เศษเสี้ยวประกายกระบี่สีเลือดที่เฉียดผ่านปลายจมูกยังคงทิ้งไอเย็นยะเยือกไว้บนผิวเนื้อ ทว่าหลี่มู่เฉินมิได้แม้แต่จะกะพริบตา ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวเพลิงคู่นั้นจ้องมองรอยแยกมิติที่ค่อยๆ ปิดตัวลงอย่างไร้ระลอกคลื่นแห่งความหวาดกลัว รอบกายของเขา เศษซากศิลาอัคคีจากค่ายกลพิทักษ์สำนักยังคงคุกรุ่นด้วยกลิ่นอายคาวเลือด ความวุ่นวายจากการลอบสังหารเมื่อครู่ยังไม่ทันจางหาย ท้องฟ้าเหนือยอดเขาเหมันต์นิรันดร์ก็พลันถูกปกคลุมด้วยม่านเมฆสีชาดที่กดทับลงมาจนแทบหยุดหายใจ
วิถีกระบี่ของคนผู้นั้น... รวดเร็ว อำมหิต และไร้ซึ่งจิตสังหารจนกระทั่งคมดาบแตะต้องผิวหนັງ มันคือวิถีแห่งนักฆ่าจากแดนบูรพาผู้ฝึกฝน “เนตรโลหิตกลืนวิญญาณ” ไม่มีผิดเพี้ยน
"เจ้ายังมีความอาจหาญเหลือเฟือที่จะมายืนเหม่อมองร่องรอยความตายเช่นนี้อีกหรือ? หลี่มู่เฉิน"
น้ำเสียงกังวานดุจหยกกระทบกันอย่างเยือกเย็นดังขึ้นจากเบื้องหลัง ความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์บริสุทธิ์ทำให้มิติรอบข้างราวกับถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา หลี่มู่เฉินไม่จำเป็นต้องหันกลับไปมอง เขารู้ดีว่าผู้ใดที่สามารถก้าวเข้ามาในเขตอาคมชั้นในสุดของยอดเขาเหมันต์โดยไร้ซึ่งเสียงฝีเท้าได้ มีเพียงนางเดียว... เซียนจื่อหยวน
ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเกล็ดน้ำค้างด้วยด้ายไหมสวรรค์ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองไม่ถึงสามก้าว ทว่ากลับราวกับถูกกั้นขวางด้วยหุบเหวแห่งกาลเวลาและกฎเกณฑ์สวรรค์ เซียนจื่อหยวนปรายตามองเศษซากอัคคีบนพื้นด้วยหางตา
แววตาคู่คมกริบที่มักจะเยียบเย็นไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับฉายประกายคลื่นอารมณ์บางเบาราวผิวน้ำถูกลมพัดไหว
"ศิษย์พี่จื่อหยวนเป็นห่วงข้าหรือ?" หลี่มู่เฉินแย้มยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นทั้งหยิ่งผยองและท้าทาย ราวกับไม่เห็นความตายที่เพิ่งเฉียดฉ่ายผ่านไปเมื่อครู่ในอยู่ในสายตา
เซียนจื่อหยวนแค่นเสียงเย็นชาออกมาเบาๆ นางป้องมือเรียวงามไว้ในแขนเสื้อ
แววตากลับยิ่งทอดมองเขาด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง "ห่วง? เจ้าคิดว่าตัวเจ้ามีค่าพอให้ข้าต้องกังวลเรื่องกาลาวาสของชีวิตความตายหรือ? หลี่มู่เฉิน เจ้าเป็นเพียงมดปลวกผู้หนึ่งที่บังอาจท้าทายกฎเกณฑ์สวรรค์ด้วยกระบี่เล่มเดียวในมือ วันนี้หากไม่ใช่เพราะค่ายกลของสำนักช่วยรับแรงกระแทกไว้ เจ้าย่อมกลายเป็นวิญญาณไร้ญาติใต้คมกระบี่ของมือสังหารแดนบูรพาไปนานแล้ว"
"มดปลวกอย่างข้า... อย่างน้อยก็ยังกล้าชักกระบี่ออกนอกฝักเพื่อทวงถามความยุติธรรมให้ตระกูลหลี่ มากกว่าพวกที่เอาแต่นั่งอยู่บนบัลลังก์แห่งเซียน ปล่อยให้ความอยุติธรรมกัดกินรากเหง้าของยุทธภพไปวันๆ!"
คำพูดของหลี่มู่เฉินคมกริบราวกับคมกระบี่ที่พุ่งตรงเข้าเสียดแทงหัวใจ เซียนจื่อหยวนชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย รังสีความกดดันระดับบรรพชนขั้นหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านออกจากร่างนางโดยไม่รู้ตัว กดทับจนพื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของหลี่มู่เฉินแตกร้าวเป็นทางยาว
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหนาวที่พัดพาเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาคั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง
เซียนจื่อหยวนจ้องมองใบหน้าด้านข้างที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและทรนงของชายหนุ่ม หัวใจที่เคยถูกปิดตายด้วยเคล็ดวิชาตัดขาดอารมณ์แห่งสำนักเหมันต์นิรันดร์กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง นางเกลียดความดื้อรั้นนี้... เกลียดความอาจหาญที่ไร้จุดจบนี้ แต่ในขณะเดียวกัน... นางก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ดวงตาที่ลุกโชนด้วยไฟแค้นและอุดมการณ์คู่นั้น มีเสน่ห์เย้ายวนใจนางยิ่งกว่าเคล็ดวิชาเซียนบทใดๆ ในใต้หล้า
"เจตจำนงที่แท้จริงของเจ้าคืออะไรกันแน่?"
