"ความตาย... มิใช่จุดจบของวิถีกระบี่ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นรู้ต่างหาก"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามจากขุมนรกดังขึ้นในห้วงสำนึกของหลินฟาน ร่างกายของเขายามนี้ถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงแห่งปราณอัคคีสวรรค์ที่สะสมมาจากการบำเพ็ญเพียรในชาติภพก่อน เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มแผ่นหลังที่เปลือยเปล่า กล้ามเนื้อทุกมัดปูดโปนตึงเครียดราวกับเหล็กกล้าที่กำลังถูกตีด้วยค้อนเพลิงนับหมื่นครั้ง
ทว่า สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความเจ็บปวดทางกาย คือมวลเมฆทมิฬที่หนาแน่นเหนือยอดเขาเมฆาขาว เมฆเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่มันคือ "ทัณฑ์สวรรค์" อาญาจากเบื้องบนที่ไม่อาจยอมรับการมีอยู่ของตัวตนที่บังaniอาจฝืนชะตากรรม!
เปรี้ยง!
สายฟ้าสีครามขนาดเท่าลำต้นตาลฟาดลงมาตรงกลางลานฝึกตน แรงสั่นสะเทือนทำให้อินทนิลหินผาแตกละเอียดเป็นผุยผง หลินฟานยังคงนั่งขัดสมาธิอย่างมั่นคง ดวงตาคมกริบราวกับคมกระบี่ที่ซ่อนเร้นในฝัก ค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ แววตาสีทองอร่ามฉายประกายเย้ยหยันฟ้าดิน พลังลมปราณในตันtian (ตันเถียน) หมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเป็นเสียงหอนหวีดแหลมคม
ในระยะร้อยเมตร มู่หรงเซวี่ยยืนนิ่งอยู่บนชะง่อนผา ชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ของนางปลิวไสวไปตามกระแสลมพายุที่บ้าคลั่ง ใบหน้ารูปไข่ที่งดงามราวกับเทพเซียนสลักไร้ซึ่งความรู้สึก แต่ลึกเข้าไปในแววตากลับฉายชัดถึงความกังวลระคนห่วงหา นางกำกระบี่ประจำกายในมือแน่นจนข้อต่องอขาว
"หลินฟาน... เจ้าบ้าไปแล้วหรือไร ทัณฑ์สวรรค์เก้าสายฟ้าขั้นนี้ แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตเซียนแท้จริงยังต้องสิ้นชื่อ เจ้าในตอนนี้เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมกายา เหตุใดจึงเร่งรีบทะลวงด่านนัก!" เสียงหวานที่ปกติมักจะราบเรียบเย็นชา ยามนี้กลับสั่นเครือเล็กน้อยด้วยความร้อนรน
หลินฟานเหลือบสายตาคมปลาบมองสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องสูง มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันเล็กน้อย "เซวี่ยเอ๋อ... ฟ้าดินเบื้องบนกำหนดให้มนุษย์เป็นดั่งมดปลวก หากข้ายังต้องก้มหัวให้กฎเกณฑ์ของพวกมัน เช่นนั้นวิถีกระบี่ของข้าจะมีความหมายอันใด? วันนี้ ต่อให้ฟ้าดินแตกสลาย ข้า... หลินฟาน ก็จะใช้กระบี่เพียงเล่มนี้แหละแหวกม่านสวรรค์ให้ดู!"
สิ้นคำพูดของเขา ร่างของหลินฟานก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยไม่รอให้ทัณฑ์สวรรค์สายที่สองฟาดลงมา!
นี่คือความทะนงตน... ความทะนงตนของผู้ที่เคยเหยียบย่ำอยู่บนจุดสูงสุดของวัฏสงสาร! เขาไม่รอรับการโจมตี แต่เป็นฝ่ายพุ่งเข้าหาความตายเพื่อหาทางรอด
บรึ้มมมม!
อבกะระเวทโบราณบนร่างของหลินฟานส่องแสงเจิดจ้า พลังกายาเทวะที่หลับใหลมานานนับพันปีเริ่มตื่นตัวอย่างสมบูรณ์ ผิวหนังของเขาเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามราวกับหล่อหลอมด้วยทองคำแท้ เลือดลมในกายไหลเวียนดั่งเสียงคำรามของมังกรคลั่ง กล้ามเนื้อทุกอณูปลดปล่อยแรงกดดันที่ทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยว
สายฟ้าสีครามสายที่สองพุ่งเข้าปะทะกับร่างของเขาตรงๆ ไม่มีเสียงกรีดร้อง มีเพียงเสียงคำรามต่ำในลำคอของบุรุษผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ร่างของหลินฟานร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นหินเบื้องล่างอย่างรุนแรง เกิดเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่ ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
"หลินฟาน!"
