กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในสายลมราตรี ยังไม่น่าสะพรึงกลัวเท่าความเงียบงันที่กัดกินหัวใจของสิงห์ในยามนี้
เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มคือหลุมฝังศพสามหลุมที่ถูกขุดขึ้นด้วยสองมือเปล่า ผิวหนังที่ปลายนิ้วฉีกขาดจนเห็นเนื้อสีสดและคราบโลหิตเกรอะกรัง แต่ความเจ็บปวดทางกายเทียบไม่ได้เลยกับความว่างเปล่าในอก ดินร่วนซุยที่กลบฝังร่างของมารดาและน้องน้อยทั้งสองถูกแสงจันทร์สีนวลสาดส่องลงมา ราวกับผืนผ้าห่มสีเงินที่เย็นเยียบไร้ไออุ่น
"เจ้าใช้มือคู่นี้ขุดหลุมให้คนที่รัก... แต่เจ้ากำลังจะใช้มือคู่นี้คร่าชีวิตคนที่พรากพวกเขานไปใช่หรือไม่, สิงห์"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่มั่นคงดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง สิงห์ไม่ได้หันกลับไปมองทันที เขายังคงคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพ ปลายนิ้วที่สั่นเทากำเศษดินแน่นจนร่วงกวาดผ่านฝ่ามือ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกสะกดกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอ ก่อนจะค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายที่สะินสะเทือนด้วยพิษบาดแผลไม่ได้ทำให้ความสูงสง่าของเด็กหนุ่มลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
สิงห์หันขวับกลับไปมอง เจ้าของเงาลึกลับผู้นั้นคือใครกัน?
บุรุษในชุดคลุมสีเทาเข้มยืนพิงลำต้นสนใหญ่อย่างเกียจคร้าน ใบหน้าครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ใต้เงาหมวกสานปีกกว้าง ทว่าดวงตาคู่นั้นที่กวาดมองมากลับเปล่งประกายคมกริบดั่งคมดาบที่ซ่อนอยู่ในฝัก ท่าทีสงบนิ่งราวกับไม่สะทกสะท้านต่อภัยใดในยุทธภพ ทำให้สิงห์รับรู้ได้ทันทีว่า บุรุษเบื้องหน้าไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
"ท่านเป็นใคร... และเหตุใดจึงมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้" สิงห์เอ่ยถาม น้ำเสียงแหบพร่าแต่แฝงไว้ด้วยความระแวดระวัง มือขวาขยับเข้าหากำปั้นที่กำแน่นโดยสัญชาตญาณ
มุมปากของบุรุษชุดเทากระตุกขึ้นเล็กน้อย ยามที่เขาก้าวเท้าออกจากเงาไม้ แสงจันทร์สาดกระทบใบหน้าคมคายที่มีรอยแผลเป็นจางๆ พาดผ่านสันจสูก "ข้าคือผู้ที่เฝ้ามองเจ้ามาตั้งแต่ต้น... และเป็นผู้ที่จะพาเจ้าก้าวเดินออกไปจากหลุมศพแห่งนี้" เขาหยุดยืนห่างจากสิงห์เพียงสามก้าว "ข้ามีนามว่า... จอมยุทธ์เมฆา"
ชื่อนี้... แม้แต่เด็กน้อยในหมู่บ้านยังเคยได้ยิน จอมยุทธ์ผู้ท่องเที่ยวไปทั่วหลงเหลือเพียงตำนาน ลึกลับ และไร้ร่องรอย เหตุใดจึงมาปรากฏกายต่อหน้าคนไร้ค่าเช่นเขา?
"ท่านจะช่วยข้าหรือ?" สิงห์แค่นหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น หยดน้ำตาที่เอ่อล้นสะท้อนแสงจันทร์ร่วงหล่นอาบแก้ม "ข้าเป็นเพียงเด็กหนุ่มบ้านนอกที่สูญเสียทุกสิ่ง สำนักพยัคฆ์เหิรถูกเผาทำลาย ครอบครัวถูกฆ่าล้างโคตรด้วยน้ำมือของพญาอัคคีแห่งสำนักมารโลหิต แม้แต่แรงจะกำหมัดยังแทบไม่มี... ท่านจะเอาอะไรมาช่วยข้า หรือท่านเพียงแค่มาหัวเราะเยาะความน่าสมเพชของข้ากันแน่!"
พลั่ก!
