"เศษเหล็กชั้นต่ำในมือเจ้า... สมควรถูกฝังลงไปพร้อมกับซากศพของเจ้าเสียตั้งแต่วันนี้"
เสียงของหลินฟานเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งกลางฤดูเหมันต์ นัยน์ตาของเขาไม่ได้สั่นไหวแม้แต่น้อยเมื่อเห็นเศษกระบี่บรรพชนอยู่ในมือศัตรู ทว่าภายในอกกลับประทุด้วยเพลิงโทสะที่ร้อนแรงยิ่งกว่าขุมนรก รัศมีกระบี่รอบกายเริ่มหมุนวนจนอากาศรอบข้างเกิดรอยร้าวราวกับกระจกที่กำลังจะแตกกระจาย
ร่างในชุดคลุมดำหัวเราะร่า เสียงหัวเราะแหลมสูงบาดหูราวกับเสียงโลหะขูดขีดกัน มันตวัดเศษกระบี่หักในมือขึ้นชี้หน้าหลินฟาน "มหาเทพกลับชาติมาเกิดงั้นรึ? เจ้าก็เป็นเพียงคนผู้หนึ่งที่ยึดติดกับอดีตที่ตายไปแล้ว! ดูสิว่าวิชากระบี่ของบรรพชนเจ้าจะคุ้มครองเจ้าได้หรือไม่ เมื่อข้าใช้มันทิ่มแทงหัวใจของเจ้าด้วยมือของข้าเอง!"
มู่หรงเซวี่ยขยับกายมายืนเคียงข้างหลินฟานอย่างเงียบเชียบ ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของนางสะบัดพลิ้วตามแรงกดดันของพลังปราณที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างในชุดคลุมดำ นางไม่กล่าววาจา แต่กระบี่โปร่งแสงในมือเริ่มสั่นไหวส่งเสียงครวญครางอย่างพร้อมเพรียง สายตาที่เย็นชาของนางมองตรงไปยังศัตรูด้วยจิตสังหารที่ยากจะปกปิด
"เจ้าถอยไปก่อนเซวี่ยเอ๋อร์" หลินฟานเอ่ยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงด้วยความเด็ดขาด "ค่ายกลสะท้านภพที่มันกางอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พลังที่ไหลเวียนอยู่ใต้ฝ่าเท้าเรากำลังถูกสูบกลืน หากข้าไม่ทำลายจุดเชื่อมต่อของมันเสียตอนนี้... ต่อให้เป็นเซียนกระบี่ขั้นบรรลุ ก็ยากจะรักษาชีวิตไว้ได้"
"ข้าไม่ถอย" มู่หรงเซวี่ยตอบสั้นๆ ดวงตางดงามคู่นั้นหันมาสบตาเขาเพียงชั่วครู่ "ชีวิตของข้าผูกไว้กับวิถีกระบี่ และวิถีกระบี่ของข้า... ก็ผูกไว้กับท่าน หากจะตาย ก็ขอตายในสมรภูมิเดียวกับท่าน"
หลินฟานนิ่งงันไปครู่หนึ่ง หัวใจที่ด้านชามานานนับพันปีกลับรู้สึกถึงไออุ่นเล็กๆ ที่แทรกซึมเข้ามา เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ "ได้ ถ้าเช่นนั้น เรามาแสดงให้คนผู้นี้เห็นกันว่า 'ค่ายกลสะท้านภพ' ที่มันโอ้อวดนักหนา จะพังทลายลงอย่างไรด้วยกระบี่ของพวกเรา"
สิ้นคำพูด หลินฟานสะบัดฝ่ามือ อักขระสีทองนับพันตัวพุ่งออกจากปลายนิ้วเข้าสู่ผืนดิน ท้องฟ้าที่เคยแยกออกเริ่มปิดตัวลงอย่างช้าๆ แต่ทว่ากลับแทนที่ด้วยมวลเมฆสีเลือดที่ก่อตัวเป็นรูปร่างของกระบี่ยักษ์นับหมื่นเล่มพุ่งตรงลงมาจากเบื้องบน
ร่างชุดคลุมดำชะงักกึก ความมั่นใจที่เคยมีเลือนหายไปแทนที่ด้วยความตื่นตระหนก "เจ้า... เจ้าคิดจะทำลายค่ายกลด้วยการฝืนกฎฟ้าดินงั้นรึ! เจ้าจะเอาชีวิตเข้าแลกหรืออย่างไร!"
"กฎฟ้าดินที่ผู้มีอำนาจขีดเขียนขึ้นมาเพื่อกดขี่ผู้อื่น ข้าไม่เคยเคารพ" หลินฟานกระชากเสียง กระบี่ในมือขวาของเขาปรากฏรัศมีสีครามเข้มรุนแรงจนเห็นเป็นเส้นสายพลังงานที่แท้จริง "หากต้องแลกด้วยชีวิตเพื่อล้างมลทินให้สำนักเมฆาขาวและทวงคืนเกียรติยศที่พวกเจ้าขโมยไป... ข้า หลินฟาน... ยินดีจะเผาผลาญวิญญาณตนเองให้เป็นเถ้าถ่าน!"
