"เศษสวะไร้รากปราณเช่นเจ้า ยังกล้าอาจหาญเหยียบย่างขึ้นมาถึงเขตแดนชั้นในของสำนักกระบี่เทวะอีกหรือ? ช่างไม่เจียมกะลาหัวเอาเสียเลย!"
เสียงหัวร่อเยาะหยันดังระคนกังวานเสียดแทงแก้วหู ร่างของศิษย์พี่ใหญ่ ‘หานเฟิง’ ผู้ครองขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ ยืนหยัดสง่างามอยู่บนลานหินหยกขาว อาภรณ์สีครามปักลายเมฆาโบกสะบัดตามแรงลม รอบกายเขาแผ่ซ่านไอพลังเย็นเยือกที่กดทับจนอากาศรอบบริเวณบิดเบี้ยว รัศมีแห่งความเหนือกว่าถูกแผ่ขยายออกมาเพื่อประกาศศักดาให้ผู้ต่ำต้อยได้ตระหนักถึงสถานะอันแตกต่างราวฟ้ากับเหว
หลี่มู่เฉิน ไม่แม้แต่จะชายหางตาแลมองอีกฝ่าย ร่างกายที่ผอมเกร็งแต่ทว่าตรงดิ่งราวกับกระบี่เหล็กกล้ายังคงยืนหยัดนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจับจ้องไปยังเบื้องหน้า—เบื้องบนลานพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกห้ามแตะต้อง แผ่นหลังของเขายังคงแบกรับชื่อ ระqu ตระกูลหลี่ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏสวรรค์ ความอัปยศอดสูตลอดสามปีที่ผ่านมาหล่อหลอมให้จิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าชั้นยอด
"หานเฟิง... วาจาของเจ้าพล่อยเกินไปแล้ว" หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันอันประหลาดที่ทำให้รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของศิษย์พี่ใหญ่กระตุกวูบ
"สามหัน! เจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยนามเราด้วยซ้ำ!" หานเฟิงแค่นเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว ปราณกระบี่อัคคีในมือพลุ่งพล่านขึ้นเป็นเปลวเพลิงสีฟ้าจัด ร่างกายพุ่งทะยานเข้าประชิดตัวในพริบตาเดียว ดนตรีแห่งความตายกรีดกรายผ่านอากาศด้วยความเร็วระดับที่คนธรรมดาไม่มีทางมองทัน
ทว่า... หลี่มู่เฉินกลับไม่ขยับเขยื้อน
ท่ามกลางสายตาดูแคลนของเหล่าศิษย์นับร้อยที่รายล้อมอยู่รอบลานประลอง ทุกคนต่างรอชมภาพที่ร่างของคนไร้ค่าถูกเผาไหม้จนกลายเป็นจุล แต่ในวินาทีที่คมกระบี่อัคคีพุ่งเข้าสู่ระยะประชิด ความเงียบงันราวกับห้วงสมุทรลึกก็เข้าปกคลุม
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดก้องกังวานสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ที่หลี่มู่เฉินซุกซ่อนไว้ในห้วงจิตวิญญาณระเบิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง แต่มันกลับทรงพลังมหาศาลจนแปรสภาพบรรยากาศรอบกายให้กลายเป็นคลื่นกระแทกสีเงินยวง อานุภาพที่เหนือกว่าปราณเซียนทั่วไปนับร้อยเท่าแผดเผาและบดขยี้รัศมีปราณของหานเฟิงจนแตกสลายเป็นจุลในพริบตาเดียว!
"อึก... เป็นไปได้ย่างไร!"
หานเฟิงกระอักโลหิตคำโตออกมาทันที แรงสะท้อนกลับจากวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ซัดร่างของเขากระเด็นลอยละลิ่วราวกับใบไม้แห้งกลางพายุ ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของทุกคนที่อ้าปากค้างจนแทบกลืนกินความจริงตรงหน้าไม่ลง สำนักกระบี่เทวะไม่เคยปรากฏเคล็ดวิชาที่เหนือล้ำและไร้ร่องรอยเช่นนี้มาก่อนในรอบพันปี!
ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักเหมันต์นิรันดร์เบื้องบนยอดเขาสูงชัน เซียนจื่อหยวน ผู้เป็นประมุขแห่งแดนเซียนผู้เยือกเย็นและไร้หัวใจ นางผู้ไม่เคยชายตามองความวุ่นวายของโลกหล้า กลับหยุดฝีเท้าลงบนระเบียงหยก นางทอดสายตาผ่านม่านเมฆลงมาเบื้องล่าง นัยน์ตาคู่คมดุจน้ำค้างแข็งไหววูบเป็นครั้งแรกในรอบร้อยปี
ภาพของเด็กหนุ่มผู้ยืนหยัดท่ามกลางการเหยียดหยาม พร้อมกับกระบี่ในมือที่สะท้อนประกายแสงแห่งการฝืนลิขิตสวรรค์ ทำให้หัวใจที่ด้านชาของนางสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
*เด็กหนุ่มผู้นี้... ช่างบังอาจนัก... และช่างน่าหลงใหลเสียเหลือเกิน...* เซียนจื่อหยวนพึมพำกับตนเองในใจ ริมฝีปากบางเฉียบแย้มยิ้มบางเบาอย่างหาได้ยากยิ่ง
ทว่า ความวุ่นวายยังไม่ทันได้สงบลง ท้องฟ้าเหนือสำนักกระบี่เทวะก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆดำทะมึนหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นยักษ์ พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สะท้อนถึงกฎเกณฑ์สวรรค์ที่ถูกท้าทาย และในวินาทีนั้นเอง... เงาร่างของบุคคลลึกลับผู้หนึ่งก็ก้าวทะลุมิติออกมาจากรอยแยกแห่งความมืด พร้อมกับประกายกระบี่ที่พุ่งตรงมาหมายจะปลิดชีพหลี่มู่เฉินในดาบเดียว!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ด้วยกันนะคะ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สองเราขวางวิถีสวรรค์•ตอนที่ 2
มรรคาแห่งผู้ถูกลบหลู่
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สองเราขวางวิถีสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!