กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนแสบจมูก ทว่าสำหรับสิงห์แล้ว สิ่งที่เด่นชัดยิ่งกว่ากลิ่นโลหิตคือแรงกดดันมหาศาลจากศิลาอาคมแปดทิศที่กดทับลงมาบนบ่าราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก ลานหินเบื้องหน้าบิดเบี้ยวเป็นเงาสีดำทะมึน ค่ายกลหมื่นอสูรกลืนวิญญาณของสำนักมารโลหิตทำงานเต็มกำลัง ทุกย่างก้าวที่ขยับดุจดั่งการเดินผ่านดงมีดโกนที่พร้อมจะเฉือนเนื้อหนังและบดขยี้ลมปราณในตันتيาให้แหลกสลายเป็นจุล
"อย่าฝืนเดินหน้าด้วยกำลังภายนอกอย่างเดียว สิงห์!" เสียงของจอมยุทธ์เมฆาดังแทรกผ่านเสียงหอนโหยหวนของวิญญาณในค่ายกล น้ำเสียงของสหายสนิทเจือด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้าซีดเผือด ขณะที่มือยังคงดีดนิ้วสะกัดจุดเพื่อคุ้มกันเส้นชีพจรให้สุนัขรับใช้อย่างเขา "ค่ายกลนี้ผูกโยงกับชีพจรแผ่นดิน หากเจ้าใช้พลังอย่างไร้ทิศทาง มีแต่จะตกหลุมพรางและถูกมันสูบกินจนหมดสิ้น!"
สิงห์ไม่ตอบคำ เขาเพียงแต่กัดฟันกรอดจนกรามทั้งสองข้างนูนเด่น เลือดสดๆ ไหลรินจากมุมปากเนื่องจากแรงสะท้อนของลมปราณมารที่พยายามตีกลับเข้าสู่หัวใจ นัยน์ตาคู่คมดุจพยัคฆ์จ้องเขม็งไปยังใจกลางค่ายกล ที่ซึ่งเสาศิลาสีนิลสลักอักขระโบราณกำลังเรืองแสงวาวโรจน์ มันคือจุดตายของค่ายกลนี้—จุดที่พญาอัคคีใช้เป็นฐานที่มั่นในการควบคุมพลังทั้งหมด
ภาพเหตุการณ์วันที่สำนักถูกทำลาย ภาพรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของพญาอัคคี และเสียงกรีดร้องของคนในครอบครัวผุดขึ้นมาในห้วงความคิดราวกับเชื้อเพลิงที่สาดโขกลงบนกองไฟ ความแค้น ความเจ็บปวด และความมุ่งมั่นที่จะทวงความยุติธรรมหลอมรวมเข้าด้วยกันในอก กลายเป็นพลังความร้อนระอุที่แผดเผาเส้นเลือดทุกเส้นจนแทบระเบิด
*ข้าจะตายที่นี่ไม่ได้... ข้ายังต้องสะสางบัญชีนี้!*
สิงห์สูดลมหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่กระบังลมจะทำได้ รวบรวมลมปราณทั่วร่างที่กระจัดกระจายให้กลับคืนสู่จุดศูนย์กลางที่ตันหยวน พลังปราณพยัคฆ์ทะยานฟ้าเริ่มหมุนวนจากจุดเล็กๆ ขยายใหญ่ขึ้น ส่งเสียงคำรามก้องกังวานในโสตประสาทราวกับพยัคฆ์หนุ่มผู้หิวกระหายยามล่าเหยื่อ
หมัดขวาถูกกำชับแน่นจนข้อต่อนิ้วลั่นเปรี๊ยะ เส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาตามแขนท่อนล่างราวกับรากไม้โบราณ
"เข้ามาสิ...!" สิงห์คำรามในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าแต่เปี่ยมด้วยจิตสังหารที่เยือกเย็นและเด็ดเดี่ยว
ตูーム!
ร่างของสิงห์พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกอุกกาบาตฝ่าม่านหมอกสีดำ เสาอากาศแห่งค่ายกลสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเมื่อหมัดเหล็กปะทะเข้ากับม่านพลังป้องกัน แรงปะทะสะท้อนกลับจนแขนซ้ายของเขาชาดิ่ง กระดูกลั่นร้าว แต่สิงห์หาได้ถอยไม่ เขากลับเร่งพลังปราณเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า หมัดพยัคฆ์สะทthonปฐพีถูกซัดออกไปอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่พละกำลัง แต่มันคือจิตวิญญาณของลูกผู้ชายที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา
แสงสีทองเจิดจ้าตัดผ่านความมืดมิดของค่ายกล เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน รอยร้าวราวกิ่งไม้แตกขยายตัวอย่างรวดเร็วบนเสาศิลามาร ก่อนที่มันจะพังทลายลงมาเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของภูตผีที่สลายหายไปในอากาศ
สิงห์ยืนหอบหายใจโยน ร่างกายโชกไปด้วยเหงื่อและคราบเลือด เขายกหลังมือขึ้นเช็ดเลือดที่เปรอะเปื้อนใบหน้า สายตาคมกริบมองผ่านซากปรักหักพังไปยังเบื้องหน้า—เส้นทางสู่ใจกลางสำนักมารโลหิตเปิดออกแล้ว
ทว่า... ความเงียบงันที่เข้าปกคลุมแทนที่เสียงคำรามของค่ายกลกลับน่ากลัวยิ่งกว่า
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดมิดของตำหนักชั้นใน ร่างนั้นสูงโปร่ง สวมอาภรณ์สีเพลิงสะท้อนแสงไฟจากคอยาวระหง และที่สำคัญที่สุด... บนใบหน้าสวมหน้ากากเงินลายพยัคฆ์คำราม ที่มีรอยแตกตรงมุมปากคล้ายรอยยิ้มเยาะ
"ไม่เลว... เจ้าหนู" น้ำเสียงแหบพร่าทุ้มนุ่มดังขึ้น สะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ "ทำลายค่ายกลหมื่นอสูรได้ในเวลาสั้นเพียงนี้ สมกับที่เป็นทายาทคนสุดท้ายของหมัดพยัคฆ์จริงๆ"
สิงห์หรี่ตาลงทันที หัวใจเต้นกระหน่ำรัวไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เป็นเพราะสัมผัสพลังปราณที่แผ่ออกมาจากชายปริศนาผู้นี้—มันคือกลิ่นอายเดียวกันกับวันที่สำนักของเขาถูกเผาผลาญ พญาอัคคีไม่ได้อยู่ข้างใน... แต่คนผู้นี้คือใครกันแน่? หรือว่านี่คือกับดักที่ซ้อนไว้ในกับดักอีกที?
ก่อนที่สิงห์จะได้เอ่ยปากถาม ชายสวมหน้ากากก็สะบัดแขนเสื้อเบาๆ เปลวเพลิงสีดำสนิทก็ลุกโชนขึ้นขวางกั้นระหว่างเขากับสิงห์ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทิ้งท้ายไว้ว่า...
"ถ้าอยากรู้ว่าใครฆ่าล้างครอบครัวเจ้า จงก้าวผ่านเปลวเพลิงนี้มาให้ได้... ถ้าเจ้ายังมีชีวิตรอดพ้นคืนนี้ไปได้นะ"
— พยัคฆ์ขาวคำราม
พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 31
ฝ่าค่ายกลมรณะ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!