"สุนัขย่อมเป็นสุนัขวันยังค่ำ ต่อให้พวกเจ้าเอาเศษกระดูกชิ้นใหญ่มาโยนใส่หน้าข้า เผ่าพันธุ์ตระกูลหลินก็ยังคงเป็นกลุ่มคนที่ต่ำต้อยไร้รากเหง้าอยู่ดี!"
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังสะท้านก้องโถงใหญ่ตระกูลหลิน ผู้อาวุโสสาม ‘หลินป้า’ นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แดง สายตาสอดส่ายมองร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ยืนสงบนิ่งอยู่กลางลานพิธีด้วยความรู้สึกดูแคลนระคนสมเพช รอบกายของมันแผ่รังสีปราณขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่เจ็ดออกมาข่มขวัญ บีบคั้นให้อากาศบริเวณนั้นหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก
ทว่า หลินฟาน กลับไม่แม้แต่จะชายตามอง
เขายืนไขว่ห้าง ปลายนิ้วเรียวยาวแตะอยู่บนด้ามกระบี่เหล็กดำที่เหน็บไว้ข้างเอว ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึง มีเพียงความเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปีที่แผ่ออกมาจากร่าง จนผู้คนรอบข้างต้องแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"หลินฟาน! เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร? ผู้อาวุโสสามกำลังสั่งสอนเจ้าอยู่ เหตุใดจึงไม่คุกเข่าโขกศีษระขอขมาเสีย!" หลินเจี้ยน บุตรชายของผู้อาวุโสสามก้าวออกมาตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความริษยา ในอดีตหลินฟานเคยเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูล แต่วันนี้เมื่อเส้นลมปราณถูกทำลายและตกอבเป็นขยะไร้ค่า มันย่อมไม่ปล่อยโอกาสที่จะเหยียบย่ำให้จมดิน
หลินฟานค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นคมกริบราวกับใบกระบี่ที่เพิ่งลับคมสะท้อนภาพของคนทั้งตระกูลที่กำลังรุมล้อมเขาด้วยสายตาสมน้ำหน้า
วิถีแห่งเต๋า... ยามที่เจ้าเรืองอำนาจ ฝูงชนจะก้มหัวคารวะดั่งเทพเซียน ยามที่เจ้าตกต่ำ แม้แต่สุนัขข้างถนนก็ยังกล้าเห่าหอนใส่
ช่างน่าขันสิ้นดี
"เจ้าพูดจบหรือยัง?" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องกังวานอยู่ในโถงใหญ่ราวกับเสียงระฆังสำליงที่สั่นสะเทือนจิตวิญญาณ
"เจ้า... เจ้ากล้าดียังไงมาพูดจาสามหามกับข้า!" หลินป้าตบโต๊ะข้างกายเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยว พลังปราณระเบิดออกรอบตัวจนข้าวของรอบข้างสั่นสะเทือน "เด็กเหลือขอ! คิดว่าตัวเองยังเป็นนายน้อยผู้สูงส่งอยู่หรือไง? วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้ว่า กฎของตระกูลหลินมีไว้เพื่อปราบปรามเศษสวะเช่นเจ้าอย่างไร!"
สิ้นเสียง หลินป้าซัดฝ่ามือออกไปข้างหน้า ปราณสิงห์เพลิงคำรามแหวกอากาศพุ่งเข้าใส่หน้าอกของหลินฟานอย่างเหี้ยมโหดหมายเอาชีวิต แรงกดดันจากฝ่ามือนี้รุนแรงพอที่จะบดขยี้กระดูกคนให้แหลกละเอียดได้ในคราเดียว
ผู้คนรอบข้างต่างพากันเบือนหน้าหนี บ้างก็ลอบยิ้มเยาะด้วยความสะใจ
ทว่า... มีเพียงสายตาคู่หนึ่งที่มุมห้องโถงเท่านั้น ที่ยังคงสงบนิ่งดั่งสายน้ำ
มู่หรงเซวี่ย ยืนกอดอกพิงเสาหิน นางอยู่ในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพเซียนหลุดมาจากภาพวาด ใบหน้างดงามล่มเมืองเรียบเฉยเย็นชา นางไม่ได้ขยับตัวช่วยเหลือแม้แต่น้อย เพราะนางรู้ดีกว่าผู้ใด... มหาเทพผู้กลับชาติมาเกิด มิใช่ตัวตนที่มดปลวกเช่นนี้จะระคายผิวได้
*ฟึบ!*
ในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือเพลิงกำลังจะประชิดตัว หลินฟานขยับ
ไม่ใช่การหลบหนี... แต่เป็นการก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าสง่างามดั่งพญามังกรท่องนที
ร่างของเขาหายวับไปจากจุดเดิม ปราณสิงห์เพลิงของหลินป้าพุ่งทะลุผ่านภาพติดตาของเขาไปอย่างไร้การควบคุม การโจมตีที่มั่นใจนักหนากลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า!
