พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 7

โรงเตี๊ยมกลางทาง

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
"เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ล่า... แต่แท้จริงแล้ว เจ้าเป็นเพียงเหยื่อที่เดินเข้าสู่กรงขังที่พวกเราเตรียมไว้ต่างหากล่ะ, คุณชายสิงห์!" เสียงหัวเราะเยือกเย็นของเงาลึกลับยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท แม้ว่าร่างของมือสังหารเดนตายจะล้มฟุบลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นป่าอย่างไร้ลมหายใจแล้วก็ตาม สิงห์ยืนนิ่งสงสงa ท่ามกลางความเงียบงันของราวป่าที่ถูกความมืดโรยราเข้าปกคลุม ดวงตาคมกริบดุจพยัคฆ์หนุ่มกวาดมองร่องรอยการซุ่มโจมตีรอบด้าน สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่ยังคงเร้นกายอยู่เบื้องไกล *พวกมันไม่ได้มาแค่คนเดียว... และกรงขังที่พวกมันว่า คงไม่ใช่มีแค่ป่าผืนนี้* สิงห์คิดในใจอย่างรอบคอบ มือขวาที่กำรอบด้ามกระบี่ผ่อนคลายลงเล็กน้อยก่อนจะประสานหมัดแน่นจนข้อต่อนิ้วลั่นกรอบ ความเจ็บแค้นจากการสูญเสียสำนักและครอบครัวไม่เคยจางหาย แต่ชายชาติอาชาไนยย่อมรู้ว่าความแค้นที่ขาดสติ จะนำพาชีวิตไปสู่ความตายก่อนจะได้สะสาง "ท่านสิงห์... ดูท่าทางเบื้องหน้าของเรา จะมีเรื่องให้ต้องออกแรงอีกแล้วกระมังครับ" เสียงทุ้มนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความสุขุมของจอมยุทธ์เมฆาดังขึ้นจากเงาไม้เบื้องหลัง สหายสนิทผู้ร่วมเป็นร่วมตายก้าวเท้าออกมาอย่างเงียบเชด ราวกับสายลมที่ไร้ร่องรอย ดวงตาของเมฆากวาดมองไปยังเส้นทางเบื้องหน้าที่มีแสงไฟสีส้มสลัวส่องลอดออกมาจากหมอกหนา "โรงเตี๊ยมรกร้างกลางป่าเขา... ในยามวิกาลเช่นนี้ หากไม่มีเจตนาซ่อนเร้น ก็คงเป็นจุดพักพิงเดียวที่เราจะหลบพายุฝนทางเบื้องหน้าได้" สิงห์เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น เขาปัดคราบเขม่าดินปืนบนไหล่เสื้อออก ก่อนจะก้าวเดินนำหน้ามุ่งตรงไปยังเป้าหมาย เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองคือ "โรงเตี๊ยมร่มไทร" ป้ายไม้ผุกร่อนแกะสลักด้วยตัวอักษรหวัดๆ แข็งกระด้าง แกว่งไกวไปตามแรงลมที่พัดโชยยามค่ำคืน เสียงดนตรีพื้นบ้านและเสียงหัวเราะโครมครามดังลอดออกมาจากหน้าต่างที่เปิดกว้าง บ่งบอกว่าภายในสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่ภายนอกแสดงออก ทันทีที่สองสหายก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป กลิ่นอายของสุราหมักราคาถูก คาวเลือดจางๆ และควันยาสูบฉุนกึกก็พวยพุ่งเข้าปะทะจมูก บรรยากาศภายในอัดแน่นไปด้วยความอึมครึม ลูกค้าส่วนใหญ่ต่างสวมชุดคลุมเก่าๆ และมีรอยแผลเป็นประดับบนใบหน้า สายตานับสิบคู่หันมาจ้องมองผู้มาเยือนใหม่เป็นตาเดียว ประหนึ่งฝูงหมาป่าที่กำลังประเมินเหยื่อตัวใหม่ที่เดินหลงเข้ามาในอาณาเขต สิงห์และเมฆากวาดสายตาสำรวจรอบบริเวณอย่างไม่สะทกสะท้าน พวกเขาเลือกโต๊ะมุมมืดที่ค่อนข้างลับตา เพื่อสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหว ทว่า ความสงบสุขในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ช่างเปราะบางเสียเหลือเกิน "เฮ้ย! แกบอกว่าไม่มีเงินส่งส่วยงั้นรึไอ้เฒ่า! อยากลองชิมรสหมัดของสำนักมารโลหิตดูสักทีไหมวะ!" เสียงตะคอกตบโต๊ะดังสนั่นลั่นโรงเตี๊ยม จนแก้วสุราสั่นสะเทือน สายตาทุกคู่เปลี่ยนทิศทางไปยังกลางห้องโถง ที่ซึ่งชายชราเจ้าของโรงเตี๊ยมกำลังคุกเข่าตัวสั่นงันท่ามกลางเศษจานชามที่แตกกระจาย