กลิ่นอายความอับชื้นของหมึกพิมพ์จีนโบราณบนกระดาษสาเนื้อหยาบยังคงติดอยู่ที่ปลายนิ้ว ขณะที่ตลับชาเคลือบกระเบื้องสีครามถูกเลื่อนปิดลงอย่างแผ่วเบา
"จดหมายฉบับนั้น... มีร่องรอยการผสมชาตระกูลจูจากมณฑลซานซี"
เสียงทุ้มต่ำแต่นิ่งสนิทของหานจื้อหย่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องโดยสารของรถบรรทุกทหารที่ดัดแปลงเป็นยานพาหนะเฉพาะกิจ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองสตรีผู้นั่งเคียงข้าง เขายังคงสวมเสื้อโค้ทสีเขียวขี้ม้าตัวหนา กลิ่นอายความเป็นนายทหารผู้ผ่านศึกและกุมอำนาจเด็ดขาดแผ่ซ่านออกมารอบกาย จนทำให้บรรยากาศรอบตัวดูอึมครึมลงถนัดตา
หลินเฟยหรานปรายหางตามองกระดาษแผ่นบางที่ถูกพับเก็บอย่างประณีตในอกเสื้อ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น นางอยู่ในชุดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีเทาอ่อนทับด้วยกั๊กปักลายดอกเหมันต์ประณีต แม้กาลเวลาและยุคสมัยจะแปรเปลี่ยนจากราชสำนักอันรุ่งโรจน์สู่ยุคคอมมูนอันแห้งแล้ง ทว่าท่าทางและการย่างก้าวของนางยังคงสง่างามดุจราชนิกุลผู้สูงศักดิ์ไม่เสื่อมคลาย
"ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอนค่ะท่านอ๋อง" หลินเฟยหรานเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึก "คนผู้นั้นจงใจส่งสัญญาณเตือนเรา... หรือไม่ก็กำลังรอให้เราเดินเข้าไปติดกับในเมืองหลวงเขตเหนือด้วยความสมัครใจ"
รถบรรทุกกระแทกเข้ากับหลุมบ่อบนถนนลูกรังจนตัวรถโยกโคลงเคลง สัญชาตญาณนักรบของหานจื้อหย่งทำงานทันที มือหนาคว้าเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วเพื่อพยุงไม่ให้ร่างระหงเซไถถลลงไปกระแทกกับพื้นเหล็กอันเย็นเยียบ ความใกล้ชิดทำให้กลิ่นอายบุรุษเพศอบอวลปะปนกับกลิ่นฝุ่นควันและชาอู่หลงจางๆ หลินเฟยหรานชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่คมสบเข้ากับดวงตาที่ลุ่มลึกดั่งหุบเหวของเขา ไม่มีคำกล่าวอันใดเล็ดลอดออกมา มีเพียงความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย ทว่ามั่นคงดั่งหินผา
"ข้าไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้เจ้า แม้แต่เงาของมันก็อย่าหวัง" เสียงกระซิบต่ำรอดไรฟัน เต็มไปด้วยความดุดันและหวงแหนอย่างยิ่งยวด
หลินเฟยหรานมิได้หลบสายตา นางเพียงยกยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน "ท่านอ๋องทรงกังวลเกินไปแล้ว หม่อมฉัน... ในชาตินี้มิใช่สตรีในเรือนหลังที่รอให้ผู้ใดมาปกป้องฝ่ายเดียว หมากกระดานนี้เพิ่งเริ่มต้นเดิน หากปราศจากความเสี่ยง เราจะแย่งชิงความได้เปรียบจากตระกูลซ่งมาได้อย่างไรเล่าคะ"
สิ้นคำพูดนั้น รถบรรทุกก็ชะลอความเร็วลงและหยุดสนิท เบื้องหน้าของพวกเขาก็คือ "ฉางโจว" เมืองใหญ่ทางตอนเหนือที่กำลังตื่นตัวภายใต้กระแสการปฏิรูปเศรษฐกิจ ตึกรามบ้านช่องแบบผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมโซเวียตกับตึกแถวโบราณปรากฏสู่สายตา ฝูงชนขωσไขว่ ผู้คนแต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าสีทึบเดินกันขวักไขว่ เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนแข่งกับเสียงเครื่องยนต์รถราจอแจ
นี่คือ "ก้าวแรกสู่เมืองใหญ่" ของพวกเขาทั้งสอง — ดินแดนแห่งโอกาสที่ซ่อนเร้นไว้ด้วยคมดาบและเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองอันเชือดเฉือนไม่แพ้ราชสำนักโบราณ
ทั้งคู่ก้าวลงจากรถบรรทุก สายลมหนาวจัดพัดโชยกลิ่นไอความเจริญและกลิ่นอายความขัดแย้งเข้าปะทะใบหน้า หานจื้อหย่งกุมมือเรียวบางของหลินเฟยหรานไว้แน่น ฝ่ามือหนาอุ่นจัดถ่าย
