โลหิตอสูรวารีทมิฬยังคงหยดติ๋งลงจากคมกระบี่ไร้ชื่อ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นไออัมอมตะของป่าโบราณ หลินฟานยืนนิ่งสงบดั่งหินผา ภายใต้ผืนป่าอสูรหมื่นลักษณียามราตรี แสงจันทร์นวลกระจ่างสาดส่องทะลุเรือนยอดไม้หนาทึบ ลงมาอาบร่างเพรียวระหงที่เปี่ยมด้วยจิตสังหารอันเยือกเย็น
"ฝีมือการเดินลมปราณของเจ้า ยังห่างไกลจากการบรรลุถึงแก่นแท้แห่งเต๋ากระบี่อยู่มากนัก..."
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของมังกรหลับใหลดังขึ้นทำลายความเงียบงัน หลินฟานไม่ได้หันกลับไปมอง แต่สัมผัสได้ถึงการปรากฏตัวของอีกฝ่ายตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในรัศมีร้อยลี้ รัศมีพลังปราณที่บริสุทธิ์และเยือกเย็นดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดูเช่นนี้ มีเพียงคนเดียวในใต้หล้า
พงไพรเบื้องหลังพลهدสั่นไหวระริก กลีบดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์นับพันร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ราวกับหิมะโปรยปรายกลางฤดูร้อน ท่ามกลางละอองหมอกจางๆ ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเมฆามรกตปรากฏกายขึ้น นางคือมู่หรงเซวี่ย เทพธิดาแห่งสำนักเมฆาขาว ผู้ซึ่งไม่เคยชาย눈แลผู้ใดในยุทธภพ ทว่าในยามนี้ ดวงพักตร์อันงดงามล้ำเลิศไร้ที่ติกลับฉายแววระแวดระวังและประหลาดใจระคนกัน
"หลินฟาน... เจ้ากล้าดียังไงถึงบังอาจก้าวล่วงเข้ามาในเขตหวงห้ามชั้นในของป่าอสูรโลกันตร์แห่งนี้คนเดียว?"
น้ำเสียงของมู่หรงเซวี่ยเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี ทว่ากลับสั่นเครือเล็กน้อยยามที่ดวงตาคู่คมกริบกวาดมองซากอสูรบรรพกาลระดับเจ็ดที่นอนตายเกลื่อนกลาดอยู่แทบเท้าของชายหนุ่ม อสูรเหล่านี้ล้วนมีตบะแก่กล้า แม้แต่ผู้อาวุโสระดับสูงของสำนักใหญ่ยังต้องระดมกำลังนับสิบคนจึงจะปราบลงได้ แต่นี่... กลับถูกสังหารด้วยกระบวนท่าเดียวอย่างไร้ร่องรอยการต่อ
หลินฟานค่อยๆ ลดปลายกระบี่ลง ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาช้าๆ แววตาคู่คมกริบดั่งดาราค่ำคืนจับจ้องไปยังใบหน้าอันงดงามราวภาพวาดของหญิงสาว รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างบางเบา
"เขตหวงห้ามของพวกเจ้า... แต่เป็นสถานที่ฝึกกระบี่ของข้า" หลินฟานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าทรงพลังกดดันจนบรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยว "หรือว่าคุณหนูมู่หรง เกรงว่าข้าจะแย่งชิงสมบัติเซียนที่ซ่อนอยู่ภายในหุบเขานี้ไปเสียก่อน?"
