ความกดดันระดับที่สามารถบดขยี้กระดูกของยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณแท้จริงให้แหลกสลายในพริบตา กำลังแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งตำหนักร้อยกระบี่ สำนักเมฆาขาวในยามนี้มิได้เงียบสงบดั่งเช่นวันวาน หากแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดและควันหลงแห่งมหาสงครามที่กำลังจะอุบัติขึ้นในไม่ช้า
"เจ้ารู้หรือไม่... การชักกระบี่ออกจากฝักเพียงครึ่งนิ้วเมื่อครู่ มิใช่การข่มขู่ แต่เป็นการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการกับพันธมิตรหกสำนัก"
เสียงของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักเมฆาขาวดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัด หลินฟานยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องกลางวงล้อมของบรรดาผู้อำนวยการและยอดฝีมือที่เหลือรอด แววตาของเขาราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงใดๆ แม้แต่น้อย ร่างโปร่งในชุดคลุมสีขาวสะอาดปราศจากรอยเปื้อน แม้ผ่านศึกหนักมาหมาดๆ แต่กลับแผ่รัศมีแห่งความเย่อหยิ่งทระนงในวิถีกระบี่ออกมาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
"สงครามหรือ?" หลินฟานแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำกังวานราดรดลงบนจิตใจของผู้คนจนต้องสะดุ้งเฮือก "พวกมันเป็นเพียงมดปลวกที่บังอาจอาจหาญท้าทายกฎเกณฑ์แห่งเต๋า ต่อให้ยกกองกำลังมานับแสน หากกล้าเหยียบย่างเข้าสู่เขตแดนของสำนักเมฆาขาว ข้า หลินฟาน ผู้นี้ จะใช้กระบี่ในมือส่งพวกมันไปสู่ปรภพพร้อมกันทั้งหมด!"
คำกล่าวอันเย่อหยิ่งแต่ทรงพลังนี้ ทำให้บรรดาผู้อาวุโสถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้พวกเขาจะรู้ว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้คือผู้กลับชาติมาเกิดของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต แต่ภัยคุกคามจากหกสำนักใหญ่ที่ร่วมมือกันในครั้งนี้ หาใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้ง่ายๆ พวกมันเตรียมค่ายกลระดับบรรพกาลและศาสตราวุธวิญญาณมาพร้อมสรรพ เพื่อหวังจะกวาดล้างสำนักเมฆาขาวให้สิ้นซากในค่ำคืนนี้
ในขณะนั้นเอง ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพเซียนจำศีลก็ก้าวเข้ามาจากเงาของเสาหินศิลา มู่หรงเซวี่ย นางกวาดสายตามองหลินฟานด้วยแววตาที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง และเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยที่ถูกเก็บงำไว้ภายใต้ใบหน้าอันเย็นชาดั่งน้ำแข็ง นางยื่นมือเรียวบางออกไปสัมผัสด้ามกระบี่ที่ยังคงค้างอยู่ในฝักเพียงครึ่งนิ้วของเขาเบาๆ
"เจ้าบ้าระห่ำเกินไปแล้ว..." มู่หรงเซวี่ยเอ่ยเสียงแผ่วเบา มีเพียงเขากับนางเท่านั้นที่ได้ยิน "หกสำนักใหญ่มิได้มีดีแค่ชื่อ พวกมันมี 'กระบี่สะท้อนสุริยัน' ของบรรพจารย์เก่าแก่หนุนหลังอยู่... เจ้ามั่นใจเพียงใดกับการเผชิญหน้าครั้งนี้?"
