โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาหยกขาว เกิดเสียงกังวานใสราวดนตรีแห่งความตาย
ภายในตำหนักกระบี่ดาราอันเงียบสงัด หลินฟานยืนตระหง่านดั่งขุนเขาค้ำฟ้า ปลายกระบี่เทวะในมือยังคงมีไอหมอกปราณสีครามพวยพุ่งระอุ ร่างกายของเขารemains แข็งแกร่งราวกับหล่อหลอมขึ้นจากเหล็กไหลหมื่นปี ทว่าเบื้องหน้าของเขากลับเป็นความพินาศย่อยยับ กลิ่นอายโลหิตคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นอายความเย็นเยือกของคัมภีร์วิชาเซียนที่ฉีกขาด
"เจ้ายังดึงดันที่จะแบกรับทุกสิ่งไว้คนเดียว... เพื่ออะไรกัน หลินฟาน?"
เสียงหวานที่สั่นเครือเล็กน้อยดังขึ้นทำลายความเงียบ มู่หรงเซวี่ย เทพธิดาแห่งสำนักเมฆาขาว ผู้คนต่างเลื่องลือว่านางคือเซียนสาวผู้เย็นชาไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึกต่อสรรพสิ่งในหล้า บัดนี้อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางกลับเปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นผงและหยาดโลหิต ร่างระหงสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวต่อคมกระบี่ของศัตรู แต่เป็นเพราะรอยร้าวลึกในจิตวิญญาณที่กำลังกัดกินหัวใจนางทีละน้อย
หลินฟานเหลือบสายตาคมกริบดั่งใบมีดมองนาง แววตาที่เคยเย็นชาและดูถูกความอ่อนแอของโลกหล้า กลับมีความไหววูบประหลาดเกิดขึ้นชั่วขณะ เขาเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยเสียงกังวานทุ้มต่ำ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบแต่มั่นคง
"วิถีกระบี่ของข้า คือวิถีแห่งการตัดขาดสะพานวาสนา... โลกหล้าจะแหลกสลายหรือไม่อย่างไร หาใช่ธุระอันใดของข้า แต่ถ้าผู้ใดบังAgnus แตะต้องคนที่ข้า... เอ่อ... คนที่อยู่ร่วมเส้นทางกับข้า ผู้นั้นต้องมอดไหม้เป็นจุล"
คำพูดของเขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แม้จะเป็นคนปากแข็งและถือดีในศักดิ์ศรีของมหาเทพผู้กลับชาติมาเกิด แต่ลึกๆ ในใจย่อมรู้ดีว่า มู่หรงเซวี่ยได้ก้าวข้ามผ่านกำแพงน้ำแข็งในใจเขามานานแล้ว นางยอมสละพลังปราณต้นกำเนิดเพื่อปกป้องเขาจากทัณฑ์สวรรค์เมื่อคราวก่อน จนทำให้ลมปราณย้อนกลับและบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้
มู่หรงเซวี่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่งามที่เคยทอประกายเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้กลับคลอหน่วงไปด้วยหยาดน้ำตา ความเปราะบางที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็นตลอดชีวิตการบำเพ็ญเพียร ถูกปลดเปลื้องออกมาต่อหน้าบุรุษผู้ทะนงตนผู้นี้
"ตัดขาด... หึ... เจ้าบอกว่าตัดขาด แต่ยามที่กระบี่ของพวกมันพุ่งเข้าใส่ข้า เหตุใดหัวใจของเจ้าจึงเต้นรัวจนปราณกระบี่แปรปรวนเล่า หลินฟาน?" นางแค่น1 ในลำคอ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงเผาะลงบนพื้นศิลา "ข้าเป็นเพียงเซียนผู้หนึ่งที่เดินบนเส้นทางฝืนลิขิตฟ้า... ข้าไม่เคยต้องการความสงสารจากใคร... แต่ข้า... ข้าไม่อาจทนเห็นเจ้าต้องแบกรับทัณฑ์สวรรค์ทั้งหมดไว้เพียงลำพังได้อีกแล้ว!"