มู่หรงเซวี่ยแค่นเสียงเย็นชา นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกสามก้าว กระบี่วิเศษ 'เหมันต์ผลาญนภา' ในฝักข้างกายส่งเสียงร้องคำรามเบาๆ ตอบสนองต่อจิตสังหารที่แผ่ออกมา นางไม่พอใจความทะนงตัวของชายผู้นี้อย่างยิ่ง ตั้งแต่พบกันครั้งแรกที่งานชุมนุมเซียน หลินฟานก็มักจะใช้สายตาราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกสิ่งทุกอย่างในตัวนาง ราวกับว่าตัวตนและวิชาบำเพ็ญเพียรนับร้อยปีของนางเป็นเพียงเรื่องไร้สาระในสายตาเขา
"วาจาโอหัง! ข้าเพียงแต่ผ่านมาพบเข้า และเกรงว่าศพของเจ้าจะเน่าเปื่อยอยู่แถวนี้อย่างไร้ค่าเท่านั้น" มู่หรงเซวี่ยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ความเย่อหยิ่งของศิษย์เอกสำนักใหญ่ถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด "เจ้ารู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังม่านหมอกนี้คือ 'ค่ายกลกลืนวิญญาณเก้าชั้นฟ้า' แม้แต่เซียนแท้จริงหากพลั้งพลาดก็ยังต้องดับสูญ เจ้าคิดว่าตัวเจ้าที่มีพลังเพียงขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ จะรอดออกไปได้กระนั้นหรือ?"
หลินฟานไม่ตอบคำถามนั้น ดวงตาคู่นั้นกวาดมองสำรวจเรือนร่างระหงของนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่เกรงใจ แม้ภายนอกนางจะแสดงออกถึงความดุดันและเย็นชา แต่ปราณในกายกลับปั่นป่วนเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่านางเพิ่งผ่านศึกหนักมาหมาดๆ และกำลังฝืนทนอาการบาดเจ็บภายในอยู่
"เจ้าได้รับบาดเจ็บจากค่ายกลนั้นสินะ..." หลินฟานกล่าวสวนขึ้นมาอย่างไร้ปี่มีขลุ่ย ทำให้มู่หรงเซวี่ยชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาสีรัตติกาลของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ
"เจ้า... พูดเหลวไหลอะไร!"
"ลมปราณเหมันต์ของเจ้าติดขัดที่จุดชีพจรจงฝู แสดงว่าเจ้าฝืนใช้เคล็ดวิชา 'กระบี่เมฆาไร้ลักษณ์' ทะลวงผ่านด่านค่ายกลเมื่อชั่วยามก่อน หากปล่อยไว้เช่นนี้ เกรงว่าอีกไม่เกินสามวัน เส้นชีพจรทั่วร่างของเจ้าจะแตกสลายและกลายเป็นคนพิการไปตลอดกาล" หลินฟานกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความเยาะเย้ย แต่เต็มไปด้วยความจริงจังที่เฉียบคมดั่งใบมีด
มู่หรงเซวี่ยสะท้านเฮือกในใจ นางขบฟันแน่นจนริมฝีปากแทบห่อเลือด สิ่งที่หลินฟานพูดมานั้นถูกต้องทุกประการ อาการบาดเจ็บภายในนี้คือนิรันดร์กาลที่นางปกปิดแม้กระทั่งอาจารย์ของตนเอง เหตุใดชายหนุ่มผู้นี้จึงมองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้?
