โลหิต... ร้อนระอุยิ่งกว่าลาวา หยดติ๋ๆ ลงกระทบพื้นศิลาเบื้องล่างจนเกิดกลุ่มไอสีขาวพวยพุ่ง
"ตระกูลจ้าว... พวกเจ้าคิดว่าวิชาดาบผ่าหิมะสิบแปดกระบวนท่าจะสามารถหยุดยั้งวิถีกระบี่ของข้าได้จริงหรือ?"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพญามังกรในห้วงนรกภูมิ ดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขาอสูรโลกันตร์ หลินฟานยืนตระหง่านท่ามกลางซากปรักหักพังของค่ายกลอัคคีผลาญสวรรค์ อาภรณ์สีขาวสะอาดบัดนี้ถูกแต่งแต้มด้วยละอองเลือดสีชาดจนกลายเป็นสีแดงฉาน ทว่าแผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงดั่งยอดเขาไท่ซาน ไม่มีความหวาดหวั่น ไม่มีความลังเล มีเพียงจิตสังหารที่แผ่พุ่งจนมิติรอบกายบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น
เบื้องหน้าของเขาคือยอดฝีมือแห่งแดนชำระวิญญาณนับร้อยชีวิต ที่ต่างถือครองศาสตราวุธเรืองแสงสีฟ้าครามด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าของแต่ละคนซีดเผือดราวกับศพไร้ญาติยามเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น—ดวงตาที่สงบนิ่งราวกับบึงน้ำลึก แต่มันซ่อนพายุอารมณ์และคมกระบี่ที่พร้อมจะปลิดชีพพวกมันได้ทุกเมื่อ
"หลินฟาน! เจ้าอย่าได้ผยองจนเกินไปนัก แม้เจ้าจะบรรลุขอบเขตเซียนกระบี่ขั้นสมบูรณ์แล้ว แต่อย่าลืมว่าที่นี่คือเขตแดนบรรพกาล ผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสามกำลังจะมาถึง!" ผู้อำนวยการอาวุโสแห่งตระกูลจ้าวแผדเสียงคำรามด้วยความเคียดแค้น แม้ร่างกายจะสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ก็ตาม
หลินฟานแค่นเสียง "หึ" ออกมาเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยการดูแคลนอย่างถึงที่สุด
"ผู้อาวุโสสูงสุด? ต่อให้พวกมันลากสังขารก้าวเข้ามาในอาณาเขตกระบี่ของข้า ทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่ปุ๋ยบำรุงผืนแผ่นดินนี้เท่านั้น"
ชั่วพริบตานั้น รัศมีกระบี่สีทองอร่ามก็ระเบิดออกจากร่างของหลินฟาน รัศมีนี้มิใช่เพียงแค่พลังปราณธรรมดา แต่มันคือ "เจตจำนงแห่งเต๋ากระบี่" ที่ถูกหลอมรวมผ่านกาลเวลาอันยาวนานนับพันปีจากการกลับชาติมาเกิด ท้องนภากลับกลายเป็นสีดำสนิท สายฟ้าสีม่วงเข้มผ่าฟาดลงมาจากสรวงสวรรค์ราวกับเสียงคำรามของทวยเทพที่พิโรธ แรงกดดันระดับมหาเทพแผ่ขยายปกคลุมรัศมีร้อยลี้ ทำให้เหล่ายอดฝีมือตระกูลจ้าวทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นโดยพร้อมเพรียง กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นกรอบด้วยความเจ็บปวด
ในระยะไกลออกไป ท่ามกลางยอดสนสีเขียวขจีที่ถูกสายลมพัดไหว มู่หรงเซวี่ยยืนสง่างามอยู่บนยอดผาสูงชัน นางเอกสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับผ้าคลุมไหล่สีเงินยวง ใบหน้ารูปไข่ที่งดงามราวกับภาพวาดประดับด้วยความเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี ทว่านัยน์ตาคู่สวยกลับจับจ้องไปยังร่างของหลินฟานด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้น มือเรียวบางทั้งสองข้างกำด้ามกระบี่วิเศษในมือแน่นจนข้อต่องอขาว
*‘ฟานหลาง... เจ้ากำลังฝืนใช้พลังวิญญาณมากเกินไปอีกแล้วนะ...’* นางรำพึงรำพันในใจด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้ง นางรู้ดีว่าวิชา "กระบี่กระชากวิญญาณ" ที่เขาเรียกใช้ในยามนี้นั้น จะต้องแลกมาด้วยการเผาผลาญอายุขัยของตนเอง ทว่านางไม่อาจก้าวเข้าไปขัดขวางเขาได้ เพราะนางเข้าใจศักดิ์ศรีและความแค้นของบุรุษผู้นี้ดี ดั่งเช่นสุภาษิตยุทธ์ที่ว่า *‘ลูกผู้ชายย่อมล้างแค้นด้วยมือตนเอง’* หน้าที่ของนางในยามนี้ จึงไม่ใช่การปกป้องเขาจากเบื้องหน้า แต่เป็นการยืนหยัดอยู่เคียงข้าง และพร้อมที่จะระเบิดค่ายกลน้ำแข็งเก้าชั้นฟ้าเพื่อสังหารทุกคนที่กล้าคิดตลบหลังเขาต่างหาก
"รับกระบวนท่า..." หลินฟานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความปรานี
ร่างของเขากลายเป็นเงาสะท้อนสีเงินยวง พริบตาเดียวก็ปรากฏตัวขึ้นกลางวงล้อมของศัตรู ดาบกระชากวิญญาณในมือไม่ได้ถูกชักออกจากฝักจนสุด มีเพียงเสียง "กริ๊ก" เบาๆ ของคมดาบที่ขยับออกจากฝักเพียงหนึ่งนิ้ว ทว่าหนึ่งนิ้วนั้นกลับสร้างคลื่นกระบี่คมกริบผ่าผืนป่าออกเป็นสองส่วนยาวเหยียดนับพันเมตร!