ความอบอุ่นสู่ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบของนาง เป็นการประกาศกร้าวโดยไม่ต้องเอ่ยวาจาว่า ไม่ว่าเบื้องหน้าจะมีอุปสรรคขวากหนามหรืออำนาจมืดใดรออยู่ พวกเขาจะก้าวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ฝ่าฟันมันไปด้วยกัน
ตลาดค้าส่งใจกลางเมืองฉางโจวเต็มไปด้วยความอลหม่าน หลินเฟยหรานกวาดสายตามองแผงขายสินค้าและท่าทีของผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างพินิจพิเคราะห์ สมองอันปราดเปรื่องของอดีตกุนซือหญิงกำลังประเมินโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจและการค้าของเมืองนี้อย่างรวดเร็ว การจะแทรกตัวเข้ามาผูกขาดตลาดสมุนไพรและผ้าไหมทอมือในยุคที่ทุกอย่างถูกควบคุมโดยรัฐเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยทั้ง "เส้นสาย" และ "ช่องว่างทางกฎหมาย" ซึ่งนางมองเห็นมันตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้ามา
"ท่านดูนั่นสิคะ..." หลินเฟยหรานเอ่ยเบาๆ พรางพยักเพยิดให้หานจื้อหย่งมองไปยังอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ฝั่งตรงข้าม ป้ายไม้เก่าแก่สลักตัวอักษรจีนบรรจงว่า *‘โรงรับจำนำตระกูลซ่ง’* ตั้งตระหง่านอยู่ ณ จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของย่านการค้า
หานจื้อหย่งหรี่ตาลงทันที รังสีสังหารแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ชั่วขณะ "ตระกูลซ่ง... พ่อค้าใหญ่ผู้กุมเส้นทางขนส่งสินค้าเถื่อนข้ามพรมแดน ดูท่าทางพวกเขาจะรู้ว่าเรากำลังจะมา ถึงได้ส่งจดหมายต้อนรับฉบับนั้นมาขู่ขวัญตั้งแต่ก่อนเข้าเมือง"
หลินเฟยหรานหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงของนางเจือแววเย้ยหยันอย่างงดงาม "ขู่หรือคะ? หม่อมฉันกลับมองว่ามันคือ ‘บัตรเชิญ’ ต่างหากเล่า... พวกเขาคิดว่าเราเป็นเพียงแค่คนบ้านนอกเข้ากรุงที่ถือดีเรื่องวิชาความรู้ ทว่ากลับไร้รากฐานอำนาจในเมืองหลวงแห่งนี้" นางหยุดเดิน หันไปสบตาคมกริบของสามีด้วยรอยยิ้มทรงเสน่ห์แต่น่าเกรงขาม "เช่นนั้น... เราควรไป ‘เยี่ยมเยียน’ เจ้าบ้านสักหน่อยดีหรือไม่คะ?"
การเดินเกมเชือดเฉือนในเมืองใหญ่ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังก้าวเท้าข้ามธรณีประตูย่านการค้า ลูกน้องคนสนิทของหานจื้อหย่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับโทรเลขฉบับเร่งด่วนจากส่วนกลาง
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ... ทางกองบัญชาการใหญ่ส่งโทรเลขด่วนที่สุดแจ้งว่า ‘เสบียงคลังแสงลับ’ ที่เราซ่อนไว้ถูกทางการเข้าตรวจค้นเมื่อคืนนี้ และผู้ที่ลงนามอนุมัติหมายค้น... คือชื่อของท่านแม่ทัพใหญ่หลี่ ผู้เป็นสหายสนิทที่สุดของท่านเอง!"
หานจื้อหย่งชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบดุจน้ำแข็งในทันที ขณะที่หลินเฟยหรานหุบยิ้มลงฉับพลัน ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ว่า... นี่ไม่ใช่แค่เกมการค้าของพ่อค้าตระกูลซ่งเสียแล้ว หากแต่เป็นการหักหลังจากมิตรสนิทที่ลึกซึ้งถึงแก่นกระดูกดำ!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับเล่ห์กลอันงดงามนี้ด้วยกันนะคะ
กุนซือวังหลวงในยุคแปรผัน: บัลลังก์อำนาจแห่งทุ่งหญ้าคอมมูน•ตอนที่ 11
ก้าวแรกสู่เมืองใหญ่
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคแปรผัน: บัลลังก์อำนาจแห่งทุ่งหญ้าคอมมูน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!