"มันเรื่องของข้า! ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกเช่นเจ้ามาสั่งสอน!" นางสะบัดแขนเสื้อ พลังปราณสีขาวโพลนระเบิดออกรอบกาย ก่อเกิดเป็นพายุเกล็ดหิมะหมุนวนรอบตัวเพื่อขับไล่ความกดดันของหลินฟาน
"คนนอกกระนั้นหรือ..." หลินฟานพึมพำเบาๆ ร่างสูงสง่าก้าวเท้าออกไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว ทว่าราวกับย่นระยะทางนับร้อยก้าว พริบตาเดียวเขาก็มายืนประชิดร่างของมู่หรงเซวี่ย ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงลมหายใจ กลิ่นอายบุรุษที่อบอุ่นและทรงพลังปะทะเข้ากับนาสิกของหญิงสาว จนหัวใจที่เคยเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งของนางกระตุกวูบอย่างรุนแรง
มู่หรงเซวี่ยถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ หลินฟานยกมือขึ้นข้างหนึ่ง วางทาบบนลำต้นเหนือศีรษะของนาง กักขังร่างบอบบางไว้ในอ้อมแขนโดยปริยาย ดวงตาของทั้งสองประสานกันอย่างแนบแน่น ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ราวกับเวลาหยุดนิ่งลง ณ ชั่วขณะนั้น
"เจ้า... เจ้าจะทำอะไร ถอยไปนะ!" มู่หรงเซวี่ยพยายามเค้นพลังปราณออกมาขขู่ แต่มือใหญ่ของหลินฟานกลับคว้าจับที่ข้อมือเรียวของนางเบาๆ กระแสพลังปราณอุ่นร้อนสายหนึ่งไหลทะลวกลงสู่จุดชีพจรจงฝูของนางทันที
ความรู้สึกเจ็บปวดแปลบปلمที่เคยแผดเผาภายในร่างค่อยๆ มลายหายไปราวกับหิมะโดนแดด
"อย่าขยับ..." เสียงกระซิบของหลินฟานชิดริมหูของนาง น้ำเสียงนั้นอบอุ่น ทรงอำนาจ และเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชา ทำให้มู่หรงเซวี่ยตัวแข็งทื่อ สมองขาวโพลนจนคิดคำพูดใดไม่ออก นางไม่เคยยอมให้บุรุษใดเข้าใกล้ชิดถึงเพียงนี้มาก่อนในชีวิต ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเนื้อตัวแตะต้องกันเช่นนี้
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังลึกซึ้งและหัวใจของนางเซียนผู้สูงศักดิ์ที่เริ่มสั่นคลอน พื้นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง!
*โฮกกกกกก—!*
เสียงคำรามกึกก้องที่สั่นประสาทจนแก้วแทบแตกดังมาจากหุบเหวเบื้องล่าง หมอกสีดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ย้อมแสงจันทร์นวลให้กลายเป็นสีเลือดชั่วพริบตา แรงกดดันระดับบรรพกาลแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วสารทิศ
หลินฟานหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว หันไปมองเบื้องล่างด้วยแววตาที่เยียบเย็นลงกว่าเดิม
"ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญจะตื่นขึ้นมาเร็วกว่าที่คิด"
มู่หรงเซวี่ยรีบดึงสติกลับมา ใบหน้างามแดงก่ำด้วยความอับอายและตื่นตระหนก นางก้าวถอยหลังออกมาตั้งหลัก ชักกระบี่เหมันต์ออกมารับมือกับภัยคุกคาม ทว่าในจังหวะที่นางหันไปมองหน้าผาเบื้องหน้า ดวงตาคู่สวยก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนสิ้นสติ—!
เงาร่างมหึมาของมังกรกระดูกโบราณที่มีดวงตาสองคู่สีแดงฉานกำลังบินทะยานขึ้นมาจากห้วงเหว และบนหัวของมัน... มีร่างของบุรุษชุดดำผู้หนึ่งยืนกอดอกยิ้มเยาะอยู่ บนหน้าผากของบุรุษผู้นั้น มีรอยสลักอักขระมารโบราณที่นางจำได้ไม่รู้ลืม!
"ศิษย์พี่ใหญ่เซียวหลาง!?" มู่หรงเซวี่ยอุทานออกมาเสียงหลงด้วยความตกใจสุดขีด
หลินฟานหรี่ตามองเงาร่างบนหัวมังกรกระดูก มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเย็นชา ก่อนจะกล่าวเบาๆ ที่ข้างหูของหญิงสาว
"ดูเหมือนว่าความลับของสำนักเมฆาขาว... จะไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องการบำเพ็ญเพียรหรอกนะ... หญิงน้อยของข้า"
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันไร้จุดสิ้นสุดนี้นะครับ
เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า•ตอนที่ 5
พบพานนางในใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!