"ถอยไปครับ คุณพาย"
เสียงทุ้มต่ำที่จงใจกดให้ราบเรียบเอ่ยขึ้น ท่ามกลางกลิ่นอายความอับชื้นของห้องเก็บอุปกรณ์กีฬาเก่าหลังยิมเนเซียม ธันวาในชุดเสื้อกล้ามสีดำตัวโคร่งที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ กำลังใช้ร่างสูงใหญ่ของตัวเองยืนขวางทางหนีของผมไว้ แผ่นอกกว้างกระเพื่อมไหวตามจังหวะการหายใจหอบถี่ สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวคู่นั้นไม่ได้มองหน้าผมโดยตรง แต่มันหลุบต่ำลงมองแผ่นกระดาษในมือผม—ใบประเมินสภาพร่างกายที่ระบุชัดเจนว่าเขามีอาการกล้ามเนื้อฉีกขาดระดับแรก
ผม—พาย นักศึกษากายภาพบำบัดปีสองที่ขึ้นชื่อเรื่องความปากหมาและใจแข็งเป็นหิน—เงยหน้าขึ้นสบตาคนตัวโตกว่าอย่างไม่เกรงกลัว แม้ส่วนสูงของเราจะต่างกันร่วมสิบเซนติเมตร แต่ในห้องแคบๆ ที่มีเพียงเสียงหยดน้ำจากก๊อกน้ำและเสียงหัวใจเต้นโครมครามนี้ ผมกลับเป็นฝ่ายกุมความลับและอำนาจต่อรองทั้งหมด
"ถอยทำไมล่ะครับ กัปตันธันวา?" ผมเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น ส่งยิ้มยั่วประสาทที่มักจะทำให้คนตรงหน้าคิ้วกระตุกได้เสมอ "ไหนบอกว่าจะกลับมาเคลียร์ 'สัญญา' ของเราต่อเมื่อคืนนี้ไงครับ หรือว่าความจำสั้นระดับนักกีฬาบาสเกตบอลถึงลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นคนพูดประโยคคลาสสิกนั้นไว้ที่ข้างสนาม?"
ธันวาขบกรามแน่นจนสันกล้ามเนื้อข้างแก้มขึ้นเป็นสันนูน ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อนเวลานี้กลับเจือร่องรอยของความกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด เขารู้ดีว่าข้อเสนอของผมมันเด็ดขาดเกินกว่าจะปฏิเสธ และที่สำคัญกว่านั้น... เขากำลังพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำตาม 'กฎเหล็ก' ที่ตัวเองตั้งขึ้นมา นั่นคือการรักษาระยะห่างจากผมให้มากที่สุด
แต่ก็นั่นแหละครับ... ความย้อนแย้งของมนุษย์ที่ชื่อธันวาช่างน่าขันสิ้นดี ปากบอกว่าไม่อยากยุ่ง ไม่อยากให้ผมเข้ามาวุ่นวายกับตารางซ้อม แต่นับตั้งแต่วันที่ผมยื่นคำขาดเรื่องอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่เขากำลังปกปิดไว้ นายกัปตันบ้าบิ่นคนนี้กลับมาโผล่ที่ห้องกายภาพบำบัดของคณะผมทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่าสองรอบ ด้วยข้ออ้างสารพัดที่โง่เง่าที่สุดในสามโลก
"ผมไม่ได้ลืม" ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างสูงใหญ่ขยับเข้ามาใกล้ผมอีกก้าว จนระยะห่างระหว่างเราแทบจะหายใจรดต้นคอ กลิ่นกายผสมผสานกับกลิ่นสบู่และเหงื่อจางๆ ลอยเข้าจมูกจนผมต้องแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "แต่สัญญาบ้าๆ ของคุณ มันไม่ได้แปลว่าผมต้องยอมให้คุณมาวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัวนอกเวลาบำบัด"
"อ๋อเหรอครับ?" ผมแกล้งทำเป็นกวาดสายตามองสำรวจร่างหนาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาวิเคราะห์แบบมืออาชีพ "ถ้าชีวิตส่วนตัวนอกเวลาบำบัดของคุณ หมายถึงการแอบไปซ้อมชู้ตบาสคนเดียวตอนตีสองจนกล้ามเนื้อสะโพกเดาะซ้ำสอง แบบนั้นเขาไม่เรียกชีวิตส่วนตัวหครับคุณธันวา... แบบนั้นเขาเรียกว่า 'การฆ่าตัวตายทางอ้อมในฐานะนักกีฬา'"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้ธันวาชะงักไป ดวงตาคู่คมวาวโรจน์ขึ้นด้วยความหงุดหงิด เขายื่นมือหนามาคว้าข้อมือผมไว้ด้วยแรงที่มากพอจะทำให้ผิวเนื้อขึ้นรอยแดง แต่กลับไม่ได้บีบรัดจนเจ็บ มันเป็นการจับที่เต็มไปด้วยความลังเลและความอัดอั้นตันใจ
"คุณไม่เข้าใจพาย..." เสียงของเขาอ่อนลงในเสี้ยววินาที จนผมเกือบจะใจอ่อนยวบ "การเป็นกัปตัน... การที่ทุกคนฝากความหวังไว้ที่สนามแข่ง... คุณไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าความรู้สึกของการเป็นภาระให้ทีมมันเป็นยังไง"
ผมเงียบลงทันที ความกวนประสาทเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เมื่อได้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเปราะบางภายใต้เกราะกำบังที่แข็งกระด้างนั้น ในฐานะนักศึกษากายภาพบำบัด ผมพบเจอเคสแบบนี้มามาก นักกีฬาที่ยอมแลกอนาคตทั้งชีวิตกับชัยชนะชั่วข้ามคืน แต่กับธันวา... มันมีอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งและพังทลายยิ่งกว่านั้น
ผมถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพลิกข้อมือกลับเป็นฝ่ายกุมมือหนาของเขาไว้แทน นิ้วเรียวยาวของผมลูบสัมผัสรอยแผลเป็นจางๆ บนฝ่ามือใหญ่ที่ผ่านการฝึกหนักมานับไม่ถ้วน สัมผัสที่เปลี่ยนไปกะทันหันทำให้ธันวาชะوก ตัวแข็งทื่อ ลมหายใจของเขาติดขัดไปชั่วขณะ
"ผมอาจจะไม่ใช่กัปตันทีมบาส... ผมอาจจะไม่รู้ว่าการชู้ตลูกลงห่วงท่ามกลางเสียงกรีดร้องของคนเป็นพันมันรู้สึกยังไง" ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ระยะห่างของเราใกล้เสียจนผมสามารถนับจำนวนขนตาของคนตรงหน้าได้ "แต่ผมรู้... ว่าถ้าคุณยังดื้อด้านฝืนลงแข่งในแมตช์สัปดาห์หน้า ขาข้างนี้ของคุณอาจจะใช้งานไม่ได้อีกเลยตลอดชีวิต... และตอนนั้นแหละครับ คุณจะได้เป็นภาระให้คนทั้งทีมไปตลอดกาลจริงๆ"
ธันวาสบตาผมิ่งนิ่ง แววตาที่เคยดุดันและเย่อหยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นความสั่นไหวที่ปิดไม่มิด มือใหญ่ที่เคยกำหมัดแน่นค่อยๆ คลายออกแล้วพลิกกลับมาจับมือผมไว้หลวมๆ แทน แรงกระเพื่อมจากหัวใจของคนทั้งคู่เต้นระรัวจนแทบจะประสานเป็นจังหวะเดียวกันในห้องแคบๆ นี้
บรรยากาศระหว่างเราเปลี่ยนจากความตึงเครียดกลายเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด เคมีที่ดื้อรั้นปะทะดื้อรั้นกำลังหลอมรวมเข้าหากันด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เกินเลยกว่าคำว่าหมอกับคนไข้ ธันวาโน้มใบหน้าลงมาหาผมช้าๆ ราวกับถูกสะกดจิต ดวงตาคู่นคมจ้องมองริมฝีปากของผมสลับกับดวงตาอย่างมีความหมาย
หัวใจของผมเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก สมองสั่งให้ถอยหลังแต่ขากลับก้าวไม่ออก มือที่กุมกันไว้กระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว... ใกล้เสียจนปลายจมูกของเราเกือบจะแตะกันอยู่แล้วในวินาทีนั้น
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะขึ้น พร้อมกับบานประตูห้องเก็บอุปกรณ์ที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ร่างสูงโปร่งของใครบางคนก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกวนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์
"อ้าว... ขอโทษทีครับ ขัดจังหวะการทำกายภาพบำบัดแบบ 'แนบชิด' ของพวกคุณหรือเปล่า?"
เสียงทุ้มติดจะเยาะหยันนิดๆ ของ **วิน** คู่แข่งคนสำคัญจากทีมบาสมหาวิทยาลัยคู่ปรับดังขึ้น ธันวาผละออกจากผมทันทีด้วยความเร็วแสง ใบหน้าหล่อเหลากลับมาเรียบตึงเป็นน้ำแข็งอีกครั้ง ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธจัดที่ถูกรบกวนในจังหวะสำคัญ ส่วนผมรีบชักมือกลับแล้วก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เพื่อซ่อนความประหม่าที่ยังหลงเหลืออยู่ในแววตา
วินกวาดสายตามองผมกับธันวาสลับกันด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะโยนลูกบาสเกตบอลในมือข้ามมาให้ธันวาที่รับไว้ได้ตามสัญชาตญาณ
"พอดีอาจารย์ฝากมาตามตัวกัปตันธันวาให้ไปเคลียร์แผนการซ้อมด่วนที่สนามใหญ่..." วินหันมาสบตาผมด้วยรอยยิ้มที่เคลือบแฝงความท้าทายไว้เต็มเปี่ยม ก่อนจะหันไปพูดกับธันวาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้เลือดในกายของผมเดือดพล่าน "แล้วก็... เตรียมตัวให้พร้อมนะธันวา เพราะแมตช์กระชับมิตรล่วงหน้าที่จะถึงนี้ ฉันนี่แหละจะกระชากตำแหน่งแชมป์... และคนที่ยืนอยู่ข้างสนามนาย... มาเป็นของฉันให้ดู"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความปากแข็งของพ่อหนุ่มกัปตันคนนี้นะครับ
รักยัดห่วงควงจังหวะหัวใจให้ลงล็อก•ตอนที่ 4
กฎเหล็กของคนปากแข็ง
ผลงานโดย สแลมดังก์สื่อรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สแลมดังก์สื่อรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รักยัดห่วงควงจังหวะหัวใจให้ลงล็อก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!