"รุกคืบสามฉาก... ถอยหลังหนึ่งก้าว... เคล็ดวิชานี้ของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย ช่างเปรียบเสมือนสตรีที่แสร้งทำเป็นอ่อนข้อให้บุรุษตายใจ ทว่าแท้จริงแล้วกลับซ่อนพิษร้ายไว้ที่ปลายลิ้นกระบี่... น่าขันสิ้นดี"
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจกดดันอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันราวกับป่าช้าของลานประลองสำนักกระบี่เทวะ
สายตาทุกคู่บนอัฒจันทร์ต่างจับจ้องไปยังร่างในชุดคลุมสีดำสนิทของ หลินฟาน ดวงตาของเขาสะท้อนประกายกระบี่คมกริบราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามรัตติกาล ใบหน้าหล่อเหลานั้นไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงความเย่อหยิ่งทระนงในวิถีกระบี่ที่ผู้ใดก็มิอาจสั่นคลอนได้
รอบกายของเขาในยามนี้ อัดแน่นไปด้วยจิตสังหารอันบริสุทธิ์ที่แผ่พุ่งออกมาเป็นระลอกคลื่นสีคราม เม็ดฝนที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้ายังไม่ทันได้สัมผัสถึงตัวเขา ก็ถูกพลังปราณกระบี่ที่หมุนวนรอบร่างตัดขาดสะบั้นจนกลายเป็นละอองไอน้ำพวยพุ่ง
"หลินฟาน! เจ้าอย่าได้ลำพองใจจนเกินไปนัก!"
ผู้อาวุโสพรรคพยัคฆ์เมฆาผู้หนึ่งตบโต๊ะลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความแค้นเคือง พลังปราณขอบเขตราชันย์ขั้นสมบูรณ์ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไร้ความเกรงใจ แรงกดดันระดับนี้เพียงพอที่จะทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปกระอักเลือดได้ในพริบตา แต่มันกลับทำได้เพียงทำให้ชายหนุ่มผู้ยืนอยู่เบื้องล่างขยับชายเสื้อน้อยนิดเท่านั้น
หลินฟานมิได้ชายตามองผู้อาวุโสผู้นั้นแม้แต่น้อย สมาธิทั้งหมดของเขาถูกจดจ่ออยู่กับกระบี่หักในมือที่ส่งเสียงร้อง 'ฮัม' เบาๆ ราวกับกระหายเลือด
"ขอบเขตราชันย์... ในสายตาของข้า มันก็เป็นเพียงแค่สุนัขที่เห่าหอนเสียงดังกว่าตัวอื่นเท่านั้น" หลินฟานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำกลับบาดลึกเข้าไปในจิตใจของผู้ฟังราวกับมีดคม
"บังอาจ!"
ร่างของผู้อาวุโสพรรคพยัคฆ์เมฆาพุ่งทะยานออกไปราวกับสายฟ้าแลบ ฝ่ามือหุ้มด้วยปราณอัคคีทมิฬหมายจะแผดเผาหลินฟานให้มอดไหม้ในกระบวนท่าเดียว แรงลมจากการเคลื่อนไหวทำให้อินธนูหินรอบลานประลองแตกละเอียดเป็นผุยผง
เหล่ายอดฝีมือสำนักต่างๆ ที่มาร่วมชมการประลองต่างสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บางคนถึงกับหลับตาลงด้วยความเวทนา เพราะคิดว่าเด็กหนุ่มผู้เย่อหยิ่งผู้นี้คงไม่พ้นต้องกลายเป็นเถ้าธุลี
ทว่า... มีเพียงผู้เดียวที่ยังคงสงบนิ่งดั่งสายน้ำ
มู่หรงเซวี่ย ที่นั่งอยู่บนระเบียงชั้นบนสุดของหอชมจันทร์ นางมิได้แสดงความกังวลออกมาแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อคู่งามจ้องมองไปยังแผ่นหลังของหลินฟานด้วยความลึกซึ้ง หัวใจของนางเต้นระรัวมิใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะนางรู้ดีว่า... วินาทีที่กระบี่เล่มนั้นขยับ โลกหล้าจะต้องสั่นสะเทือน
*ฉึบ!*
เสียงแหวกอากาศแผ่วเบาดั่งเสียงใบไม้ไผ่กระทบกัน ทว่ากลับชัดเจนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคน
หลินฟานไม่แม้แต่จะหันไปมอง เขาเพียงแค่ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าครึ่งก้าว ร่างกายเอี้ยวตัวหลบเปลวเพลิงทมิฬได้อย่างเฉียดฉิวราดกับปาฏิหาริย์ พร้อมกันนั้น นิ้วเรียวยาวก็ดีดลงบนตัวกระบี่หักเบาๆ
*เปรี้ยง!*
คลื่นกระบี่สีครามเข้มระเบิดออกเป็นรูปดอกบัวสวรรค์เกี๋ยวยอด อานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งทะยานตัดผ่านร่างของผู้อาวุโสพรรคพยัคฆ์เมฆาในพริบตา กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ผู้อาวุโสผู้นั้นชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกโพ้าง ริมฝีปากอ้าค้างราวกับต้องการจะกล่าวสิ่งใด แต่มันไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว...