หลินฟานหันกลับมาสบตากับนาง แววตาที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีกลับอ่อนแสงลงวูบหนึ่งอย่างหาได้ยากยิ่ง เขาเอื้อมมือไปกุมมือเรียวของนางไว้สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบที่เกิดจากความตึงเครียด แต่นางมิได้สะบัดหนี กลับปล่อยให้เขาถ่าย เทไออุ่นแห่งพลังปราณบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกายของนางอย่างเงียบๆ
"เซวี่ยเอ๋อร์..." หลินฟานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ในโลกหล้าแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้ มีบางสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง หากเราก้มหัวให้พวกมันครั้งหนึ่ง พรุ่งนี้กระดูกสันหลังของเราก็จะถูกหักจนไม่เหลือชิ้นดี การปกป้องสำนักมิใช่แค่หน้าที่ แต่มันคือการปกป้อง... สถานที่ที่เจ้าอยู่"
หัวใจของมู่หรงเซวี่ยกระตุกวูบ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านขึ้นมาในอก นางเป็นถึงเทพธิดาผู้สูงส่ง เย็นชาต่อบุรุษทุกคนในยุทธภพ แต่กลับยอมมอบหัวใจดวงนี้ให้แก่บุรุษผู้ทะนงตนในวิถีกระบี่ผู้นี้แต่เพียงผู้เดียว นางรู้ดีว่าคำพูดของเขาไม่ใช่การคุยโม้โอ้อวด แต่เป็นสัจธรรมที่ค้ำจุนด้วยพลังแห่งวิถีกระบี่ไร้พ่าย
"ถ้าเช่นนั้น..." มู่หรงเซวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อเรียกความสงบกลับคืนมา แววตาของนางเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวและเฉียบคมขึ้น "ข้าจะเคียงข้างเจ้า ตั้งค่ายกลกระบี่เมฆาเก้าชั้นฟ้า แม้จะต้องดับสูญวิญญาณสลาย ข้าก็จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนก้าวผ่านประตูสำนักเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว!"
"ดี!" หลินฟานพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น ประกายตากลมโตดุจดั่งพญาอินทรีทอแสงวาวโรจน์ เขาชักกระบี่ออกจากฝักจนสุดเสียง "ฉึ้ง!" เสียงคมดาบเสียดสีกับฝักดังสนั่นหวั่นไหว ปราณกระบี่พุ่งทะยานเสียดฟ้า ทะลวงทะะลุเมฆหมอกหนาทึบบนท้องนภาจนแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ รัศมีกระบี่สีทองอร่ามแผ่ขยายปกคลุมทั่วทั้งอาณาเขตของสำนักเมฆาขาว ราวกับมังกรสวรรค์ที่ตื่นจากการหลับใหล
บรรดาผู้อาวุโสและศิษย์ในสำนักต่างรู้สึกได้ถึงพลังปราณอันไร้ขีดจำกัดที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่าง พวกเขาประสานมือคำนับพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ความฮึกเหิมและจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ถูกจุดประกายขึ้นในอกของทุกคน
ภายนอกเขตแดนของสำนัก เมฆหมอกสีดำทะมึนเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงคำรามกึกก้องคล้ายเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นติดต่อกันไม่ขาดสาย กลิ่นอายของกองทัพนับพันจากหกสำนักใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ทุกที แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นแผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับปฐพีนี้กำลังจะล่มสลายลงในไม่ช้า
หลินฟานก้าวออกไปยืนตระหง่านอยู่ ณ จุดสูงสุดของหอคอยกระบี่เบื้องหน้า โดยมีมู่หรงเซวี่ยยืนเคียงข้างกายอย่างไม่ห่าง สายตาของเขาทอดมองไปยังขอบฟ้าอันมืดมิดที่ซึ่งกองกำลังมหาศาลกำลังพุ่งตรงเข้ามา
ทว่า... ในวินาทีที่เงาดำแรกของศัตรูเหยียบย่างเข้าสู่เขตแดนรังสีอาคมของสำนัก หลินฟานกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกองทัพเหล่านั้น—กลิ่นอายพลังอันชั่วร้ายที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง รัศมีปราณโลหิตที่เคยหายสาบสูญไปเมื่อหลายร้อยปีก่อนกำลังปรากฏขึ้นอีกครั้งจากเงามืดด้านหลังสุดของกองทัพศัตรู!
ดวงตาของหลินฟานหรี่แคบลงทันที รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก ขณะที่กระบี่ในมือส่งเสียงคำรามสั่นพะะงาบคล้ายกระหายเลือด
"ที่แท้... เจ้าก็ยังไม่ตายสินะ... ไอ้สุนัขแก่!"
[ตอนจบแบบ CLIFFHANGER HOOK]:
สิ้นเสียงคำรามของหลินฟาน ท้องฟ้าเบื้องบนก็ผ่าเปรี้ยงลงมาผืนดินแยกออกเป็นทางยาว เผยให้เห็นร่างในชุดคลุมสีดำสนิทที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกปิดด้วยหน้ากากกระดูกมาร และในมือของมันกำลังถือ... เศษกระบี่หักที่คุ้นเคย ซึ่งเป็นของบรรพจารย์ผู้ล่วงลับของสำนักเมฆาขาว!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "กระบี่ไร้ลักษณ์" เสมอมานะครับ
เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า•ตอนที่ 29
สงครามที่เลี่ยงไม่ได้
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!