กุนซือวังหลวงในยุคแปรผัน: บัลลังก์อำนาจแห่งทุ่งหญ้าคอมมูน•ตอนที่ 3

การปะทะด้วยวาจา

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นอายของยาฉุนราคาถูกผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ ลอยคละคลุ้งอบอวลอยู่เบื้องหน้า ทว่าหลินเฟยหรานกลับมิได้แสดงอาการรังเกียจแม้แต่น้อย นางเพียงปรายหางตามองกลุ่มคนสามคนที่ยืนวางอำนาจอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลหานด้วยรอยยิ้มบางเบา ราวกับกำลังชมการแสดงงิ้วฉากหนึ่งที่ผู้แสดงยังคงเล่นแข็งทื่อและขาดชั้นเชิง "หลินเฟยหราน อย่าคิดว่าเจ้าแต่งเข้าบ้านตระกูลหานแล้วจะเชิดหน้าชูตาได้นะ! ตระกูลหานของพวกมันเป็นพวกแนวคิดปฏورิวัติล้าหลัง ถูกคัดชื่อออกจากโควตาจัดสรรแป้งและน้ำมันประจำคอมมูนแล้ว เจ้าเองก็เตรียมตัวรับชะตากรรมไปเป็นแรงงานทาสในแปลงนาขั้นบันไดได้เลย!" เสียงแหลมสูงของสะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลเฉินดังแผดก้อง นางเท้าสะเอวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีมอซอ ทว่าท่าทางกลับลำצבพองขนราวกับไก่ชนที่พร้อมจะจิกตีผู้Yอื่นเพื่อแสดงอำนาจ โดยมีสามีและพวกพ้องคอยยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังเพื่อกดดัน ในยุคสมัยที่ลมหายใจของผู้คนต้องแขวนไว้กับสมุดปันส่วนและคะแนนแรงงาน การถูกตัดสิทธิ์จากคอมมูนก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกพิพากษาให้ค่อยๆอดตายอย่างช้าๆ นั่นคือสิ่งที่พวกเขากำลังใช้ข่มขู่ครอบครัวสามีของนาง เฟยหรานมิได้โกรธเกรี้ยว นางค่อยๆ ยกมือขึ้นจัดปอยผมที่หลุดล่วงลงมาทาบกรอบหน้าอย่างเชื่องช้า ท่าทางเยือกเย็นสง่างามราวกับพระสนมเอกกำลังเสด็จประพาสอุทยานหลวง แม้ในยามที่สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบสีทึบของยุคเจ็ดสิบ บุคลิกที่ถูกหล่อหลอมมาจากราชสำนักอันลึกล้ำก็มิอาจถูกลบเลือน "สะใภ้เฉิน..." น้ำเสียงนุ่มนวลทว่ากังวานกังสดาลดังขึ้น ราวกับสายน้ำเย็นที่ไหลผ่านผาหิน "ท่านกล่าวจบแล้วใช่หรือไม่?" อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเผชิญหน้ากับดวงตาดอกท้อที่มองมาด้วยประกายคมปลาบ ชั่วพริบตานั้น นางรู้สึกคล้ายตนเองไม่ใช่ชาวนาผู้ยากไร้ที่กำลังยืนต่อปากต่อคำกับสตรีอ่อนแอ หากแต่เป็นขุนนางขั้นต่ำที่บังอาจเงยหน้าสบตากับผู้ตรวจการสูงสุดจากเมืองหลวง "เจ... เจ้าจะพูดอะไร! เอกสารประกาศจากคณะกรรมการคอมมูนแปะหราอยู่ตรงนั้น ใครๆ ก็รู้ว่าตระกูลหานของพวกเจ้ามันพวก 'ธาตุไฟแตกซ่าน' ทางความคิด!" สะใภ้เฉินกัดฟันเถียง กลบเกลื่อนความหวั่นวิตกที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก "กฎเกณฑ์ของคอมมูนย่อมต้องรักษา แต่ 'ความจริง' กับ 'ความเท็จ' ย่อมไม่อาจนำมาปะปนกันได้ตามอำเภอใจ" เฟยหรานก้าวเท้าเดินช้าๆ ออกมาที่ลานหน้าบ้าน รอยยิ้มที่มุมปากงดงามหยาดเยิ้มทว่าไร้ซึ่งความอบอุ่น "ท่านบอกว่าตระกูลหานถูกตัดสิทธิ์เพราะขัดคำสั่งเรื่องการส่งมอบผลผลิต แต่ถ้าหากข้าจำไม่ผิด บันทึกการส่งมอบธัญพืชของกองผลิตที่สามเมื่อฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ผ่านมา