สิ้นเสียงนั้น ร่างระหงของนางก็ทรุดฮวบลง ทว่าหลินฟานไวราวสายฟ้า มือหนาคว้าเอวบางของนางเข้ามารับไว้ได้ทัน กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของนางโชยปะทะนาสิก ผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ทำให้หัวใจที่ด้านชาของมหาเทพหนุ่มเกิดอาการกระตุกวูบอย่างรุนแรง
นี่ไม่ใช่ความอ่อนแอที่เขารังเกียจ แต่นี่คือ "หัวใจ" ที่นางยอมมอบให้เขาอย่างหมดสิ้น
"เจ้ามันโง่นัก... มู่หรงเซวี่ย" หลินฟานกระซิบเบาๆ ข้างใบหูของนาง น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวกลับเจือความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่ง มืออีกข้างของเขาแตะลงที่ชีพจรบนข้อมือเรียวเพื่อโคจรพลังปราณทิพย์บริสุทธิ์เข้าช่วยหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณที่เสียหายของนาง
มู่หรงเซวี่ยซบใบหน้าลงกับอกเสื้อที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและกลิ่นอายสงครามของเขา ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในอก ทลายกำแพงน้ำแข็งทั้งหมดที่นางสร้างขึ้นมาทั้งชีวิต นางหลับตาลงและเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาแทบกระซิบ
"หากความตายคือจุดจบของเส้นทางนี้... ข้าขอเพียงได้อยู่เคียงข้างกระบี่ของเจ้า... ถึงดับสูญก็ไม่เสียดาย"
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลง มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานกัน ทว่าความสงบนั้นดำรงอยู่ได้ไม่นาน...
*ครืนนนกกก—!*
ท้องนภายามค่ำคืนที่เคยไร้ดาว กลับถูกฉีกกระชากออกด้วยสายฟ้าสีทองคำม่วงขนาดมหึมา แรงกดดันระดับมหาเทพกดทับลงมาจนพื้นศิลาเบื้องล่างแตกร้าวเป็นใยแมงมุม พลังปราณกดดันที่น่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้บาดแผลภายในของมู่หรงเซวี่ยกำเริบจนนางกระอักเลือดคำโตออกมาอีกครั้ง
"พวกเขา... ตามมาเร็วเกินไป..." มู่หรงเซวี่ยเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เงาร่างนับร้อยปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านหมอกสายฟ้าเบื้องบน
หลินฟานค่อยๆ ประคองนางลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาของเขาไม่ได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเหี้ยมเกรียมอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมา เขาดึงกระบี่เทวะออกจากฝักอีกครั้ง คมกระบี่เปล่งประกายเจิดจ้าเสียดแทงผืนฟ้าจนเมฆหมอกสลาย
ทว่า ในวินาทีที่หลินฟานกำลังจะก้าวออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูเบื้องบนนั้นเอง... มือเรียวเย็นเฉียบของมู่หรงเซวี่ยกลับคว้าชายเสื้อของเขาไว้แน่น ร่างของนางสั่นสะท้านอย่างรุนแรงขณะที่กระซิบคำพูดที่ทำให้หลินฟานต้องชะงักงัน
"ระวัง... คนที่อยู่เบื้องหลัง... ไม่ใช่สำนักกระบี่สวรรค์..."
นางเว้นจังหวะไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยมองตรงไปยังเงาร่างลึกลับที่ก้าวออกมาจากสายฟ้าร่างสุดท้าย เงาร่างที่ถือครอง "กระบี่วิญญาณโลหิต" ซึ่งมีกลิ่นอายลมปราณที่หลินฟานคุ้นเคยยิ่งกว่าผู้ใด
"เขาคือ... อาจารย์ผู้ล่วงลับของเจ้า... ผู้อาวุโสไป๋หลี่ผู้ซึ่งควรจะดับสูญไปเมื่อร้อยปีก่อน!"
ขอขอบคุณท่านรี้ดผู้ร่วมทางทุกท่านที่ติดตามดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่และสัจธรรมนี้ด้วยกันนะครับ
เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า•ตอนที่ 26
น้ำตาของนางเซียน
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!