"อะไรกัน?!" หลินป้าเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขีดความสามารถระดับนี้มันอันใดกัน? ไหนว่าเส้นลมปราณของมันเสียหายจนกลายเป็นคนพิการไปแล้วมิใช่หรือ?
"ความเร็วระดับนี้... เจ้า..."
"วิชาฝ่ามือตระกูลหลินในมือของเจ้า ช่างน่าสมเพชเสียจนข้าไม่อยากจะมอง"
เสียงกระซิบดังขึ้นข้างหูของหลินป้า ราวกับเสียงมัจจุราชจากขุมนรก หลินป้าขนลุกซู่ทั่วสรรพางค์กาย รีบหันกลับไปหมายจะซัดหมัดสวนกลับ ทว่ากลับต้องชะงักง้างค้างเติ่ง เมื่อพบว่าปลายนิ้วสองนิ้วของหลินฟาน ได้มาจ่ออยู่ตรงหว่างคิ้วของตนตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
ไม่มีประกายแสงอลังการ ไม่มีเสียงระเบิดกัมปนาท มีเพียงความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากปลายนิ้วคู่นั้น บีบคั้นจนวิญญาณของหลินป้าแทบจะหลุดออกจากร่าง
"เจ้า... เจ้าทำอะไร..." หลินป้าตัวสั่นเทา เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง ความเย่อหยิ่งทระงองตนเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวต่อความตายที่คืบคลานเข้ามา
"ข้าเคยเตือนพวกเจ้าแล้ว..." หลินฟานกวาดสายตามองคนในตระกูลที่กำลังหน้าถอดสีทีละคน น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ทว่าเต็มไปด้วยอำนาจกดขี่ที่ไม่อาจต่อต้าน "ว่าอย่าได้ล้ำเส้นข้า... แต่วันนี้พวกเจ้ากลับเลือกที่จะเหยียบย่ำศรัทธาของตนเอง"
*เปรี๊ยะ!*
เสียงกระดูกลั่นดังสนั่นเบาๆ หลินฟานเพียงแค่สะบัดข้อมือเบาๆ คลื่นพลังปราณอันไร้ลักษณ์ก็พุ่งทะลวงเข้าสู่จุดชีพจรทั่วร่างของหลินป้าในพริบตา
"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่นจนหลังคาแทบพังทลาย หลินป้าทรรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดทรมานราถูกไฟแผดเผาทั้งเป็น ลมปราณในร่างของมันแตกซ่าน ทะลักออกทางทวารทั้งเจ็ด กลายเป็นคนพิการที่แท้จริงภายในชั่วลมหายใจเดียว!
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมโถงใหญ่อย่างฉับพลัน ทุกคนต่างอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ไม่มีใครกล้าส่งเสียงหายใจดัง แม้แต่หลินเจี้ยนก็ยังล้มพับลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ปัสสาวะราดรดกางเกงจนส่งกลิ่นคละคลุ้ง
นี่คือการตบหน้าที่รุนแรงที่สุด... ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการกระทำที่เด็ดขาดและไร้ความปรานี
หลินฟานเก็บมือกลับอย่างไม่แยแสราวกับเพิ่งปัดฝุ่นที่ไหล่ เขาปรายตามองเศษสวะที่เคยรังแกตนเองด้วยความเวทนา ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินจากไป
ทว่า ในจังหวะที่เขาก้าวเท้าออกไปได้เพียงก้าวเดียว ท้องฟ้าด้านนอกโถงพิธีก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สาเหตุ สายฟ้าสีครามสายหนึ่งผ่าลงมากลางลานบ้าน เสียงคำรามกึกก้องสะท้านสะเทือนผืนแผ่นดิน
พร้อมกันนั้น ร่างเงาสوงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ก็ปรากฏขึ้นกลางสายฟ้าโดยไม่มีใครทันตั้งตัว กลิ่นอายพลังระดับขอบเขตราชันย์ปราณแผ่ซ่านกดทับจนทุกคนทรุดฮวบลงกับพื้น
"ฮ่าๆๆๆ หลินฟาน เจ้าคิดว่าตระกูลหลินเน่าเฟะนี่คือทั้งหมดของโลกใบนี้แล้วหรือ? เจ้าเด็กโง่... คนที่ต้องการหัวใจกระบี่ของเจ้า มิใช่คนในตระกูลกระจอกนี่หรอก..."
(ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันไร้จุดสิ้นสุดนี้นะครับ)
เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า•ตอนที่ 3
ตบหน้าผู้อาวุโสที่ดูแคลน
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!