ตระกูลหานส่งมอบเกินโควตามาตรฐานไปถึงสิบสองจินมิใช่หรือ?" ใบหน้าของคนตระกูลเฉินเปลี่ยนสีทันที สะใภ้เฉินอ้าปากพะงาบๆ "น... นั่นมันเรื่องเก่า! ปีนี้..." "ปีนี้ยังไม่ทันเริ่มเก็บเกี่ยวด้วยซ้ำ เหตุใดจึงมีคำสั่งขับไล่และตัดสิทธิ์ก่อนเวลาอันควรเล่า?" เฟยหรานหรี่ตาลง น้ำเสียงกดต่ำลงทีละน้อย ทรงพลังกดดันจนอีกฝ่ายหายใจไม่ทั่วท้อง "หรือว่า... ใบประกาศแผ่นนั้น จะมิใช่คำสั่งที่ชอบธรรมจากเบื้องบน หากแต่เป็น 'รอยหมึก' ที่ถูกเขียนขึ้นตามอำเภอใจของใครบางคนที่แอบอ้างชื่อคณะกรรมการ เพื่อฮุบสิทธิ์การจัดสรรแปลงนาส่วนน้อยของตระกูลหานไปให้เครือญาติของตนเองกันแน่?" คำพูดประโยคสุดท้ายราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ ฝูงชนชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่รอบบริเวณเริ่มส่งเสียงฮือฮาซุบซิบกันทันที เพราะในยุคสมัยนี้ การทุจริตต่อหน้าที่และการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนถือเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นถูกส่งตัวไปใช้แรงงานดัดสันดานในมณฑลไกลโพ้น "เจ้า... เจ้าพูดจาเหลวไหล! อย่ามาใส่ร้ายป้ายสีนะ!" สะใภ้เฉินหน้าซีดเผือด ละล่ำละลักปฏิเสธ เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ "ข้าเหลวไหล หรือท่านร้อนตัวกันแน่?" เฟยหรานก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกก้าว กลิ่นอายกดดันแบบผู้ครองอำนาจแผ่ซ่านออกมาจนอีกฝ่ายต้องก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว "หากท่านยังไม่รีบนำใบประกาศปลอมพวกนี้ออกไปจากหน้าประตูบ้านข้า ภายในเวลาหนึ่งก้านธูปนี้... ข้าเกรงว่าสหายเก่าของสามีข้าที่เพิ่งส่งจดหมายมาจากกองบัญชาการทหารมณฑล อาจจะอยากรู้เป็นพิเศษว่า มีหนอนบ่อนไส้ผู้ใดกำลังสร้างความปั่นป่วนให้แก่ครอบครัวทหารผ่านศึกผู้เสียสละ" ทันทีที่คำว่า 'กองบัญชาการทหารมณฑล' หลุดออกจากริมฝีปากของนาง บรรยากาศรอบด้านก็เงียบกริบลงทันที แม้ในยุคนี้ทหารจะปฏิบัติตามนโยบายพรรคอย่างเคร่งครัด แต่บารมีและความเกรงใจที่ชาวบ้านมีต่อกองทัพปลดแอกยังคงฝังรากลึก หานจื้อหย่งแม้จะบาดเจ็บและถูกปลดประจำการมา แต่นายทหารระดับสูงที่เคยร่วมรบย่อมยังมีเส้นสายและสหายร่วมน้ำมิตรที่ทรงอิทธิพล สะใภ้เฉินหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ นางมองหน้าสามีด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะรีบคว้าใบประกาศบนเสาไม้แล้วม้วนเก็บลวกๆ ด้วยมือที่สั่นเทา "นะ... นึกว่าเก่งนักนะ! ฝากไว้ก่อนเถอะ!" นางทิ้งท้ายด้วยเสียงสั่นเครือ ก่อนจะลากสามีและพวกพ้องถอยร่นออกไปจากเขตบ้านตระกูลหานอย่างไม่เป็นขบวน ท่ามกลางเสียงหัวingเยาะเบาๆ ของชาวบ้านที่เริ่มมองเห็นความจริง หลินเฟยหรานยืนมองตามเงาร่างเหล่านั้นจนลับตา รอยยิ้มเย้ยหยันค่อยๆ เลือนหายไปจากใบหน้า เหลือเพียงความเรียบเฉยล้ำลึก นางหมุนตัวกลับเพื่อจะเดินเข้าบ้าน ทว่ากลับต้องชะงักฝีเท้าลงเมื่อพบร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งยืนพิงกรอบประตูเรือนไม้เก่าๆ อยู่ก่อนแล้ว หานจื้อหย่งสวมเสื้อเชルต์สีเขียวขี้ม้าเก่าๆ ที่ผ่านการซักจนซีดจาง แขนเสื้อพับขึ้นเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแกร่งและรอยแผลเป็นจากการสู้รบ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทุ่งหญ้าจ้องมองมาที่นางนิ่งสนิท คล้ายกำลังพิจารณาอาวุธชิ้นใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบว่ามีความอันตรายซ่อนอยู่ภายใน เขายืนฟังการต่อรองเมื่อครู่นี้ทั้งหมดโดยไม่เอ่ยปากแทรกแม้แต่คำเดียว "ท่านอ๋อง... ภัยนอกเรือนถูกกำจัดไปชั่วคราวแล้ว เหตุใดจึงยังมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นเล่าเพคะ?" เฟยหรานเอ่ยปากเย้าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเบาๆ ทว่าดวงตากลับสะท้อนประกายความระแวดระวัง นางไม่เคยอ่านใจบุรุษผู้นี้ออกเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นในภพชาติก่อนหรือในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความยากลำบากนี้ หานจื้อหย่งไม่ตอบคำถาม เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว ย่างก้าวของเขามั่นคงและเงียบเชียบราวกับพยัคฆ์ซุ่มล่าเหยื่อ กลิ่นอายบุรุษเพศที่เข้มข้นและทรงพลังแผ่ซ่านเข้าโอบล้อมร่างระหงของนางจนแผ่นหลังเกือบชิดติดกับผนังไม้เย็นเยียบ ร่างสูงโน้มใบหน้าลงมาหยุดอยู่ใกล้เพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นบุหรี่จางๆ ปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนุ่ม ปลายจมูกโด่งเป็นสันเกือบจะสัมผัสกับเส้นผมของนาง "เจ้าไม่ใช่นายหญิงชาวนาผู้doesไม่ประสีประสา..." เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามในลำคอเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ดวงตาคมกริบหรี่ลงอย่างอันตราย "เจ้าเป็นใครกันแน่... หลินเฟยหราน?" เฟยหรานไม่ถอยหนี นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว ริมฝีปากแย้มยิ้มบางเบา ยิ่งยั่วยวนและท้าทายในคราเดียวกัน "ข้าก็คือภรรยาที่ท่านแต่งเข้าบ้านอย่างไรล่ะเพคะ..." นางกระซิบตอบเสียงพร่าริมฝีปากเขา "หรือท่านคิดว่า... ข้าควรจะเป็นสตรีอ่อนแอที่นั่งรอความตายอยู่ที่ก้นบ่อแห่งนี้กันเล่า?" บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดและอัดแน่นไปด้วยกระแสความรู้สึกอันซับซ้อน ทว่าในวินาทีที่หัวใจของเฟยหรานเต้นรัวด้วยความระแวดระวังนั้นเอง สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของบุคคลแปลกหน้าที่กำลังก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้าน พร้อมกับจดหมายลับตราประทับสีแดงฉานที่ถูกส่งต่อมาจากเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์คอมมูน—จดหมายที่จ่าหน้าซองด้วยลายมืออันคุ้นเคยจากเมืองหลวง ซึ่งอาจจะพลิกผันโชคชะตาของพวกเขาทั้งหมดไปตลอดกาล! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องไปในห้วงมิติเวลาอันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะคะ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในยุคแปรผัน: บัลลังก์อำนาจแห่งทุ่งหญ้าคอมมูน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%