กาสะท้อนของหมึกจีนบนกระดาษไขราคาถูกยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตา หลินเฟยหรานไม่ได้ขยับกาย นางเพียงแต่ปล่อยให้ความเงียบงันทำหน้าที่ของมัน กลิ่นอายจางๆ ของใบชาผู่อ่อร์คั่วเก่าที่ลอยอบอวลอยู่ในห้องทำงานคับแคบของหน่วยคอมมูนเกษตรกรรมแห่งนี้ บัดนี้กลับคล้ายมีกลิ่นอายคาวเลือดและกลิ่นอายสนิมเหล็กจากสนามรบโบราณเจือปนเข้ามาอย่างประหลาด
ตัวอักษรไม่กี่ตัวที่ปรากฏบนกระดาษแผ่นนั้น มิใช่ลายมือของคนยุคสมัยนี้อย่างแน่นอน มันคือรูปแบบการเขียนพู่กันจีนโบราณสำนักอักษรเยี่ยนอวี้ ซึ่งสูญหายไปพร้อมกับราชสำนักต้าเว่ยเมื่อสามร้อยปีก่อน และมีเพียงนางกับ... คนผู้นั้นเท่านั้นที่ล่วงรู้เคล็ดลับการสะบัดปลายพู่กันเช่นนี้
"เจ้ากล้าดียังไง ถึงได้ก้าวก่ายเรื่องของข้า"
เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านริมฝีปากหยักลึกราวกับถูกแกะสลักด้วยหินผาของหานจื้อหย่งดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาไม่ได้ขยับตัวเข้าประชิด แต่วายุมหึมาแห่งอำนาจที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อคลุมสีเขียวขี้ม้าทหารผ่านศึก กลับทำให้บรรยากาศภายในห้องแคบๆ นี้ดูคับแคบลงถนัดตา
หลินเฟยหรานค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตคู่คมที่มักซ่อนประกายความฉลาดเฉลียวไว้ภายใต้เปลือกตาบาง บัดนี้กลับมองตรงไปยังบุรุษเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัว นางพับกระดาษแผ่นนั้นช้าๆ ด้วยกิริยาที่สง่างามรากับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์กำลังจัดระเบียบฉลองพระองค์ แม้ว่ารอบกายจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายความยากลำบากของยุค 70 ก็ตาม
"ท่านอ๋อง... หรือข้าควรจะเรียกว่า สหายหาน ดีคะ?"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในปลอกแพรไหม หลินเฟยหรานจงใจเน้นคำว่า 'ท่านอ๋อง' ด้วยสำเนียงที่หยิบยืมมาจากราช بطان (ราชสำนัก) ในอดีตชาติ รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากของนาง เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงและการหยั่งเชิง ไม่ใช่รอยยิ้มของหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา
หานจื้อหย่งชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทุ่งหญ้าหรี่แคบลง ร่างกายของเขาสั่นสะท้อนด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างของนายทหารปลดประจำการผู้เคร่งขรึมในดินแดนห่างไกลนี้ เขามั่นใจว่าตนเองคือคนเดียวที่แบกรับความทรงจำอันหนักอึ้งจากภวังค์แห่งอดีตชาติ—ชาติที่เขาคือแม่ทัพผู้กุมชะตากรรมของแผ่นดิน และนางคือ... กุนซือหญิงผู้เยือกเย็นผู้คอยกุมบังเหียนอยู่เบื้องหลังบัลลังก์
ทว่าในเวลานี้ ความลับที่เขาพยายามซ่อนเร้นไว้ใต้หน้ากากของความแข็งกระด้าง กลับถูกเปิดเผยออกมาอย่างง่ายดายด้วยข้อความสั้นๆ ที่เขาส่งให้นางทดสอบ
*‘หมากตานี้... เดินล้ำหน้าไปสามตาแล้วนะ กุนซือหลิน’*