เบื้องหน้าของเขาคือชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สามคน สวมชุดหนังสีดำสนิท หน้าอกปักรูปเปลวเพลิงสีเลือด—สัญลักษณ์เด่นชัดของพวกอันธพาลท้องถิ่นที่อิงแอบอำนาจของสำนักมารโลหิต "นายท่านโปรดเมตตาด้วยเถิด... ช่วงนี้กิจการค้าขายฝืดเคือง เงินทองที่หามาได้ข้าพเจ้าเพิ่งนำไปซื้อข้าวสารแจกจ่ายให้ชาวบ้านที่อดอยาก... ขอร้องล่ะครับ ขอเวลาข้าพเจ้าอีกสักสองวันเถิด" ชายชราโขกศีรษะลงกับพื้นไม้จนเกิดเสียงดังทึบ ร่างกายผอมแห้งสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว หัวหน้ากลุ่มอันธพาลที่มีแผลเป็นลากยาวตั้งแต่หางตาขวาลงมาถึงริมฝีปาก หัวร่อออกมาอย่างสะใจ มันเหยียดขาออกไปถีบเข้าที่อกของชายชราจนร่างหงายหลังล้มกลิ้งไปกับพื้น "ฮ่าๆๆ! ชาวบ้านอดอยากแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกเราวะ! ถ้าไม่มีเงิน ก็เอาลูกสาวแกมาขัดดอกแทนก็แล้วกัน! หน้าตาจิ้มลิ้มแบบนั้น คงขายได้ราคาดีในตลาดมืดแน่!" สิ้นคำพูดหยาบคายนั้น เด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่แอบอยู่หลังฉากกั้นก็วิ่งกร้าatออกมาด้วยความตกใจและโกรธแค้น น้ำตานองหน้า นางพุ่งเข้าไปประคองร่างบิดาพร้อมกับตะโกนด้วยเสียงอันสั่นเครือ "พวกสัตว์เดรัจฉาน! พ่อข้าแก่เพียงนี้ พวกเจ้ายังกล้ารังแกได้ลงคอ!" "ปากดีนักนะอีเด็กนี่! มานี่เลย!" มืออันธพาลร่างยักษ์ยื่นมือหยาบกร้านพยายามฉุดกระชากแขนของเด็กสาวหมายลากตัวไปท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของพรรคพวก *เปร๊าะ!* เสียงตะเกียบไม้ในมือของจอมยุทธ์เมฆาหักสะบั้นลงครึ่งท่อน ดวงตาคมกริบของเมฆาฉายแววเย็นชา เขากำลังจะขยับตัวลุกขึ้น แต่ถูกมือหนาของสิงห์เอื้อมมาแตะยับยั้งไว้เสียก่อน เมฆาหันไปมองสหาย เห็นสิงห์กำลังนั่งไขว่ห้าง ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ทว่ากล้ามเนื้อบริเวณกรามกลับขบเข้าหากันจนนูนเด่น ดูก็รู้ว่าพยัคฆ์หนุ่มกำลังอดกลั้นต่อโทสะที่กำลังแผดเผาอยู่ภายใน "ปล่อยนางซะ..." น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังดังขึ้นท่ามกลางความอึกทึก แม้จะไม่ได้ตะโกน แต่น้ำเสียงนั้นกลับกังวานก้องเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนในโรงเตี๊ยมราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มที่เตรียมตะปบเหยื่อ กลุ่มอันธพาลหยุดชะงัก หัวหน้ากลุ่มหันขวับมามองต้นเสียงด้วยสายตาดุดล ดั่งสัตว์ป่าที่ถูกขัดจังหวะเวลาล่าเหยื่อ มันกวาดสายตามองสิงห์และเมฆาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะหัวร่อออกมาด้วยความดูแคลน "ไอ้หนู... แต่งตัวก็ดูเหมือนพวกบัณฑิตตกอับ หรือพวกจอมยุทธ์เร่ร่อน คิดจะมาเป็นวีรบุรุษผดุงความยุติธรรมในโรงเตี๊ยมแห่งนี้อย่างนั้นเรอะ? ไม่อยากมีลมหายใจกลับออกไปใช่ไหมวะ!" สิงห์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างกายสูงโปร่งแต่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อทรงพลังก้าวเท้าเดินออกมาทีละก้าวอย่างมั่นคง สายตาที่มองไปยังอันธพาลทั้งสามราวกับกำลังมองซากศพที่ยังเดินได้ "ข้าไม่ใช่คนชอบสอดเรื่องของชาวบ้าน..." สิงห์หยุดยืนห่างจากพวกมันเพียงสามก้าว น้ำเสียงของเขาเย็นยะเยือกขึ้นทีละน้อย "...