ในที่สุด เซียนจื่อหยวนก็เป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางอ่อนลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว แต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามเย่อหยิ่งตามศักดิ์ศรีของนางพญาเซียน
"เจ้าต้องการล้างมลทินให้ตระกูล หรือเจ้าเพียงแค่ต้องการเหยียบย่ำกฎเกณฑ์สวรรค์ให้แหลกคามือเพื่อความสะใจของตนเองกันแน่, หลี่มู่เฉิน? เจ้าจงตอบข้ามาตามตรง หากคำตอบของเจ้ายังคงเต็มไปด้วยความเพ้อฝัน... วันนี้ ข้าผู้นี้จะเป็นคนใช้กระบี่เหมันต์ตัดหัวใจที่ดื้อรั้นดวงนี้ของเจ้าด้วยมือตนเอง เพื่อไม่ให้เจ้าต้องไปตายด้วยน้ำมือของพวกมันอย่างไร้ศักดิ์ศรี!"
หลี่มู่เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง ดวงตาคู่นั้นไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
เขาก้าวเข้าไปประชิดนางทีละก้าว จนกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมันต์ผสมผสานเข้ากับกลิ่นอายเลือดและเหงื่อไคลบนร่างของเขา ระยะห่างที่ใกล้จนเกินงามทำให้เซียนจื่อหยวนต้องผินหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนร่องรอยความปั่นป่วนในดวงตา
"เจตจำนงของข้าหรือ?" หลี่มู่เฉินเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงต่ำทุบที่แฝงไปด้วยพลังจิตวิญญาณอันกล้าแกร่ง "ข้ามิได้ต้องการเพียงแค่ล้างมลทินให้ตระกูล... และมิได้ต้องการเพียงแค่เหยียบย่ำสวรรค์..."
เขาหยุดหายใจไปชั่วขณะ ก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่พยายามแสดงความเย็นชาของนาง
"แต่ข้าต้องการปกป้องคนผู้หนึ่ง... คนที่แม้จะปากแข็งและเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ แต่วันนี้กลับยอมลงมาจากยอดเขาเพื่อมาถามไถ่ความเป็นความตายของข้าด้วยตนเอง"
เซียนจื่อหยวนสะท้านเฮือก หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะตามวิถีเซียนพลันกระตุกวูบ
ใบหน้าที่เคยราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ปรากฏรอยแดงระเรื่อขึ้นที่พวงแก้มอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นางกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตำหนิเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายและความสั่นไหวในอก
ทว่า... ในวินาทีนั้นเอง มิติเบื้องบนสำนักกระบี่เทวะที่เพิ่งสงบลง ก็พลันฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ อีกครั้ง!
ท้องฟ้าสีชาดแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับก้นบึ้งของขุมนรก และจากรอยแยกมิตินั้น เงาร่างนับร้อยในชุดคลุมสีดำสนิทพร้อมหน้ากากอักขระโบราณก็พุ่งทะยานออกมาราวกับฝูงห่าธนูมรณะ พร้อมกับเสียงหัวเราะก้องกังวานที่สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเก้าชั้นฟ้า
"ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็นคู่รักที่รักกันปานจะกลืนกินเสียจริง! แต่น่าเสียดาย... วันนี้ ยอดเขาเหมันต์นิรันดร์แห่งนี้ จะต้องกลายเป็นหลุมฝังศพของพวกเจ้าทั้งสองคน!"
ผู้นำเงาร่างลึกลับผู้หนึ่งก้าวออกมาจากใจกลางค่ายกลมืด พร้อมกับชักกระบี่เล่มหนึ่งที่แผ่ไอสังหารสีดำทะมึนออกมาปกคลุมทั่วบริเวณ และในวินาทีที่แสงกระบี่นั้นพุ่งตรงเข้ามาหมายจะปลิดชีพเซียนจื่อหยวนที่ยังไม่ทันตั้งตัว...
หลี่มู่เฉินก็แผดเสียงคำรามก้องฟ้า ร่างกายระเบิดพลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ออกมาจนแผ่นดินสะเทือน เขากระโดดเข้าขวางหน้าเซียนจื่อหยวนในเสี้ยววินาทีเป็นตาย พร้อมกับชักกระบี่เหล็กกล้าในมือออกรับการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดในรอบร้อยปีของสำนักลึกลับนั้นด้วยตัวคนเดียว!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่ากระบี่และสายหมอกเหมันต์ไปกับชิงเสวี่ยเหมันต์นะคะ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สองเราขวางวิถีสวรรค์•ตอนที่ 3
สายตาที่เย็นชาดุจน้ำค้างแข็ง
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สองเราขวางวิถีสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!