหลือบมองมาที่ผมครู่หนึ่ง "อีกอย่าง... ของบางอย่าง ถ้าคนที่เป็นเจ้า
ของตัวจริงรักษาไว้ไม่ได้ มันก็ไม่แปลกหรอกถ้าจะมีคนอื่นพร้อมจะเข้าไปดูแลแทน"
สิ้นคำพูดนั้น ธันวาไม่แม้แต่จะกะพริบตา ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อกล้ามสีดำของทีมก้าวเข้าไปประชิดตัววินด้วยความเร็วที่ทำเอาผมต้องอุทานในใจ แรงกดดันจากมวลกล้ามเนื้อและส่วนสูงที่ได้เปรียบทำให้วินต้องเป็นฝ่ายผถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ แม้สีหน้าของวินจะยังคงยิ้มอยู่ แต่เหงื่อกาฬที่ผุดขึ้นตามขมับก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขารับรู้ถึงความเดือดดาลที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสนิทนั้น
"ถ้านายยังมีเวลาว่างมาประกาศสงครามกับฉัน นั่งสมาธิทบทวนแผนการเล่นของทีมนายเองน่าจะเข้าท่ากว่านะ วิน" ธันวาเอ่ยเสียงต่ำ ร, า ราบเรียบแต่เฉียบคมราวกับใบมีดที่กรีดผ่านอากาศ "ส่วนคนของฉัน... นายไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้อง"
หัวใจของผมกระตุกวูบไปสามจังหวะทันทีที่ได้ยินคำว่า *'คนของฉัน'*
ไอ้บ้าธันวา... พูดอะไรออกมาวะเนี่ย!
ผมยกมือขึ้นเกาต้นคอแก้เก้อเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่กำลังระบายขึ้นบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ ทั้งที่สมองพยายามสั่งให้ทำหน้าดุใส่กัปตันจอมเผด็จการคนนี้เพื่อรักษาฟอร์ม แต่กระแสเลือดในกายกลับสูบฉีดจนร้อนผ่าวไปหมด ทฤษฎีที่ว่า 'นักกีฬาคือสิ่งมีชีวิตที่ดื้อรั้นที่สุด' ดูท่าจะต้องเพิ่มข้อสังเกตใหม่อีกข้อเข้าไปเสียแล้ว นั่นคือ... พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายต่อหัวใจคนอื่นเป็นที่สุด
วินหรี่ตามองเราทั้งคู่สลับกันไปมา รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปแทนที่ด้วยแววตาพึงพอใจบางอย่าง "ปากดีแบบนี้ หวังว่าตอนลงสนามจริง นายจะยังวิ่งไหวและไม่ทรุดคาสนามไปเสียก่อนนะ... กัปตัน"
พูดจบ วินก็ตบไหล่ธันวาเบาๆ สองทีแล้วเดินสวนออกไปด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ทิ้งให้เราสองคนยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันของโถงทางเดินที่ตอนนี้อบอวลไปด้วยความอึดอัดระคนหวานแปลกๆ
ธันวาพ่นลมหายใจออกทางจมูกแรงๆ เขายังคงยืนมองตามหลังคู่ปรับตัวฉกาจจนกระทั่งแผ่นนั้นลับตาไป ก่อนจะหันขวับมามองผมที่ยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ข้างๆ สายตาคู่นั้นดุและดันทุรังตามแบบฉบับของเขาไม่เคยเปลี่ยน
"ยืนทำบื้ออะไรอยู่? แฟ้มในมือจะถือใหม่อีกนานไหม หรือต้องให้ฉันเป็นคนอุบัติเหตุขาแพศย์เองนายถึงจะยอมเปิดดู?"
ดู๊... ดูปากคำพูดของพ่อคุณเถอะครับ แทนที่จะเอ่ยคำหวานสักนิดหลังจากประกาศความเป็นเจ้า(เข้า)ข้าวเจ้าของเมื่อครู่ กลับมาพ่นคำพูดขวานผ่าซากใส่ผมเสียอย่างนั้น
"ปากคอเราะร้ายแบบนี้ไง ใครเขาถึงอยากจะมาดูแลนาย" ผมแกล้งทำเป็นเชิดหน้าใส่ สะบัดแฟ้มในมือเบาๆ "แล้วก็เลิกพูดจาชวนเข้าใจผิดเรี่ยราดสักที ใครเป็นคนของนายไม่ทราบ?"
ธันวาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มมุมปากแบบที่ผมเกลียดนักเกลียดหนา เพราะมันช่างดูเจ้าเล่ห์และมีเสน่ห์เหลือเกินในเวลาเดียวกัน ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวผมอีกครั้ง จนกลิ่นอายอุ่นๆ ของเหงื่อจางๆ และสบู่เหลวเจือจางด้วยกลิ่นความเป็นผู้ชายลอยเข้าแตะจมูก
"ก็ยืนอยู่ตรงนี้คนหนึ่งล่ะมั้ง..." ธันวาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนผมต้องเผลอกลั้นหายใจ ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ "หรือว่าเมื่อกี้... อยากให้ฉันพูดชัดกว่านี้ว่านายเป็นอะไรของฉัน?"
ให้ตายเถอะ! นี่เขากินอะไรเป็นอาหารเช้า ถึงได้สกิลความหน้ามึนพุ่งทะยานขีดสุดขนาดนี้ ผมหน้าร้อนผ่าว ลามไปจนถึงใบหู รู้สึกได้ถึงความดันเลือดที่พุ่งสูงปรี๊ดจนแทบจะทะลุปรอท
"โรคประสาท! ฉันคือนักกายภาพบำบัดของนายต่างหาก ไม่ใช่ข้าวของเครื่องใช้ที่จะมาเคลมสิทธิ์ตามใจชอบ!" ผมเอื้อมมือไปดันอกแกร่งของเขาให้ออกห่าง แม้รู้ดีว่ามันแทบจะไม่ได้ผลเลยก็ตาม "เลิกเล่นเป็นเด็กๆ แล้วเดินไปกินข้าวกลางวันได้แล้ว ฉันหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้วเนี่ย"
ธันวาหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ความดุดันเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงแววตาแพรวพราวที่จ้องมองผมราวกับเหยื่อตัวน้อยในกำมือ "ครับ... ไปก็ไป ตามใจหมอพายอยู่แล้วนี่"
คำว่า 'ตามใจ' จากปากผู้ชายคนนี้มันมีอานุภาพทำลายล้างความตั้งใจที่จะทำตัวเย็นชาของผมราบคาบเป็นหน้ากลอง ผมทำได้แค่ค้อนใส่เขาไปวงใหญ่หนึ่งทีก่อนจะหันหลังเดินนำไปยังโรงอาหารของคณะที่ตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยนักศึกษาช่วงพักเที่ยง
ทว่า... ก้าวเท้าเข้าไปในโรงอาหารได้ไม่ทันไร ความวุ่นวายระดับมหภาคก็ต้อนรับเราทันที
"ทางนี้เว้ย! ธันวา! ทางนี้!"
เสียงตะโกนแหบพร่าของ 'ไอ้กรณ์' เซนเตอร์ตัวยักษ์ประจำทีมดังลั่นทะลุเสียงจอแจของโรงอาหาร มือใหญ่ของมันโบกสะบัดหย็อยๆ อยู่ที่โต๊ะตัวยาวกลางห้อง ประเด็นคือ... บนโต๊ะตัวนั้นมีจานอาหารวางอยู่แค่สองที่เท่านั้น! และที่นั่งประกบข้างกันแบบชิดสนิทชนิดไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน มันคือแผนการอุบาทว์ที่ถูกจัดฉากไว้อย่างจงใจชัดๆ
ผมชะתาฝีเท้ากึก หันไปมองหน้าธันวาที่ตอนนี้ใบหน้าบึ้งตึงลงทันทีเมื่อเห็นสายตากรุ้มกริ่มของเพื่อนร่วมทีมตัวดีที่ส่งซิกยิ้มกร่อนมาให้
"ไอ้กรณ์..." ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความหงุดหงิด
"เอ้า เร็วๆ ดิพาย ธันวา ยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะ?" กรณ์แสร้งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ส่งเสียงเร่งเร้าแถมยังกวักมือเรียกยิกๆ "โต๊ะอื่นเต็มหมดแล้วนะเว้ย เหลือแค่ตรงนี้ที่เดียว รีบมานั่งสิ เดี๋ยวข้าวหมดอดกินไม่รู้ด้วยนะ"
นักศึกษาโต๊ะรอบข้างเริ่มหันมามองตามเสียงเรียกของกรณ์ บางคนแอบกระซิบกระซาบอมยิ้มพลางส่งสายตาแซวมาที่เราสองคน ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนเวทีคอนเสิร์ตกลางแจ้งที่ทุกคนกำลังจ้องมองเป็นตาเดียว ใบหน้าที่เพิ่งจะหายร้อนเมื่อครู่กลับมาร้อนฉ่าขึ้นอีกรอบด้วยความเขินอาย
"นายดูเพื่อนสิ..." ผมหันไปกระซิบกระซาบกับธันวาด้วยความคับแค้นใจ "นี่พวกมันรวมหัวกันแกล้งเราชัดๆ"
