เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า•ตอนที่ 21

เดินทางสู่แดนรกร้าง

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
ความตาย… มิใช่จุดสิ้นสุดของเต๋า แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นของบททดสอบบทใหม่ที่โหดร้ายยิ่งกว่า กลิ่นอายโลหิตจางๆ ยังคงลอยอวลอยู่บนปลายนิ้ว ทว่าเบื้องหน้าของหลินฟานในยามนี้ หาใช่ลานประลองนองเลือดของตระกูลใหญ่ไม่ หากแต่เป็นขอบเหวแห่ง “แดนรกร้างอสูรผลาญ” ดินแดนอาถรรพ์ที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณยังต้องทอดถอนหายใจด้วยความหวาดกลัว เบื้องล่างคือหุบเหวไร้ก้นบึ้งที่มีหมอกควันสีชาดพวยพุ่งราวกับวิญญาณนับล้านกำลังร่ำไห้คร่ำครวญ ลมปราณรอบกายแปรปรวนอย่างรุนแรง ราวกับฟ้าดินกำลังปฏิเสธการมีอยู่ของผู้ฝึกตน “เส้นทางสู่ศิลาเซียนบรรพกาล… มีเพียงผู้ที่กล้าเหยียบย่างข้ามผ่านซากศพของตนเองเท่านั้นจึงจะสัมผัสมันได้” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน หลินฟานยืนไขว่ห้วงแขน อาภรณ์สีดำสนิทสะบัดพลิ้วตามแรงพายุหมุนเบื้องล่าง แววตาของเขาคมกริบดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งได้รับการเจียระไน ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความลังเล มีเพียงความทะนงตนของผู้บรรลุวิถีกระบี่ที่เหนือกว่าฟ้าดิน “เจ้าแน่ใจแล้วหรือ… ว่าจะก้าวเข้าไป” น้ำเสียงเย็นเยียบดั่งหยกน้ำแข็งดังขึ้นจากด้านหลัง มู่หรงเซวี่ยก้าวเดินออกมาจากเงาไม้โบราณ นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศอันอัปมงคลรอบด้าน ใบหน้างามล้ำเลิศราวกับภาพวาดประดับด้วยความเย็นชาตามวิสัยของเทพธิดาสำนักเมฆาขาว ทว่าในแววตาคู่สวยนั้นกลับซ่อนความห่วงใยไว้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งมีเพียงหลินฟานเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เห็น หลินฟานไม่หันกลับไปมอง นางยังคงยืนนิ่ง ทอดสายตาไปยังเบื้องหน้า “ความตายไม่เคยน่ากลัวสำหรับข้า… สิ่งที่น่ากลัวคือการมีชีวิตอยู่โดยไม่สามารถปกป้องสิ่งที่สมควรปกป้องได้ต่างหาก” หลินฟานกล่าวเรียบๆ ทว่าทุกคำหนักแน่นดั่งค้อนเหล็กที่ทุบลงบนแผ่นศิลา มู่หรงเซวี่ยเม้มริมฝีปากบางเฉียบของนางเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ นางรู้จักชายผู้นี้ดี… หลินฟานเป็นคนเย่อหยิ่ง จองหอง และมักจะแบกรับทุกสิ่งไว้บนบ่ากว้างเพียงลำพังเสมอ แต่ทุกการกระทำของเขากลับเต็มไปด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้งเกินกว่าผู้ใดจะเข้าใจ นางก้าวเข้ามาประชิดเบื้องหลังเขาอย่างเงียบเชียบ ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมไปแตะชายผ้าอาภรณ์ของเขาไว้ “ถ้าเช่นนั้น… ข้าจะร่วมทางไปกับเจ้า” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความราบเรียบ แต่แฝงความเด็ดเดี่ยวไว้อย่างเต็มเปี่ยม “ไม่ว่าเบื้องหน้าจะเป็นหุบเหวอสูรหรือทัณฑ์สวรรค์ ข้า… จะไม่ยอมให้เจ้าต้องเผชิญหน้ามันเพียงลำพังเด็ดขาด” หลินฟานชะงักไปเล็กน้อย เขาก้มมองปลายนิ้วที่แตะอยู่บนชายผ้า ก่อนจะแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ขัดกับฉายามารกระบี่ของเขาโดยสิ้นเชิง “โง่เขลา… แดนรกร้างแห่งนี้อันตรายเกินกว่าที่สำนักเมฆาขาวจะจินตนาการได้” หลินฟานเอ่ยเสียงอ่อนลงเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว “ต่อให้ต้องดับสูญวิญญาณ ข้าก็หาได้หวาดกลัวไม่… ขอเพียงได้เคียงข้างท่าน” มู่หรงเซวี่ยเงยหน้าสบตาเขา แววตานั้นมั่นคงดั่งภูผา ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย หลินฟานพยักหน้ารับช้าๆ เขารู้ดีว่าไม่อาจห้ามนางได้ และลึกๆ ในใจ เขาก็ยินดีที่มีนางคอยเคียงบ่าเคียงไหล่ในเส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนามนี้ “ถ้าเช่นนั้น จงระวังตัวให้ดี” ทันใดนั้น บรรยากาศรอบกายก็เปลี่ยนแปรไปในพริบตา! *ตูมมมม!