มู่หรงเซวี่ยอุทานออกมาเสียงหลง ร่างระหงของนางพุ่งทะยานลงมาจากชะง่อนผาราวกับผีเสื้อจำศีล ความเยือกเย็นทั้งหมดที่นางยึดถือมาตลอดชีวิตถูกทำลายลงในพริบตา หัวใจของนางกระชับแน่นด้วยความเจ็บปวดที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
ทว่า ก่อนที่รอนร่างของนางจะแตะถึงพื้นหลุม หลินฟานก็ดีดตัวลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ร่างกายของเขายามนี้อาบชะโลมไปด้วยเลือดสีทองระยิบระยับ บาดแผลที่น่ากลัวสมานตัวเข้าหากันด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ออร่าพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของเขารุนแรงและน่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า!
ขอบเขตหลอมรวมกายา... ทะลวงผ่านอย่างไร้รอยต่อ!
"ข้าบอกแล้ว... ฟ้าดินก็ไม่อาจกักขังข้าได้" หลินฟานกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าดวงตากลับจับจ้องไปยังเมฆทมิฬเบื้องบนที่กำลังคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด อาญาฟ้าดินไม่ยอมจำนน มันกำลังรวบรวมพลังทั้งหมดเพื่อส่งสายฟ้าสายที่สาม ซึ่งรุนแรงกว่าสองสายแรกมารวมกัน!
มู่หรงเซวี่ยร่อนลงยืนเคียงข้างเขา เม้มริมฝีปากแน่น นางยื่นมือเรียวงามออกไป แสงกระบี่สีขาวบริสุทธิ์จากกระบี่เซียนในมือของนางแผ่ขยายออกปกป้องคุ้มครองร่างของเขา "เจ้าคนอวดดี... หากเจ้าตายอยู่ที่นี่ วันนี้ข้า... มู่หรงเซวี่ย จะใช้กระบี่นี้สังหารเซียนบนฟ้าให้หมดสิ้น เพื่อเป็นเพื่อนร่วมทางลงนรกกับเจ้าเอง!"
หลินฟานหันไปมองสตรีข้างกาย แววตาที่เคยเย็นชาและไร้ความรู้สึก ยามนี้กลับอ่อนแสงลงวูบหนึ่ง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย "เซวี่ยเอ๋อ... วาจานี้ของเจ้า ข้าจำไว้แล้ว แต่เรื่องไปนรก ให้ข้าเดินนำหน้าเจ้าไปก่อนก็แล้วกัน"
ฉับพลันนั้นเอง อุณหภูมิโดยรอบก็ลดฮวบลงจนกลายเป็นน้ำแข็งในพริบตา เมฆทมิฬบนท้องฟ้าไม่ได้คำรามด้วยเสียงฟ้าผ่าอีกต่อไป แต่มันกลับเงียบสงบ... เงียบจนน่ากลัว ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ากำลังตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันยาวนาน
รอยแยกสีดำสนิทปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้า ราวกับมิติถูกฉีกกระชากด้วยกรงเล็บของปีศาจโบราณ และสิ่งที่ก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น... กลับไม่ใช่สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ แต่เป็นเงาร่างของบุรุษผู้สวมเกราะสีดำทมิฬ ถือหอกยาวที่อาบไล้ด้วยโลหิตของเซียน!
"ฮ่าๆๆๆ... หลินฟาน ในที่สุดเจ้าก็กลับมา... เจ้าคิดว่าการเกิดใหม่จะทำให้เจ้าหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งสวรรค์ได้งั้นหรือ?" เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องกังวานไปทั่วทั้งขุนเขา ทำเอาปราณในกายของมู่หรงเซวี่ยปั่นป่วนจนกระอักเลือดคำโตออกมา!
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันไร้จุดสิ้นสุดนี้นะครับ
เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า•ตอนที่ 4
พลังกายาเทวะที่ตื่นขึ้น
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!