ประโยคสั้นๆ ที่มีเพียงคนสองคนในโลกนี้เท่านั้นที่เข้าใจความหมาย
"เจ้าจำได้ตั้งแต่เมื่อไหร่" หานจื้อหย่งก้าวเข้าไปใกล้หนึ่งก้าว รองเท้าคอมbat หนักๆ เหยียบลงบนพื้นไม้เก่าๆ จนเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด เขาโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อกดดันสตรีตรงหน้า ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนหลงเหลือเพียงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะทะกัน ความดุดันดั่งนักรบผู้เจนศึกแผ่ซ่านจนน่าอึดอัด แต่หลินเฟยหรานกลับไม่ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว
นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงของร่างระหงในชุดเสื้อผ้าเรียบง่ายไม่ได้ทำให้นางดูด้อยกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย แววตาของนางนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึกที่สะท้อนเงาจันทร์
"ตั้งแต่คืนแรกที่ท่านมองข้าด้วยสายตาของ 'สุนัขป่าตัวผู้ที่กำลังจนมุม' ล่ะมั้งคะ" หลินเฟยหรานตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าดวงตากลับจริงจังอย่างยิ่ง "คนธรรมดาในยุคคอมมูนนี้ ไม่มีใครกำมือแน่นยามหลับฝันราวกับกำลังถือบังเหียนม้าศึก และไม่มีใครใช้สายตาวิเคราะห์ภูมิประเทศทุกครั้งที่เดินผ่านเนินเขาหลังหมู่บ้านเหมือนท่านหรอกค่ะ ท่านอ๋อง"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยกระแสความตึงเครียดที่ประตูกั้นระหว่างความเป็นและความตาย
นี่ไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างชาวบ้านทั่วไป แต่มันคือการพบกันอีกครั้งของสองมันสมองและสองคมดาบที่เคยพลิกแผ่นดินมาแล้วในอดีตชาติ ทว่าในดินแดนที่ไร้ซึ่งบัลลังก์มังกรและราชสำนักแห่งนี้ อำนาจที่พวกเขาต้องแย่งชิงหาใช่ตราหยกแผ่นดินไม่ หากแต่เป็นการเอาตัวรอดและการกุมชะตากรรมของตนเองท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอันเชี่ยวกรากของยุคสมัย
หานจื้อหย่งจ้องมองสตรีตรงหน้านิ่นนาน แววตาที่เคยเยือกเย็นและระแวดระวังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป ความดุดันดั่งพายุร้ายค่อยๆ สงบลง เหลือเพียงความล้ำลึกที่ยากจะหยั่งถึง เขากวาดสายตามองสำรวจเรือนร่างระหง ไล่จากเส้นผมที่มัดรวบอย่างเรียบง่าย ใบหน้าเนียนนุ่มที่ไร้ซึ่งเครื่องประทินโฉมตามแบบฉบับหญิงสาวในวังหลวง ไปจนถึงเรียวนิ้วเรียวยาวที่เคยตวัดพู่กันบัญชาการกองทัพนับแสน
ความรู้สึกแปลกประหลาดสายหนึ่งแล่นริ้วขึ้นในอกของแม่ทัพผู้ไร้พ่าย—ความโหยหาที่ถูกกดทับไว้ใต้กาลเวลาอันยาวนาน บัดนี้กลับปะทุขึ้นราวกับเปลวไฟใต้หิมะหนา
"เจ้ายังคงอวดดีเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน" น้ำเสียงของหานจื้อหย่งอ่อนลงเล็กน้อย แม้จะยังคงความแห้งผากตามสไตล์ของเขา "ข้าคิดว่ามีเพียงข้าคนเดียวที่ต้องทนทรมานกับการแบกรับความทรงจำพวกนั้นไว้ในดินแดนที่แม้แต่ชื่อของราชวงศ์ก็ไม่มีใครรู้จัก"
