"มู่เฉิน... ถึงเวลาทวงคืนความจริงแห่งตระกูลหลี่แล้ว..."
เสียงกระซิบนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึกของหลี่มู่เฉิน ราวกับเสียงคำรามของอัคคีที่แผดเผาซากกระดูกบรรพกาล ทว่าเบื้องหน้าของพวกเขากลับไม่ใช่สนามรบโลหิต หากแต่เป็นม่านหมอกสีครามเข้มที่แผ่พุ่งขึ้นมาจากหุบเหวไร้ก้นบึ้ง ดินแดนเหมันต์สาบสูญ—สถานที่ซึ่งแม้แต่ลมหายใจของเซียนบรรพกาลยังต้องแช่แข็งกลายเป็นผลึกน้ำแข็งสีชาด
"ระวังตัวด้วย"
สุ้มเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึกของเซียนจื่อหยวนดังขึ้น นางยืนอยู่บนชะงักผาสูงชัน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงเรืองรองของอักขระโบราณที่สลักอยู่บนศิลาผนึก ความเย็นเยือกแผ่ซ่านออกจากร่างของนางจนหยาดน้ำค้างในอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่น ทว่าสายตาที่ทอดมองบุรุษข้างกายกลับมีความไหววูบดั่งคลื่นใต้น้ำ ซึ่งมีเพียงนางเท่านั้นที่ล่วงรู้
หลี่มู่เฉินแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นบนมุมปากหยักลึก นัยน์ตาคมกริบดุจคมกระบี่จับจ้องไปยังเบื้องล่างที่มืดมิด เขาไม่เคยหวาดกลัวความตาย เพราะชีวิตของเขาถูกตีราคาไว้ตั้งแต่วันที่ตระกูลหลี่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏต่อสวรรค์ มือหนากำด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ปราณกระบี่ดิบเถื่อนแต่บริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมาจากร่าง ขับไล่ไอเย็นยะเยือกที่พยายามกัดกินกระดูกเข้าหาตัว
"ความจริงหรือความตาย... ข้าล้วนไม่เกรงกลัวทั้งสิ้น" หลี่มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลัง เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขอบเหวทีละก้าว "จื่อหยวน เจ้าไม่ควรเอาตัวเข้ามาร่วมเสี่ยงในดินแดนอัปมงคลนี้กับข้าเลย วิถีเซียนของเจ้าบริสุทธิศักดิ์สิทธิ์ หากแปดเปื้อนกลิ่นอายแห่งความแค้นของตระกูลหลี่ เกรงว่าจะ..."
"หุบปากซะ หลี่มู่เฉิน" เซียนจื่อหยวนขัดขึ้นทันควัน น้ำเสียงของนางเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม ทว่าหัวใจกลับเต้นรำด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยน นางก้าวเข้ามาประชิดร่างของเขา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ผสานกับกลิ่นอายโลหิตจางๆ ลอยเข้าแตะนาสิก "เจ้าคิดว่าตัวคนเดียวจะแบกรับบาปมหันต์ของฟ้าดินไหวหรือ? ข้าเลือกเส้นทางนี้ด้วยตนเอง... และหากสวรรค์ต้องการพรากเจ้าไปจากข้า ข้าก็จะคว่ำสวรรค์ทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด!"
คำพูดที่ทรงพลังและเด็ดเดี่ยวราวนางพญาผู้ไม่ก้มหัวให้ผู้ใด ทำให้หลี่มู่เฉินชะงักไป ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในนัยน์ตาคู่สวยของสตรีตรงหน้า ในแววตาคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความมุ่งมั่นและประกายอัคคีที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสิ่งที่กล้าขวางทาง
ชั่วพริบตานั้นเอง อากาศโดยรอบก็พลันบิดเบี้ยว!
*เปรี้ยง!*
สายฟ้าสีดำสนิทผ่าลงมาจากท้องนฟ้าที่ไร้เมฆหมอก แสงสว่างวาบสาดส่องกระทบกับกำแพงน้ำแข็งโบราณ เผยให้เห็นเงาร่างนับร้อยที่ถูกผนึกอยู่ภายใต้ชั้นน้ำแข็งหนาทึบ พวกมันคือเซียนโบราณและอสูรบรรพกาลที่เคยฝ่าฝืนลิขิตสวรรค์ และถูกกักขังไว้ในดินแดนเหมันต์สาบสูญแห่งนี้ชั่วนิรันดร์ แรงกดดันระดับมหาเทพแผ่ซกดลงมาจนเข่าของหลี่มู่เฉินแทบทรุดลงกับพื้น โลหิตสีแดงฉานไหลรินออกจากมุมปากของเขาอย่างห้ามไม่อยู่
"ระวัง!" เซียนจื่อหยวนสะบัดแขนเสื้อ มือเรียววาดลวดลายกลางอากาศ ก่อเกิดเป็นค่ายกลดอกบัวเหมันต์เก้ากลีบมารับแรงกระแทกจากสายฟ้าสีดำไว้อย่างเฉียดฉิว ร่างของนางเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้าขาวซีดลงเล็กน้อยจากการปะทะกับพลังระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
"พวกมันตื่นแล้ว..." หลี่มู่เฉินคำรามในลำคอ ร่างกายของเขาถูกกระตุ้นด้วยจิตวิญญาณกระบี่ที่เดือดพล่าน กระบี่ไร้ลักษณ์ในฝักสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับกระหายที่จะได้ดื่มกินโลหิตของผู้อยู่เหนือฟ้า
เบื้องล่างของหุบเหว ดวงตาสสีแดงฉานนับพันคู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปถึงรากเหง้าแห่งวิญญาณ และในวินาทีที่เงาร่างขนาดยักษ์ก้าวทะยานขึ้นมาจากความมืดมิดพร้อมกับเงาสีดำทมิฬที่คุ้นเคย...
เงาร่างของผู้นำตระกูลผู้ทรยศ ที่หลี่มู่เฉินตามล่ามาตลอดชีวิต!
"มู่เฉิน... เจ้ามาได้ช้าเสียจริง ลูกอกตัญญู..."
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าความหนาวเหน็บและลิขิตสวรรค์มาด้วยกันในตอนนี้นะคะ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สองเราขวางวิถีสวรรค์•ตอนที่ 8
สู่ดินแดนเหมันต์สาบสูญ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สองเราขวางวิถีสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!