ฉับพลัน! เลือดสาดกระเซ็นย้อมผืนป่าให้กลายเป็นสีชาด ศีรษะของยอดฝีมือตระกูลจ้าวสิบกว่าคนหลุดลอยขึ้นสู่ห้วงอากาศโดยที่พวกมันยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องด้วยซ้ำ ความเร็วของกระบี่นั้นเหนือล้ำยิ่งกว่ากาลเวลา ไ็เร็วจนแม้แต่กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินก็ยังไม่สามารถบันทึกภาพการเคลื่อนไหวของมันไว้ได้ทัน
"นี่มันวิชาอะไรกัน... อ้ากกกก!"
เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดผวาและเจ็บปวดดังระงมไปทั่วหุบเขาอสูรโลกันตร์ หลินฟานเคลื่อนไหวราวกับยมทูตแห่งความตาย ทุกย่างก้าวที่เขาลากผ่าน ทิ้งไว้เพียงร่างไร้วิญญาณและกลิ่นอายคาวเลือดที่คละคลุ้ง ทว่าแววตาของเขากลับยังคงว่างเปล่า ดั่งเช่นเซียนผู้ตัดขาดจากกิเลสทั้งปวง
ทว่า ในขณะที่การสังหารหมู่กำลังดำเนินไปถึงจุดสูงสุดนั้นเอง มิติเบื้องบนหัวของหลินฟานก็เกิดรอยแยกสีดำสนิทขนาดใหญ่ พลังปราณอันเก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแผ่พุ่งออกมาจนทำให้บรรยากาศรอบด้านหยุดนิ่ง ราวกับเวลาถูกแช่แข็ง
"เด็กน้อยตระกูลหลิน... เจ้ากำแหงเกินไปแล้ว!"
เสียงกึกก้องกังวานดั่งระฆังทองจากห้วงมิติที่ลึกที่สุดดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างของชายชราในชุดคลุมสีทองโบราณที่ก้าวออกมาจากรอยแยกมิติ รัศมีพลังของชายชราผู้นี้เหนือล้ำกว่ายอดฝีมือตระกูลจ้าวก่อนหน้าอย่างเทียบไม่ติด เขาก็คือหนึ่งในบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักดาบสวรรค์เก้าฟ้า ผู้บรรลุขอบเขตเซียนแท้จริงขั้นปลาย!
บรรพบุรุษตระกูลจ้าวกวาดตามองซากศพของลูกหลานตนเองด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปนบนใบหน้า ดวงตาทั้งคู่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้น
หลินฟานหยุดฝีมือลงเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองเงาร่างชราภาพเบื้องบน มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่เกรงกลัว
"สมควรตายในที่สุดก็โผล่หัวออกมาเสียที..." หลินฟานกระซิบเบาๆ มือขวาที่ถือดาบกระชากวิญญาณเริ่มสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นเร้าใจของสายเลือดนักรบที่ร่ำร้องต้องการคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ
มู่หรงเซวี่ยที่อยู่บนยอดผาไกลออกไป หัวใจกระตุกวูบทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันน่ากลัวของบรรพบุรุษตระกูลจ้าว นางยกมือขึ้นประสานอินทร์ลับเตรียมพร้อมจู่โจมทันที หากหลินฟานเพลี่ยงพล้ำแม้แต่น้อย นางจะยอมละเมิดกฎเหล็กแห่งสำนักเมฆาขาวเพื่อแผดเผาจิตวิญญาณของตนเองช่วยเหลือเขา
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้ขยับตัว จู่ๆ รอยแยกมิติที่สองก็ปรากฏขึ้นด้านหลังของหลินฟานอย่างไร้สุ้มเสียง... พร้อมกับคมกระบี่สีดำสนิทเล่มหนึ่งที่แทงทะลุความว่างเปล่า พุ่งตรงเข้าสู่จุดตายกลางหลังของเขาโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า!
ขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางวิถีกระบี่ไปกับข้า กระบี่ไร้ลักษณ์ นะครับ
เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า•ตอนที่ 32
ดาบกระชากวิญญาณ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!