"ท่านคิดตื้นเขินเกินไปแล้วค่ะ" หลินเฟยหรานยิ้มเยาะเล็กน้อย นางหมุนตัวกลับไปหยิบกาชาเคลือบดินเผาที่วางอยู่บนโต๊ะ รินน้ำชาสีอำพันอุ่นๆ ลงในจอกกระเบื้องหยาบๆ ก่อนจะเลื่อนมันไปตรงหน้าเขา "สตรีที่สามารถเอาชีวิตรอดในเรือนหลังและสนามการเมืองอันเน่าเฟะได้ ย่อมมีความยืดหยุ่นยิ่งกว่ากิ่งหลิวในฤดูใบไม้ผลิ การที่ข้าข้ามมิติมาอยู่ในร่างนี้ ย่อมไม่ใช่ความบังเอิญ... เช่นเดียวกับท่าน"
หานจื้อหย่งก้มมองจอกชาในมือ นิ้วหยาบกร้านจากการจับดาบสัมผัสกับความอุ่นของกระเบื้อง เขาไม่ได้ดื่มทันที หากแต่เงยหน้าขึ้นสบตาพญาหงส์ผู้ซ่อนปีกนางนี้
"แล้วเจ้าวางแผนจะทำอย่างไรต่อไป ในเมื่อตอนนี้เราต่างก็ติดอยู่ในหมากกระดานนี้แล้ว?" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
หลินเฟยหรานหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาคู่คมทอประกายระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากของนางในยามนี้ เต็มไปด้วยเสน่ห์อันตรายที่ชวนให้ผู้คนยอมจำนนโดยปราศจากเงื่อนไข
"ทำอย่างไรน่ะหรือคะ?" นางทวนคำ เสียงกระซิบของนางแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในความรู้สึกของเขา "ก็แค่... เดินหมากตานี้ใหม่ ร่วมมือกันกวาดล้างอุปสรรคเบื้องหน้า แล้วปีนขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของยุคสมัยนี้อย่างไรล่ะคะ ท่านอ๋อง"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองเปลี่ยนผันไปในชั่วพริบตา จากการสังเกตการณ์อย่างระแวดระวัง กลายเป็นพันธะสัญญาอันลึกซึ้งที่ผูกร้อยวิญญาณสองดวงเข้าไว้ด้วยกันท่ามกลางลมหนาวของยุค 80
ทว่า ในขณะที่พวกเขากำลังประสานสายตากันด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง เสียงเคาะประตูก็จู่โจมดังขึ้นอย่างกะทันหันสามครั้งติดต่อกัน—*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*—ตามมาด้วยเสียงตะโกนแหบแห้งของหัวหน้าคอมมูนที่ดังทะลุกำแพงดินเข้ามา
"สหายหลิน! แย่แล้ว! เจ้าหน้าที่จากอำเภอมาถึงแล้ว และพวกเขากำลังตรงมาที่นี่พร้อมกับ... จดหมายลับจากเมืองหลวง!"
หานจื้อหย่งขมวดคิ้วมุ่นในทันที มือหนาที่ถือจอกชาชะงักค้างกลางอากาศ ขณะที่หลินเฟยหรานหันขวับไปมองบานประตูไม้เก่าๆ ที่สั่นไหวตามแรงเคาะ รอยยิ้มบนใบหน้าของนางแข็งค้างลงชั่วขณะเมื่อสังเกตเห็นตราประทับสีแดงฉานบนเงาลางๆ ที่ทอดผ่านกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ บนหน้าต่าง
—จดหมายลับฉบับนั้น... ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับกลิ่นอายอักษรจีนโบราณอันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ
กุนซือวังหลวงในยุคแปรผัน: บัลลังก์อำนาจแห่งทุ่งหญ้าคอมมูน•ตอนที่ 10
รอยร้าวในกำแพงน้ำแข็ง
ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคแปรผัน: บัลลังก์อำนาจแห่งทุ่งหญ้าคอมมูน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!