พริบตาถัดมา หลินฟานทะยานร่างขึ้นสู่กลางอากาศ พุ่งเข้าหาร่างในชุดคลุมดำราวกับพยัคฆ์เหินฟ้า มู่หรงเซวี่ยร่ายรำกระบี่ตามติด เส้นสายกระบี่ของนางเป็นดั่งสายน้ำที่ลื่นไหลแต่คมกริบดุจเพชร ทั้งสองประสานท่ากระบี่เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ราวกับเป็นจิตวิญญาณเดียวกันที่แยกออกมาในสองร่าง
"กระบี่ผสานใจ... สยบมารสะท้านพิภพ!"
คมกระบี่ของทั้งสองปะทะเข้ากับเศษกระบี่หักในมือศัตรู เกิดเป็นคลื่นพลังระเบิดออกไปรอบทิศทาง ต้นไม้ใบหญ้าในรัศมีร้อยลี้พินาศสิ้น พื้นดินถูกแหวกออกเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่ ร่างชุดคลุมดำคำรามด้วยความเจ็บปวดเมื่อพลังกระบี่ของหลินฟานพุ่งผ่านร่างมันไปราวกับอสนีบาต
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ความพินาศกำลังจะมาถึง ร่างชุดคลุมดำกลับแสยะยิ้มที่มุมปากภายใต้หน้ากากกระดูกมารนั้น มันเอื้อมมือซ้ายที่ว่างอยู่ออกมาคว้าเอาเศษกระบี่หักมาแทงเข้าที่หน้าอกตนเอง พร้อมกับเปล่งเสียงก้องกังวาน "หากข้าจะพ่ายแพ้... ก็จงพินาศไปพร้อมกับมิติแห่งนี้เถิด!"
ทันใดนั้นเอง มวลอากาศรอบกายหลินฟานและมู่หรงเซวี่ยเริ่มบิดเบี้ยว รอยแยกมิติจำนวนมากเปิดออกราวกับปากของอสูรร้ายที่หิวโหย สิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญไม่ใช่เพียงแค่ค่ายกลบนผืนดิน แต่คือค่ายกลกักขังมิติที่กำลังจะดูดกลืนวิญญาณของพวกเขาหายเข้าไปในความว่างเปล่าชั่วนิรันดร์
หลินฟานเบิกตากว้าง เขาหันไปมองมู่หรงเซวี่ยที่กำลังจะถูกรอยแยกมิติฉุดกระชากไป ร่างกายของนางเริ่มพร่าเลือนราวกับภาพวาดที่ถูกน้ำชะล้าง
"เซวี่ยเอ๋อร์!" หลินฟานตะโกนสุดเสียง ทิ้งกระบี่ในมือแล้วพุ่งตัวเข้าคว้าข้อมือนางไว้แน่น พลังปราณสายสุดท้ายถูกระดมออกมาจนเส้นเลือดทั่วร่างปูดโปน แต่ดูเหมือนว่าแรงดึงดูดของมิตินั้นจะแข็งแกร่งเกินกว่าที่มนุษย์จะต้านทานไหว
"อย่าปล่อยมือข้านะ..." มู่หรงเซวี่ยเอ่ยเสียงแผ่วเบา ใบหน้าที่เคยเย็นชาบัดนี้เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความอาวรณ์ "หากเราต้องจากกันที่นี่... ให้ข้าได้บอกความลับที่เก็บไว้ในใจตลอดมา..."
ในจังหวะที่โลกกำลังจะดับสูญและทุกอย่างกำลังจะล่มสลาย ร่างในชุดคลุมดำก็สลายกลายเป็นละอองทมิฬ แต่ทว่า... มีเสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆ จากเงามืดที่อยู่เหนือรอยแยกมิตินั้น เป็นเสียงที่หลินฟานจำได้แม่นยำยิ่งกว่าเสียงหัวใจตนเอง... เสียงของอาจารย์ที่ควรจะสิ้นชีพไปแล้วเมื่อร้อยปีก่อน!
"ศิษย์โง่เขลา... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าค่ายกลนี้ถูกสร้างมาเพื่อฆ่าเจ้า?"
หลินฟานตัวแข็งทื่อ ความจริงที่กำลังจะเปิดเผยอาจเปลี่ยนชะตากรรมของยุทธภพไปตลอดกาล...
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางวิถีกระบี่ไปกับข้า กระบี่ไร้ลักษณ์ นะครับ
เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า•ตอนที่ 30
ค่ายกลสะท้านภพ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!