พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 30

อุปสรรคขุนเขาเพลิง

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
กลิ่นเหม็นไหม้ของกำมะถันและเนื้อสัตว์ที่ถูกย่างจนเกรียมคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูก จนทำให้สิงห์ต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดปากและจมูกตามสัญชาตญาณ เบื้องหน้าของพวกเขาไม่ใช่เพียงแค่เส้นทางธรรมชาติที่เคยใช้สัญจร หากแต่เป็น "หุบผาอัคคีผลาญภพ" ที่บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นข่ายอาคมเพลิงโลหิตโดยฝีมือของสำนักมารโลหิต เปลวไฟสีม่วงอมแดงลุกโชนสะท้อนกับนัยน์ตาที่แข็งกร้าวของสิงห์ ความร้อนระอุแผดเผาจนผิวหนังบริเวณใบหน้าแสบร้อน แม้จะอยู่ห่างจากแนวไฟนรกนั้นนับสิบวา "ค่ายกลไฟนรกชุดนี้ไม่ธรรมดาเลยนะครับพี่สิงห์..." จอมยุทธ์เมฆากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด มือซ้ายลูบเคราสั้นของตนอย่างใช้ความคิด นัยน์ตาสีเข้มกวาดมองไปทั่วผาหินสีดำสนิทที่มีอักขระมารเรืองแสงสีเลือด "มันไม่ได้ใช้แค่พลังลมปราณในการขับเคลื่อน แต่ใช้ชีวิตของมนุษย์นับร้อยเป็นเชื้อเพลิงหล่อเลี้ยงค่ายกล หากเราก้าวล่วงเข้าไปโดยปราศจากการคำนวณทิศทางของลมปราณหยินหยาง ร่างกายคงมอดไหม้กลายเป็นจุลภายในเวลาไม่ถึงลมหายใจเดียว" สิงห์ไม่ตอบคำถามทันที เขาจดจ้องไปยังใจกลางทะเลเพลิงที่ลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง ภาพเหตุการณ์วันที่สำนักและครอบครัวถูกทำลายโดยน้ำมือของสำนักมารโลหิตผุดขึ้นมาในหัว ซ้ำเติมความแค้นให้ลุกโชนยิ่งกว่าไฟตรงหน้า หมัดทั้งสองข้างของเขาค่อยๆ กำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เสียงกระดูกข้อต่อลั่นกรอบราวกับต้องการระบายความอัดอั้นตันใจ "ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรกภูมิ ข้าก็ต้องก้าวข้ามไปให้ได้" สิงห์กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่หนักแน่นดั่งขุนเขา สายตาของเขามุ่งมั่นอย่างไร้ความหวาดกลัว "ความแค้นของคนนับร้อยที่ตายไป และความแค้นของครอบครัวข้า จะต้องได้รับการชำระด้วยโลหิตของพญาอัคคีเท่านั้น" "ข้าเข้าใจท่าน..." จอมยุทธ์เมฆาตบไหล่สหายรักเบาๆ เพื่อถ่ายทอดพลังลมปราณช่วยบรรเทาความร้อนที่แผดเผา "แต่ความแค้นจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ จำคำของข้าไว้... หมัดเหล็กสะท้านปฐพีไม่ได้มีไว้เพื่อพุ่งชนความตายอย่างไร้ความหมาย แต่มันมีไว้เพื่อทุบทำลายความอยุติธรรมให้สิ้นซาก" สิงห์สูดลมหายใจเข้าลึก ตั้งสติสะกดความเกรี้ยวกราดในใจให้สงบลงอย่างรวดเร็ว สมองเริ่มวิเคราะห์ตามคำแนะนำของสหายผู้รอบรู้ วิชาหมัดพยัคฆ์ทะยานฟ้าถูกโคจรหมุนเวียนภายในจุดตันتียน ลมปราณสายอุ่นร้อนแผ่ซ่านปกป้องทั่วร่างเพื่อต้านทานไอความร้อนจากเบื้องหน้า ในวินาทีนั้นเอง อุณหภูมิรอบกายก็ลดฮวบลงอย่างกะทันหัน เปลวไฟสีม่วงที่เคยลุกโชนกลับส่งเสียงหวีดหวานราวกับภูตผีโหยหวน ผืนดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเล็กน้อย ก่อนที่เงาร่างสายหนึ่งจะปรากฏขึ้นบนยอดผาสูงชัน ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีเลือด ปีกหมวกปักขนนกสีดำสนิทปิดบังใบหน้าครึ่งบน เผยให้เห็นเพียงรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก และดวงตาคู่คมที่ทอประกายเหยียดหยาม "นึกว่าใคร... ที่แท้ก็คือเจ้าสุนัขจนตรอกแห่งสำนักพยัคฆ์ที่รอดชีวิตมาได้นี่เอง" เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังสะท้อนก้องหุบผา "นึกไม่ถึงว่าพวกเจ้าจะรอดพ้นค่ายกลชั้นนอกมาได้ แต่ก็น่าเสียดาย... การเดินทางของพวกเจ้าจะสิ้นสุดลง ณ หุบผาอัคคีแห่งนี้" สิงห์เงยหน้าขึ้นจ้องมองศัตรูตัวฉกาจด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร แม้จะไม่ใช่ตัวพญาอัคคีเอง แต่ไอสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของบุคคลปริศนานี้กลับรุนแรงจนน่าสะพรึงกลัว ย우คีผู้นี้คือหนึ่งในสอดยอดฝีมือแห่งสำนักมารโลหิต "ผู้เฒ่าเพลิงโลหิต" "อยากรู้นักว่า ระหว่างวิชามารโลหิตของเจ้า กับหมัดพยัคฆ์ทะยานฟ้าของข้า อย่างไหนมันจะแผดเผาอีกฝ่ายให้มอดไหม้ไปก่อนกัน!" สิงห์พุ่งทะยานร่างออกไปราวกับพยัคฆ์โผนทะยานจากยอดเขา ทิ้งรอยเท้าแตกละเอียดไว้เบื้องหลัง กำหมัดขวาแน่นจนเกิดเสียงลมคำรามในอากาศ แต่ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่หมัดของสิงห์กำลังจะปะทะเข้ากับเงาร่างบนหน้าผา พื้นดินเบื้องล่างกลับยุบตัวลงอย่างฉับพลัน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังขึ้นซ้อนกันหลายชั้นจากความมืดมิดเบื้องหลัง และร่างของจอมยุทธ์เมฆาก็ถูกกระชากหายลงไปในรอยแยกของแผ่นดินโดยไม่ทันได้ตั้งตัว! "สหายเมฆา!" สิงห์ตะโกนสุดเสียง ดวงเบิกกว้างด้วยความตกใจขีดสุด (โปรดติดตามตอนต่อไป) ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาจนถึงตอนนี้ สัญญาว่าจะไม่หยุดพัฒนาฝีมือ และจะสร้างสรรค์ความมันส์สะใจมาให้ทุกท่านได้อ่านกันอีกอย่างแน่นอนครับ — พยัคฆ์ขาวคำราม
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%