แต่ข้าเกลียดที่สุด... คือพวกที่รังแกคนแก่และเด็กอย่างไร้ทางสู้" "ไอ้สุนัขบ้า! อยากตายนักใช่ไหม!" อันธพาลร่างยักษ์ทนไม่ได้ที่ถูกหยามหน้า มันชักมีดสั้นเล่มโตออกจากเอว พุ่งเข้าใส่สิงห์ด้วยความเร็วหมายจะปาดคอให้สิ้นซากในดาบเดียว แรงลมจากการพัดผ่านทำให้โต๊ะเก้าอี้ข้างเคียงสั่นไหว รอบด้านต่างส่งเสียงอุทานด้วยความตกใจ บางคนถึงกับหลับตาลงเพราะไม่อยากเห็นภาพสยดสยอง ทว่า... ร่างของสิงห์กลับหายลับไปจากสายตาชั่วพริบตา! "วิชาตัวเบาอะไรกัน!?" อันธพาลร่างยักษ์เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก มันพยายามกวาดตามองหาเป้าหมาย แต่ไม่ทันเสียแล้ว *ปัง!* เสียงหมัดเหล็กกระแทกเข้ากับซี่โครงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ แรงกระแทกมหาศาลส่งผลให้อันธพาลร่างยักษ์หนักร้อยชั่งปลิวละลิ่วลอยละล่องข้ามโต๊ะอาหาร ไปกระแทกเข้ากับเสาไม้กลางโรงเตี๊ยมจนเสาหักโค่น ร่างนั้นกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโตก่อนจะแน่นิ่งหมดสติไปทันที ความเงียบสงบปกคลุมโรงเตี๊ยมในชั่วพริบตา ลูกค้าทุกคนต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง หมัดเดียว... เพียงหมัดเดียวสามารถซัดนักเลงร่างยักษ์กระเด็นได้ถึงเพียงนี้! หัวหน้ากลุ่มอันธพาลหน้าถอดสี มันถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว ขาสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่แท้จริง "แก... แกเป็นใครกันแน่! รู้ไหมว่าพวกเราเป็นใคร พวกเราคือคนของสำนักมารโลหิตนะเว้ย!" มันตะโกนขู่โดยหวังจะเอาชื่อสำนักมาอ้างเพื่อเอาตัวรอด สิงห์ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาช้าๆ แววตาของพยัคฆ์หนุ่มเปล่งประกายความอำมหิตขึ้นวูบหนึ่งเมื่อได้ยินชื่อสำนักคู่อาฆาต "สำนักมารโลหิตงั้นรึ..." สิงห์มุมปากกระตุกยิ้มเยาะ "...ข้ากำลังตามหาพวกมันอยู่พอดีเลยวะ" ทว่า ในวินาทีที่สิงห์กำลังจะเงื้อมือซัดหมัดเผด็จศึกใส่หัวหน้ากลุ่มอันธพาลนั้นเอง บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมก็แปรเปลี่ยนเป็นเยือกแข็งอย่างฉับพลัน ลมหนาวพัดโชยเข้ามาทางประตูหน้า ทั้งที่ปิดสนิท เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวและดับวูบลงพร้อมกันทุกดวง ความมืดมิดเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงปรบมือเปาะแปะจะดังขึ้นจากมุมมืดลึกที่สุดของโรงเตี๊ยม *แปะ... แปะ... แปะ...* "ฝีมือไม่เลวเลย สมกับที่เป็นทายาทคนสุดท้ายของสำนักหมัดพยัคฆ์..." เสียงหัวเราะแหบแห้งชวนขนหัวลุกดังขึ้น พร้อมกับร่างของบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากกระดูกสัตว์ครึ่งซีกก้าวเดินออกมาจากความมืด กลิ่นอายพลังลมปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของเขารุนแรงเสียจนสิงห์และเมฆาต้องขมวดคิ้วแน่นโดยอัตโนมัติ ชายสวมหน้ากากหยุดยืนห่างออกไปส้าว กราดสายตาคมกริบมองสิงห์ด้วยความสนุกสนาน ก่อนจะเอื้อIนวาจาที่ทำให้หัวใจของสิงห์กระตุกวูบ "เจ้าคิดว่าเจ้าตามล่าพวกเรา... แต่แท้จริงแล้ว เจ้ากำลังเดินเข้ามาติดกับดักที่พวกเราวางไว้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในเมืองนี้ต่างหากล่ะ... คุณชายสิงห์!" สิงห์ชะงักฝีเท้าลงทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อตระหนักได้ว่า... การปรากฏตัวของพวกอันธพาลเมื่อครู่ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ! *(โปรดติดตามตอนต่อไป)* --- ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี" มาจนถึงตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%