เส้นบางๆ สีแดงปรากฏขึ้นกลางลำตัว ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ร่วงหล่นลงกระแทกพื้นลานประลองท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมไปทั่วสารทิศ เลือดสีแดงฉานไหลนองปะปนกับสายฝน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ไม่มีใครกล้าหายใจดัง ทุกสายตาดั่งถูกตรึงไว้กับภาพตรงหน้า ทักษะกระบี่เมื่อครู่... มันคือกระบวนท่าอันใดกัน? ไร้ซึ่งร่องรอย ไร้ซึ่งการตั้งท่า ทว่ากลับเด็ดชีพยอดฝีมือขอบเขตราชันย์ได้ภายในกระบวนท่าเดียว!
หลินฟานเก็บกระบี่เข้าฝักช้าๆ สีหน้าของเขาไม่ปรากฏความยินดีหรือระคนความตื่นเต้นแม้แต่น้อย ราวกับเขาเพียงแค่ปัดฝุ่นออกจากบ่าเท่านั้น
"ยังมีผู้ใด... ที่คิดจะสั่งสอนวิถีกระบี่ให้แก่ข้าอีกหรือไม่?"
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามออกไปอย่างแผ่วเบา ทว่ากลับดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา สะท้อนกลับไปมานับร้อยรอบราวกับเสียงคำรามของมังกรฟ้า
เหล่าผู้อาวุโสและเจ้าสำนักน้อยใหญ่ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจแรง ความทะนงตนของพวกมันในยามนี้ได้ถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดีด้วยกระบี่เดียวของเด็กหนุ่มผู้นี้
บนหอชมจันทร์ มู่หรงเซวี่ยคลี่ยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มจนทำให้ดอกไม้ทั่วทั้งหุบเขาต้องอับAอาย นางลุกขึ้นยืนช้าๆ เตรียมจะก้าวออกไปหาบุรุษผู้เป็นเจ้าของดวงใจ
ทว่า... ก่อนที่ฝีเท้าก้าวแรกของนางจะสัมผัสถึงพื้นระเบียบ บรรยากาศโดยรอบก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นหนתเหน็บถึงขั้วกระดูก
ท้องฟ้าที่มืดครึ้มอยู่แล้วเพราะเมฆฝน กลับถูกย้อมด้วยสีม่วงเข้มอย่างกะทันหัน อสายฟ้าสีทองคำบริสุทธิ์สายหนึ่งผ่าลงมาจากใจกลางมิติราวกับกิ่งไม้ขนาดยักษ์ ฉีกกระชากท้องนภากว้างออกเป็นสองเสี่ยง!
แรงกดดันระดับที่ทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยวแผ่ซ่านลงมาจากเบื้องบน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปถึงจิตวิญญาณของทุกคน
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นเด็กหน้าร่นที่อวดดีเสียจริง คิดว่าบรรลุวิถีกระบี่เดรัจฉานนั่นแล้ว จะไร้เทียมทานในใต้หล้าอย่างนั้นรึ?"
สิ้นเสียงหัวเราะ ร่างในชุดคลุมสีทองอร่ามประดับลวดลายดาราจักรก็ก้าวเท้าเดินออกมาจากรอยแยกมิติที่ฉีกขาด โดยมีเงาสีดำทะมันทอดยาวอยู่เบื้องหลังนับหมื่นร่าง... และสิ่งที่ทำให้หลินฟานต้องหรี่ตาลงอย่างเคร่งขรึม เป็นครั้งแรกในรอบวันนี้ ก็คือป้ายหยกประจำตัวที่ห้อยอยู่เอวของแขกผู้มาเยือนใหม่—ป้ายหยกของ "แดนเซียนนิรันดร์" ที่ไม่ควรจะปรากฏขึ้นในโลกมนุษย์!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานไปในวิถีกระบี่อันไร้พ่ายนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า•ตอนที่ 16
ดาบพิฆาตมารร่ายรำ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!