"ฮ่าๆๆๆ! หลินฟาน! ข้าตามหาตัวเจ้าพบแล้ว! วันนี้แหละคือวันตายของคู่รักเซียนกำมะลออย่างพวกเจ้า!"
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วหุบผาอัสดง แรงกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แผ่พุ่งกดทับจนบรรยากาศรอบด้านบิดเบี้ยว ร่างของผู้อาวุโสไป๋ซานปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มหมอกสีชาด ดวงตาของมันเต็มไปด้วยจิตสังหารและความเคียดแค้นชิงชังที่สะสมมานาน
ทว่า หลินฟานกลับมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เขายืนไขว่หラスองมือ สีหน้ายังคงราบเรียบราวน้ำในบึงลึก สายตาที่ทอดมองไปยังผู้อาวุโสไป๋ซานมิได้มีความหวาดกลัวแต่อย่างใด ราวกับกำลังมองดูสุนัขตัวหนึ่งที่กำลังเห่าหอนอย่างไร้ค่า
"ไป๋ซาน... เจ้าคิดว่าการซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังเงาของนิกายมาร จะทำให้ความชั่วช้าที่เจ้ากระทำถูกลบเลือนไปได้กระนั้นหรือ?" เสียงทุ้มนุ่มแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น
"เหลวไหล! หลินฟาน เจ้ามันก็แค่เด็กเมื่อวานซืน บังอาจกล่าวหาผู้อาวุโสเช่นข้า นิกายพิทักษ์ธรรมของเรารักษาความยุติธรรมมาเนิ่นนาน วันนี้ข้าจะใช้กระบี่ในมือเฉือนหัวใจเต้นระส่ำของเจ้าออกมาบูชาฟ้าดิน!" ไป๋ซานแผดเสียงคำรามด้วยความร้อนรน พิรุธฉายชัดผ่านนัยน์ตาที่วูบไหว แม้ปากจะปฏิเสธเสียงแข็ง แต่เหงื่อกาฬกลับผุดพรายขึ้นตามขมับ
ข้างกายของหลินฟาน มู่หรงเซวี่ยก้าวออกมาครึ่งก้าว อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ต้องสายลมจนพลิ้วไหว นางไม่แม้แต่จะชายตากล่อมมองไป๋ซาน รัศมีไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกรอบกาย นางฟ้าแห่งสำนักเมฆาขาวผู้นี้กำด้ามกระบี่ในมือแน่น เสียงกระบี่สั่นระริกเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงจิตสังหารอันบริสุทธิ์ของนายหญิง
"สุนัขรับใช้เผ่ามารเช่นเจ้า สมควรถูกชำระล้างด้วยโลหิต" เสียงของมู่หรงเซวี่ยดั่งน้ำค้างแข็งในฤดูเหมันต์ นางมิได้เอמהคำไร้สาระให้มากความ เพราะสำหรับนางแล้ว คนทรยศต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์และขายความลับแดนเซียนให้แก่มารทมิฬ สมควรมีจุดจบเพียงสถานเดียวคือความตาย
"หึ! ปากดีนัก! ถือว่าพวกเจ้ามีฝีมือไม่เบาที่กำจัดหน่วยสอดแนมของเราได้ แต่คิดว่าคนสองคนจะต่อกรกับค่ายกลวิญญาณโลหิตที่ข้าเตรียมไว้หรือ!"
ไป๋ซานสะบัดแขนเสื้อ ทันใดนั้น อักขระโบราณสีเลือดนับพันก็ผุดขึ้นจากพื้นดินรอบหุบผาอัสดง แสงสีแดงฉานพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อตัวเป็นโดมพลังงานมหึมาปิดกั้นเส้นทางหลบหนีทั้งหมด กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ กดทับลมปราณในร่างกายของผู้อยู่ในอาณาเขตให้ติดขัด
นี่คือค่ายกลต้องห้ามที่ใช้ชีวิตของผู้อำเพ็ญเพียรนับร้อยเป็นเครื่องสังเวย!
หลินฟานหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยและน่าสะอิดสะเอียน—กลิ่นอายของนิกายมารโลหิต นิกายที่ครั้งอดีตชาติเคยถูกเขาเหยียบย่ำจนราบคาบ แต่บัดนี้กลับมาฟื้นคืนชีพอีกครั้งในดินแดนเบื้องล่างแห่งนี้ผ่านหนอนบ่อนไส้
"ไป๋ซาน เจ้ากล้าใช้ศิษย์ร่วมสำนักและเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์เป็นเครื่องเซ่นสังเวยค่ายกลมาร เพื่อแลกกับทรัพยากรที่พวกมันหยิบยื่นให้ ความโลภบังตาจนเจ้าสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปสิ้นซ้ำ" หลินฟานก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แรงกดดันจากค่ายกลโลหิตที่หนักอึ้งกลับมิอาจระคายผิวหนังของเขาแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นปัดอากาศเบาๆ ราวกับปัดปัดฝุ่นละออง
"เจ... เจ้าทำลายแรงกดดันของค่ายกลได้ง่ายดายเช่นนี้ได้อย่างไร!" ไป๋ซานเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ข้อมูลที่มันได้รับบอกว่าหลินฟานเป็นเพียงยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่โดดเด่น เหตุใดพลังของอีกฝ่ายจึงราวกับไร้ขีดจำกัดเช่นนี้?