* พื้นดินเบื้องล่างสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น หมอกสีชาดที่เคยลอยอلبนหุบเหวกลับพวยพุ่งขึ้นมาราวกับคลื่นยักษ์ กลิ่นอายโบราณที่กดดันจนแทบกระอักเลือดแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ อักขระโบราณสีทองนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นกลางอากาศ บดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิด ราวกับค่ายกลมหาประลัยกำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลนับหมื่นปี “ระวัง! มีบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวขึ้นมาจากใต้พิภพ!” หลินฟานตวาดก้อง ร่างกายทะยานถอยหลังพร้อมกับชักกระบี่ประจำกายออกจากฝัก เสียงคมกระบี่เสียดสีกับฝักดัง *กริ๊ง* กังวานบาดแก้วหู แสงสีครามเจิดจ้าสาดส่องขับไล่ความมืดมิดรอบด้านในรัศมีสิบวา มู่หรงเซวี่ยไม่รอช้า นางสะบัดมือเบาๆ กระบี่หิมะรุ้งปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ ปรากฏไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนหยดน้ำค้างในอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นกราว เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสอง ปรากฏเงาร่างมหึมาของสัตว์อบรรพกาล ดวงตาสีแดงฉานขนาดเท่ากงล้อส่องประกายอำมหิต ทั่วร่างปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำสนิทที่สะท้อนแสงประหลาด มันส่งเสียงคำรามก้องจนฟ้าดินแทบแตกสลาย แรงกดดันระดับขอบเขตราชันย์อสูรแผ่พุ่งเข้าใส่พวกเขาทราบซึ้งถึงกระดูกดำ “ฮ่าๆๆๆ… มนุษย์ตัวน้อย กล้าดียังไงถึงบุกรุกเข้ามาในเขตแดนของบรรพกาล!” เสียงคำรามก้องกังวานดั่งฟ้าผ่า ดังสะท้อนไปทั่วหุบเหว หลินฟานหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีฆ่าฟันพวยพุ่งออกจากร่างจนใบไม้รอบบริเวณปลิวว่อน เขาไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือนต่อแรงกดดันระดับราชันย์อสูรแม้แต่น้อย มือที่ถือกระบี่มั่นคงดั่งขุนเขา “สัตว์เดรัจฉาน… ต่อให้เจ้าจะเป็นอสูรบรรพกาลหรือเซียนสวรรค์ หากขวางทางที่ข้าจะไป แม้แต่ฟ้าดิน ข้าก็ยังกล้าผ่า!” หลินฟานก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พลังปราณทั่วร่างระเบิดออก รัศมีกระบี่พุ่งทะยานเสียดฟ้า ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะเหวี่ยงกระบี่ออกไปเพื่อเปิดฉากสังหารนั้นเอง สายลมรอบกายก็หยุดนิ่งลงอย่างกะทันหัน… เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงตรงหน้าสัตว์อบรรพกาลมหึมานั้นราวกับภูตผี มือข้างหนึ่งของบุคคลผู้นั้นแตะอยู่ที่หัวของอสูรบรรพกาลเบาๆ ราวกับลูบหัวสุนัขเลี้ยงตัวโปรด “หลินฟาน… เจ้ายังอ่อนหัดเกินกว่าจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของ ‘ศิลาเซียน’ เจ้าค่ะ” น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจจนหัวใจของหลินฟานกระตุกวูบดังขึ้น บุคคลผู้นั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มเย้ยหยันภายใต้หมวกคลุม… เป็นใบหน้าที่ทำให้ดวงตาของหลินฟานเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปี! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงเซียนไปด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%