"ไม่ต้องห่วง..." ธันวาตอบเสียงเรียบ แต่แววตากลับพราวระยับด้วยประกายบางอย่างที่เดาทางยาก "เดี๋ยวฉันจัดการเอง"
พูดจบ ธันวาก็ก้าวเท้ายาวๆ เดินตรงดิ่งไปที่โต๊ะเจ้าปัญหาทันทีโดยมีผมเดินตามหลังไปติดๆ ด้วยความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ว่ากัปตันจอมโหดคนนี้จะระเบิดอารมณ์ใส่เพื่อนร่วมทีมกลางโรงอาหารหรือเปล่า
แต่ทว่า... ผิดคาดครับ
ธันวาไม่ได้ระเบิดอารมณ์อย่างที่ผมคิด ร่างสูงลากเก้าอี้ตัวริมสุดออกห่างจากโต๊ะเล็กน้อยด้วยใบหน้านิ่งสนิท ก่อนจะหันมามองหน้ากรณ์ด้วยสายตาที่ทำเอาเซนเตอร์ร่างยักษ์ถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อมมือเกาหัวแก๊กๆ
"ที่นั่งกว้างดีนี่กรณ์..." ธันวาเอ่ยเสียงนิ่ง แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับเย็นเยียบ "งั้นนายลุกไปนั่งโต๊ะอื่นเถอะ ให้พายมานั่งตรงนี้แทน จะได้หายใจสะดวกหน่อย"
"เฮ้ย! ดะ... เดี๋ยวสิธันวา พวกกูตั้งใจจอง..." กรณ์ทำท่าจะโวยวายแต่เจอสายตาดุดันของกัปตันทีมส่งไปให้สกัดดาวรุ่งจนต้องหุบปากฉับ
ผมยืนอึ้งกับวิธีแก้เกมของธันวา... นี่มันเหนือชั้นกว่าที่คิด!
ในจังหวะที่ผมกำลังจะก้าวเข้าไปนั่งแทนที่ของกรณ์ ร่างสูงของธันวากลับเอื้อมมือมาคว้าข้อมือผมไว้เบาๆ แรงบีบอุ่นๆ จากฝ่ามือของเขาทำให้ผมต้องชะงักและเงยหน้าขึ้นสบตา
ธันวาไม่ได้มองกรณ์ หรือมองใครรอบตัวอีกต่อไป สายตาคมคลาวนั้นจ้องตรงมาที่ผมเพียงคนเดียว แววตาจริงจังที่ซ่อนความคลั่งรักเอาไว้ล้นปรี่จนผมแทบหยุดหายใจ
"นั่งข้างฉันนี่แหละพาย..." ธันวาเอ่ยกระซิบเบาๆ แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ ท่ามกลางเสียงเชียร์แซวเบาๆ ของเพื่อนร่วมทีมที่เริ่มดังเซ็งแซ่รอบโต๊ะ "เพราะต่อจากนี้... ฉันจะไม่ยอมให้ใครมีสิทธิ์มานั่งข้างนายอีกแล้ว"
หัวใจของผมเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ความเขินอายพุ่งทะยานจนสมองขาวโพลนไปหมด ผมกำลังจะอ้าปากเอ่ยปฏิเสธเพื่อรักษาฟอร์มสักหน่อย แต่ทว่า...
*ปัง!*
เสียงตบโต๊ะดังสนั่นจากด้านหลังโรงอาหาร พร้อมกับร่างของใครบางคนที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึงและแววตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ทำให้เสียงแซวทั้งโรงอาหารเงียบกริบลงทันตาเห็น!
ผมสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองผู้มาใหม่พร้อมกับธันวา และเมื่อสายตาปะทะเข้ากับใบหน้าบูด Bended ของบุคคลนั้น หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วก็แทบจะหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
...พี่ชายแท้ๆ ของผมเอง เดินดุ่มๆ เข้ามาด้วยรังสีอำมหิต พร้อมกับประโยคคำสั่งที่ทำเอาผมและธันวาถึงกับหน้าถอดสีในวินาทีเดียว
"ธันวา! แกกล้าดียังไงมาประกาศตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของน้องฉันกลางโรงอาหารแบบนี้ ห๊ะ?!"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและจิกหมอนไปด้วยกันนะครับ! - สแลมดังก์สื่อรัก
รักยัดห่วงควงจังหวะหัวใจให้ลงล็อก•ตอนที่ 5
แต้มต่อที่ไม่ต้องการ
ผลงานโดย สแลมดังก์สื่อรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สแลมดังก์สื่อรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รักยัดห่วงควงจังหวะหัวใจให้ลงล็อก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!