"ความรู้ตื้นเขินของเจ้า จะเข้าใจวิถีแห่งฟ้าดินได้อย่างไร" หลินฟานแค่นเสียง "วันนี้ ข้าจะมิได้เพียงแค่ปลิดชีพเจ้า แต่ข้าจะ 'เปิดโปงความโสมม' ทุกอย่างที่เจ้าซุกซ่อนไว้ใต้พรมตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาให้โลกได้ประจักษ์"
สิ้นคำพูด หลินฟานดีดนิ้วมือครั้งหนึ่ง
พรึบ!
ม้วนคัมภีร์หนังอสูรโบราณเล่มหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ มันเปล่งแสงสีทองสว่างวาบท่ามกลางโดมค่ายกลสีเลือด อักขระบนคัมภีร์หมุนวนด้วยความเร็วสูง ก่อนจะฉายภาพเหตุการณ์ทั้งหมดออกมาเป็นภาพจำลองขนาดใหญ่บนท้องฟ้าเสมือนจอตาดวงอาทิตย์
ภาพแรกที่ปรากฏขึ้นคือ ห้องลับใต้ดินที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายมาร ไป๋ซานกำลังยื่นห่อหุ้มตำราลับสุดยอดของสำนักพิทักษ์ธรรมให้กับบุรุษสวมหน้ากากมาร พร้อมกับรับถุงสมบัติบรรดาเม็ดโอสถวิญญาณระดับสูงเข้ากระเป๋า
ภาพที่สอง คือเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อน ไป๋ซานลอบวางยาพิษใส่สายโลหิตของผู้อาวุโสใหญ่ เพื่อแย่งชิงตำแหน่งผู้อำนวยการคลังสมบัติ
ภาพที่สาม และภาพอื่นๆ อีกมากมาย ทยอยฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงสนทนาอันชั่วร้าย แผนการทรยศ และหลักฐานมัดตัวแน่นหนาทุกประการ ถูกเปิดเผยต่อหน้าแสงสว่างอย่างไร้ที่ซ่อนเร้น
"ม... ไม่จริง! นั่นมันภาพลวงตา! พวกเจ้าใส่ร้ายข้า!" ไป๋ซานกรีดร้องสุดเสียง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว สติสัมปชัญญะของมันขาดผึ่งเมื่อเห็นสายตาของผู้คนที่เริ่มมองมาด้วยความรังเกียจและเคียดแค้น แม้ว่าที่นี่จะมีเพียงมันกับคู่รักหลินฟาน แต่คัมภีร์ชิ้นนี้กำลังถ่ายทอดภาพเหล่านี้ไปยังกระจกส่องวิญญาณทั่วทั้งยุทธภพ!
มู่หรงเซวี่ยปรายตามองสภาพอันน่าสมเพชของไป๋ซานอย่างเยชา นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "คนทรยศต่อฟ้าดินและคุณธรรม มักมีจุดจบที่น่าสมเพชเช่นนี้เสมอ"
"ถูกต้อง" หลินฟานพยักหน้ารับ รัศมีกระบี่รอบกายเริ่มหมุนวน คมดาบที่ยังไม่ได้ชักออกจากฝักส่งเสียงคำรามก้องฟ้า "ไป๋ซาน ความตายยังน้อยเกินไปสำหรับความผิดของเจ้า แต่ข้าจะให้โอกาสเจ้าได้ลิ้มรสความรู้สึกของการถูกตัดขาดจากวิญญาณทีละส่วน"
หลินฟานก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวสร้างแรงสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว ไป๋ซานพยายามจะหลบหนี แต่มันกลับพบว่าร่างกายของตนถูกตรึงไว้ด้วยจิตกระบี่อันไร้ลักษณ์อย่างสมบูรณ์แบบ มันขยับไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว!
ทันใดนั้นเอง ในขณะที่ปลายกระบี่ของหลินฟานกำลังจะแตะลงบนหว่างคิ้วของไป๋ซาน เพื่อรีดเค้นความลับเบื้องหลังของนิกายมารที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้น...
ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยถูกปิดกั้นด้วยค่ายกลโลหิตก็พลันฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยเสียงคำรามก้องกังวานราวกับเสียงฟ้าผ่ากลางฤดูหนาว!
พลังปราณระดับตำนานที่เหนือกว่าขอบเขตหลอมรวมวิญญาณพุ่งทะยานลงมาปักหลักตรงหน้าหลินฟานอย่างกะทันหัน แรงกระแทกนั้นทำให้พื้นดินรอบรัศมีร้อยลี้ทรุดฮวบลงทันที!
ร่างในชุดคลุมสีดำสนิท ปักลายอสูรเก้าหัวปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่แฝงไปด้วยจิตสังหารระดับสะท้านฟ้าดิน
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมเสียจริง หลินฟาน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า... การกำจัดสุนัขรับใช้ตัวนี้ จะทำให้แผนการของพวกเราสะดุดลงได้?"
ร่องรอยความประหลาดใจปรากฏขึ้นในดวงตาของหลินฟานเป็นครั้งแรก ขณะที่มู่หรงเซวี่ยขยับตัวเข้ามาขนาบข้าง พร้อมชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งหนึ่งเพื่อเตรียมรับมือกับมหันตภัยที่แท้จริงซึ่งเพิ่งก้าวเข้ามาสู่สนามรบแห่งนี้...
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า•ตอนที่ 18
เปิดโปงความโสมม
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!