ความตาย… มิใช่จุดสิ้นสุดของเต๋า แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นของบททดสอบบทใหม่ที่โหดร้ายยิ่งกว่า
กลิ่นอายโลหิตจางๆ ยังคงลอยอวลอยู่บนปลายนิ้ว ทว่าเบื้องหน้าของหลินฟานในยามนี้ หาใช่ลานประลองนองเลือดของตระกูลใหญ่ไม่ หากแต่เป็นขอบเหวแห่ง “แดนรกร้างอสูรผลาญ” ดินแดนอาถรรพ์ที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณยังต้องทอดถอนหายใจด้วยความหวาดกลัว เบื้องล่างคือหุบเหวไร้ก้นบึ้งที่มีหมอกควันสีชาดพวยพุ่งราวกับวิญญาณนับล้านกำลังร่ำไห้คร่ำครวญ
ลมปราณรอบกายแปรปรวนอย่างรุนแรง ราวกับฟ้าดินกำลังปฏิเสธการมีอยู่ของผู้ฝึกตน
“เส้นทางสู่ศิลาเซียนบรรพกาล… มีเพียงผู้ที่กล้าเหยียบย่างข้ามผ่านซากศพของตนเองเท่านั้นจึงจะสัมผัสมันได้”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน หลินฟานยืนไขว่ห้วงแขน อาภรณ์สีดำสนิทสะบัดพลิ้วตามแรงพายุหมุนเบื้องล่าง แววตาของเขาคมกริบดั่งคมกระบี่ที่เพิ่งได้รับการเจียระไน ไม่มีความหวาดกลัว ไม่มีความลังเล มีเพียงความทะนงตนของผู้บรรลุวิถีกระบี่ที่เหนือกว่าฟ้าดิน
“เจ้าแน่ใจแล้วหรือ… ว่าจะก้าวเข้าไป”
น้ำเสียงเย็นเยียบดั่งหยกน้ำแข็งดังขึ้นจากด้านหลัง มู่หรงเซวี่ยก้าวเดินออกมาจากเงาไม้โบราณ นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศอันอัปมงคลรอบด้าน ใบหน้างามล้ำเลิศราวกับภาพวาดประดับด้วยความเย็นชาตามวิสัยของเทพธิดาสำนักเมฆาขาว ทว่าในแววตาคู่สวยนั้นกลับซ่อนความห่วงใยไว้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งมีเพียงหลินฟานเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เห็น
หลินฟานไม่หันกลับไปมอง นางยังคงยืนนิ่ง ทอดสายตาไปยังเบื้องหน้า
“ความตายไม่เคยน่ากลัวสำหรับข้า… สิ่งที่น่ากลัวคือการมีชีวิตอยู่โดยไม่สามารถปกป้องสิ่งที่สมควรปกป้องได้ต่างหาก” หลินฟานกล่าวเรียบๆ ทว่าทุกคำหนักแน่นดั่งค้อนเหล็กที่ทุบลงบนแผ่นศิลา
มู่หรงเซวี่ยเม้มริมฝีปากบางเฉียบของนางเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ นางรู้จักชายผู้นี้ดี… หลินฟานเป็นคนเย่อหยิ่ง จองหอง และมักจะแบกรับทุกสิ่งไว้บนบ่ากว้างเพียงลำพังเสมอ แต่ทุกการกระทำของเขากลับเต็มไปด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้งเกินกว่าผู้ใดจะเข้าใจ นางก้าวเข้ามาประชิดเบื้องหลังเขาอย่างเงียบเชียบ ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะเอื้อมไปแตะชายผ้าอาภรณ์ของเขาไว้
“ถ้าเช่นนั้น… ข้าจะร่วมทางไปกับเจ้า” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความราบเรียบ แต่แฝงความเด็ดเดี่ยวไว้อย่างเต็มเปี่ยม “ไม่ว่าเบื้องหน้าจะเป็นหุบเหวอสูรหรือทัณฑ์สวรรค์ ข้า… จะไม่ยอมให้เจ้าต้องเผชิญหน้ามันเพียงลำพังเด็ดขาด”
หลินฟานชะงักไปเล็กน้อย เขาก้มมองปลายนิ้วที่แตะอยู่บนชายผ้า ก่อนจะแย้มยิ้มบางเบาที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ขัดกับฉายามารกระบี่ของเขาโดยสิ้นเชิง
“โง่เขลา… แดนรกร้างแห่งนี้อันตรายเกินกว่าที่สำนักเมฆาขาวจะจินตนาการได้” หลินฟานเอ่ยเสียงอ่อนลงเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
“ต่อให้ต้องดับสูญวิญญาณ ข้าก็หาได้หวาดกลัวไม่… ขอเพียงได้เคียงข้างท่าน” มู่หรงเซวี่ยเงยหน้าสบตาเขา แววตานั้นมั่นคงดั่งภูผา ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
หลินฟานพยักหน้ารับช้าๆ เขารู้ดีว่าไม่อาจห้ามนางได้ และลึกๆ ในใจ เขาก็ยินดีที่มีนางคอยเคียงบ่าเคียงไหล่ในเส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนามนี้
“ถ้าเช่นนั้น จงระวังตัวให้ดี”
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบกายก็เปลี่ยนแปรไปในพริบตา!
