กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สองเราขวางวิถีสวรรค์•ตอนที่ 4

วิชาบำเพ็ญเพียรในม่านหมอก

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาจารึกโบราณ เสียง *ติ๋ง...* นั้นดังก้องกังวานราวกับเสียงฆ้องสวรรค์ในห้วงความคิดที่ว่างเปล่า หลี่มู่เฉินสะบัดข้อมือวาบ กระบี่เหล็กกล้าในมือแผดเสียงหึ่งโหยญราวกับพญาอินทรีบาดเจ็บที่ยังคงโผบินต้านพายุ ร่างกายของเขายังคงคุกรุ่นด้วยไอร้อนระอุจากการปะทะกับค่ายกลสำนักลึกลับเมื่อชั่วพริบตาก่อน บาดแผลฉกรรจ์บนหัวไหล่ซ้ายร้าวลึกถึงกระดูก ทว่าแววตาคู่คมกลับหาได้มีความหวาดกลัวไม่ มันกลับเปล่งประกายดุจดั่งเพลิงนิลที่ลุกโชนท่ามกลางราตรีอันเหน็บหนาว ความทะนงตนคืออาภรณ์ชิ้นเดียวที่จอมยุทธ์ไร้รากปราณเช่นเขาหลงเหลืออยู่ และมันคือสิ่งที่เซียนจื่อหยวนกำลังจ้องมองด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง "เจ้ายังดื้อรั้นเช่นนี้เสมอ... หลี่มู่เฉิน" สุ้มเสียงเย็นเยียบราศีกุมภ์เอ่ยขึ้น ทว่าแฝงไว้ด้วยความสั่นพร่าจางๆ ที่มีเพียงนางผู้เดียวที่ล่วงรู้ เซียนจื่อหยวนยืนอยู่เบื้องหน้าม่านหมอกหนาทึบแห่งหุบเขาอัคคีผลาญจันทร์ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางต้องสายลมยามค่ำคืนจนพลิ้วไหวราวกับเทพธิดากลางวังวนพายุ ปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกสลักประสานเข้าหากันเป็นคัมภีร์ลับเพื่อผนึกกลิ่นอายโลหิตที่ฟุ้งกระจาย มิให้พวกมันเล็ดลอดออกไปดึงดูดสายตาจากเหล่าผู้อาวุโสแปดทิศ สถานที่แห่งนี้คือถ้ำลับรกร้างหลังยอดเขาเหมันต์นิรันดร์ สถานที่ซึ่งอดีตปรมาจารย์เคยใช้บรรลุวิถีเซียน ทว่าในยามนี้มันกลับเต็มไปด้วยกระแสลมปราณสองขั้วที่ตีรันกันจนอากาศบิดเบี้ยวเป็นเกลียวคลื่นสีเงินยวง "หากข้าไม่ดื้อรั้น วิญญาณบรรพชนตระกูลหลี่คงต้องร้องไห้อยู่ในปรภพ" หลี่มู่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงเล็กน้อยเนื่องจากการสูญเสียโลหิต แต่กระดูกสันหลังของเขากลับตั้งตรงราวกับยอดไผ่กลางเหมันต์ "ข้าไม่ได้ขอให้ท่านมาช่วย เซียนจื่อหยวน" "สามหัน!" นางตวัดสายตาคมกริบดุจคมกระบี่มายังเขา ความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจนหยาดน้ำค้างบนใบไม้รอบกายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา "หากไม่มีกระบี่ของข้าหน่วงอาคมสวรรค์ไว้ในวินาทีนั้น ร่างของเจ้าคงแหลกสลายเป็นธุลีผงไปนานแล้ว เหตุใดจึงยังคงความหยิ่งยโสไร้สาระนี้ไว้อีก?" นางก้าวเข้ามาประชิด รัศมีแห่งความกดดันระดับเซียนขั้นสูงแผ่ขยายออกมาราวกับขุนเขาขนาดยักษ์กดทับลงบนบ่าของชายหนุ่ม ทว่าหลี่มู่เฉินหาได้ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว เขากลับเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สวยที่ซ่อนความห่วงใยไว้ใต้หน้ากากความเยือกเย็นอย่างท้าทาย "เพราะความหยิ่งยโสนี้... คือสิ่งเดียวที่ทำให้ข้ายังยืนอยู่เบื้องหน้าท่านได้อย่างไรเล่า" คำพูดนั้นราวกับมีค้อนเหล็กหนักนับหมื่นชั่งกระแทกเข้าที่กลางใจของเซียนจื่อหยวน หัวใจที่เคยนิ่งสงบดั่งน้ำในบึงโบราณมานับร้อยปี กลับไหวระลึกราวกับถูกก้อนหินโยนลงไป นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน นางคือเซียนผู้สูงส่งเหนือปวงชน เหตุใดจึงต้องมาจิตใจสั่นคลอนให้กับบุรุษผู้มีวิถีกระบี่บ้าระห่ำและดื้อรั้นเช่นนี้ด้วย? "คืนนี้... เราต้องเริ่มการบำเพ็ญเพียรเชื่อมจิตวิญญาณ" เซียนจื่อหยวนเบนสายตาหนีไปทางอื่น น้ำเสียงกลับคืนสู่ความเรียบเฉย ทว่าใบหูขาวสะอาดกลับขึ้นสีแดงเรื่อจางๆ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว "เคล็ดวิชา 'กระบี่คู่ผสานใจ' จำเป็นต้องอาศัยลมปราณหยินหยางหลอมรวมเป็นหนึ่ง หากจิตของเจ้ายังพยศและเต็มไปด้วยจิตสังหารเช่นนี้ เกรงว่าธาตุไฟจะเข้าแทรกจนร่างระเบิดเป็นจุลทั้งคู่" "ถ้าเช่นนั้นก็ลองดูว่า... จิตวิญญาณกระบี่ของข้า หรือเคล็ดวิชาเซียนของท่าน ใครจะสยบใครได้ก่อนกัน" หลี่มู่เฉินไม่รอช้านั่งขัดสมาธิลงบนแท่นศิลาเย็นเฉียบ เขาหลับตาลง ปรับลมหายใจให้เข้าสู่สภาวะสงบ แม้ภายในอกจะร้อนรุ่มราวกับมีถ่านไฟสุม ทว่าสติสัมปชัญญะกลับคมกริบดุจคมมีดโกน เซียนจื่อหยวนขบกริมฝีปากบางเบา นางนั่งลงตรงข้ามเขาโดยมีระยะห่างเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส กลิ่นอายจันทร์เสี้ยวและกลิ่นหอมเย็นบริสุทธิ์จากกายของนางลอยเข้าจมูกของหลี่มู่เฉิน ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบและกระแสลมปราณในกายให้ปั่นป่วนขึ้นอีกวาระ "หลับตา... เลิกมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น" นางเอ่ยเสียงพร่า "ข้าไม่ได้มองท่าน ข้ากำลังมองวิถีกระบี่" หลี่มู่เฉินตอบกลับทันควันโดยไม่ลืมตาขึ้นมา "เจ้านี่มัน..." เซียนจื่อหยวนหมดคำจะเอ่ย นางยกมือขึ้น ฝ่ามือเรียวดุจหยกทาบลงบนฝ่ามือหยาบกร้านที่มีรอยแผลเป็นจากคมกระบี่ของชายหนุ่มทันที ในเสี้ยววินาทีนั้น กระแสลมปราณอัคคีเหมันต์สองสายพุ่งปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบไปทั่วถ้ำลับ *ตูม!* แรงสะท้อนทำให้หินงอกหินย้อยรอบถ้ำสั่นสะเทือน ร่างของทั้งสองถูกห่อหุ้มด้วย繭 (รังไหม) พลังงานสีขาวและสีดำที่หมุนวนรอบกายดุจพายุหมุน หลี่มู่เฉินกัดฟันแน่นเมื่อความเจ็บปวดจากการหลอมรวมปราณพุ่งทะยานเข้าสู่เส้นชีพจร ทว่าเขากลับไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว ความทะนงตนทำให้เขาเลือกที่จะกลืนเลือดคำโตลงคอไป เซียนจื่อหยวนสัมผัสได้ถึงความดื้อรั้นอันดุดลของอีกฝ่าย นางจึงต้องถ่ายเทลมปราณเซียนบริสุทธิ์ของตนเข้าไปเพื่อช่วยประคับประคองเส้นชีพจรที่กำลังจะขาดสะบั้นของเขา "ตั้งสติ... อย่าปล่อยให้ความแค้นครอบงำวิถีกระบี่ของเจ้า" เสียงหวานกังวานดังก้องขึ้นในห้วงจิตสำนึกร่วมของทั้งคู่ ราวกับกระแสธารน้ำเย็นที่ไหลรินเข้าชโลมไฟแค้นในใจของหลี่มู่เฉิน ทว่า ในขณะที่การหลอมรวมกำลังดำเนินไปถึงจุดสูงสุด จุดชีพจรตานเถียนของหลี่มู่เฉินกลับเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน อักขระโบราณสีทองอร่ามที่ถูกผนึกไว้ลึกที่สุดในจิตวิญญาณของตระกูลหลี่ พลางส่องแสงสว่างเจิดจ้าทะลักออกมาทางผิวหนัง! ดวงตาของเซียนจื่อหยวนเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง นางอุทานออกมาเบาๆ "นั่นมัน... ตราประทับเทพมารบรรพกาล เหตุใดมันจึงอยู่ในตัวเจ้า?!" ยังไม่ทันที่หลี่มู่เฉินจะได้เอ่ยปากอธิบาย พื้นศิลาเบื้องล่างของพวกเขาก็แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ แรงกดดันมหาศาลจากภายนอกถ้ำพุ่งทะยานเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง พร้อมกับเงาร่างสีดำสนิทนับสิบร่างที่ปรากฏขึ้นที่ปากทางเข้า พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่กรีดแทงโสตประสาท "ฮ่าๆๆๆ... ในที่สุดก็หาพวกเจ้าเจอ สำนักเหมันต์นิรันดร์ซ่อนตัวเก่งนักนะ แต่วันนี้... หัวใจของเซียนจื่อหยวนและกระบี่ไร้ลักษณ์ของเด็กเหลือขอผู้นี้ ข้าจะขอรับไว้เอง!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่และลิขิตสวรรค์เคียงข้างกันมา ณ ที่นี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียน สองเราขวางวิถีสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%