*ตูมมมม!*
พื้นดินเบื้องล่างสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น หมอกสีชาดที่เคยลอยอلبนหุบเหวกลับพวยพุ่งขึ้นมาราวกับคลื่นยักษ์ กลิ่นอายโบราณที่กดดันจนแทบกระอักเลือดแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ อักขระโบราณสีทองนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นกลางอากาศ บดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิด ราวกับค่ายกลมหาประลัยกำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลนับหมื่นปี
“ระวัง! มีบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวขึ้นมาจากใต้พิภพ!” หลินฟานตวาดก้อง ร่างกายทะยานถอยหลังพร้อมกับชักกระบี่ประจำกายออกจากฝัก เสียงคมกระบี่เสียดสีกับฝักดัง *กริ๊ง* กังวานบาดแก้วหู แสงสีครามเจิดจ้าสาดส่องขับไล่ความมืดมิดรอบด้านในรัศมีสิบวา
มู่หรงเซวี่ยไม่รอช้า นางสะบัดมือเบาๆ กระบี่หิมะรุ้งปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ ปรากฏไอเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปจนหยดน้ำค้างในอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นกราว
เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสอง ปรากฏเงาร่างมหึมาของสัตว์อบรรพกาล ดวงตาสีแดงฉานขนาดเท่ากงล้อส่องประกายอำมหิต ทั่วร่างปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำสนิทที่สะท้อนแสงประหลาด มันส่งเสียงคำรามก้องจนฟ้าดินแทบแตกสลาย แรงกดดันระดับขอบเขตราชันย์อสูรแผ่พุ่งเข้าใส่พวกเขาทราบซึ้งถึงกระดูกดำ
“ฮ่าๆๆๆ… มนุษย์ตัวน้อย กล้าดียังไงถึงบุกรุกเข้ามาในเขตแดนของบรรพกาล!” เสียงคำรามก้องกังวานดั่งฟ้าผ่า ดังสะท้อนไปทั่วหุบเหว
หลินฟานหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีฆ่าฟันพวยพุ่งออกจากร่างจนใบไม้รอบบริเวณปลิวว่อน เขาไม่แม้แต่จะสะดุ้งสะเทือนต่อแรงกดดันระดับราชันย์อสูรแม้แต่น้อย มือที่ถือกระบี่มั่นคงดั่งขุนเขา
“สัตว์เดรัจฉาน… ต่อให้เจ้าจะเป็นอสูรบรรพกาลหรือเซียนสวรรค์ หากขวางทางที่ข้าจะไป แม้แต่ฟ้าดิน ข้าก็ยังกล้าผ่า!”
หลินฟานก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว พลังปราณทั่วร่างระเบิดออก รัศมีกระบี่พุ่งทะยานเสียดฟ้า ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะเหวี่ยงกระบี่ออกไปเพื่อเปิดฉากสังหารนั้นเอง
สายลมรอบกายก็หยุดนิ่งลงอย่างกะทันหัน…
เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีทองอร่ามผู้หนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงตรงหน้าสัตว์อบรรพกาลมหึมานั้นราวกับภูตผี มือข้างหนึ่งของบุคคลผู้นั้นแตะอยู่ที่หัวของอสูรบรรพกาลเบาๆ ราวกับลูบหัวสุนัขเลี้ยงตัวโปรด
“หลินฟาน… เจ้ายังอ่อนหัดเกินกว่าจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของ ‘ศิลาเซียน’ เจ้าค่ะ”
น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจจนหัวใจของหลินฟานกระตุกวูบดังขึ้น บุคคลผู้นั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มเย้ยหยันภายใต้หมวกคลุม… เป็นใบหน้าที่ทำให้ดวงตาของหลินฟานเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปี!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ห้วงเซียนไปด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า•ตอนที่ 21
เดินทางสู่แดนรกร้าง
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ล้างแค้น อย่าให้ข้าต้องร้ายใส่เจ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!