ไม่ทันที่สิงห์จะตั้งตัว จอมยุทธ์เมฆากลับพุ่งทะยานเข้ามาประชิดตัวด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ฝ่ามือหนาตบเข้าที่หัวไหล่ขวาของเด็กหนุ่มอย่างแรงจนร่างทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้ง ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วร่าง สิงห์กัดฟันกรอดด้วยความโกรธเกรี้ยว เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาดุดันราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่ถูกต้อนจนมุม
"จำความเจ็บปวดนี้ไว้!" จอมยุทธ์เมฆากล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสิงห์ "ความโกรธ ความแค้น และน้ำตา... มันไร้ค่าที่สุดในยุทธภพ หากเจ้าไม่มีพลังพอที่จะกำจัดมัน! พญาอัคคีไม่ได้สนใจว่ามดปลวกอย่างเจ้าจะร้องไหญ่คร่ำครวญมากแค่ไหน แต่มันจะหัวเราะเยาะหากเจ้าตายอย่างอนาถบนกองเลือดเหมือนบิดาของเจ้า!"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ สิงห์เบิกตากว้าง ภาพของบิดาที่ถูกปลิดชีพต่อหน้าต่อตาผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกรีดร้องของมารดา ความรู้สึกอับอายและไร้พลังแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงโทสะที่ลุกโชนขึ้นแผดเผาหัวใจ
เด็กหนุ่มกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้า ภายในฝ่ามือโลหิตไหลซึมออกมาผสมกับดินทราย เขาไม่หลบสายตาอีกต่อไป ร่างกายที่สั่นเทาด้วยความเจ็บปวดค่อยๆ สงบลงด้วยแรงปณิธานอันแน่วแน่ที่ก่อตัวขึ้นจากซากปรักหักพังของชีวิต
"ข้าไม่ต้องการคำปลอบโยน..." สิงห์เปล่งเสียงออกมาทีละคำ ชัดเจน หนักแน่น และเต็มไปด้วยจิตสังหารที่เริ่มก่อตัว "ข้าต้องการวิชา... ข้าต้องการพลังที่จะฉีกกระชากร่างของพญาอัคคีเป็นชิ้นๆ แม้ต้องแลกด้วยวิญญาณ ข้าก็ยินดี!"
จอมยุทธ์เมฆานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองสำรวจเด็กหนุ่มเบื้องหน้า ท่าทีดุดันและดวงตาที่ลุกโชนด้วยไฟแค้นนั้น ไม่ใช่แค่ความโกรธชั่ววูบ แต่มันคือความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะแหลกสลายไปพร้อมกับศัตรู รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของจอมยุทธ์ผู้รอบรู้
"ดี... ดีมาก" เมฆายื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้า "คำสัตย์สาบานใต้เงาจันทร์ในคืนนี้ จงจำไว้ให้ขึ้นใจ นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เจ้าไม่ใช่สิงห์ผู้อ่อนแอแห่งสำนักพยัคฆ์เหิรอีกต่อไปแล้ว... แต่เจ้าคือผู้สืบทอด 'หมัดพยัคฆ์ทะยานฟ้า' คนสุดท้าย!"
สิงห์เงยหน้ามองมือที่ยื่นมาเบื้องหน้า หัวใจของเขาเต้นระรัวราวกับเสียงกลองศึกที่กำลังเร่งเร้า เขาตัดสินใจยื่นมือออกไปกุมมือของจอมยุทธ์เมฆาไว้แน่น ไออุ่นจากฝ่ามือถ่ายทอดความมุ่งมั่นและพันธสัญญาแห่งลูกผู้ชาย ท่าท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาทาบทับเงาร่างทั้งสองให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
ทว่า... ในขณะที่ลมหายใจของสิงห์เริ่มสงบลงเพื่อรับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับ สายลมยามราตรีก็พลันเปลี่ยนทิศทาง กลิ่นอายอันคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งก็พัดพาเข้ามาแตะจมูก กลิ่นคาวโลหิตที่เจือจางด้วยกลิ่นอายของเพลิงอัคคี...
จอมยุทธ์เมฆาชะงักฝีเท้า ดวงตาคมกริบหันขวับกลับไปมองยังทิศทางชายป่ามืดทึบเบื้องล่างทันที สีหน้าของยอดฝีมือผู้ผ่านโลกมามากกลับเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"มันมาเร็วกว่าที่คิด..." เมฆาพึมพำเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้มกับสิงห์ "ตั้งสติให้ดี... แขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือนถึงที่แล้ว"
สิงห์หันขวับไปมองตามทิศทางนั้น ดวงตาสีดำสนิทสะท้อนประกายแสงสีแดงฉานที่กำลังคืบคลานเข้ามาในความมืด และในวินาทีที่เงาร่างของใครบางคนก้าวพ้นแนวไม้ Աสิงห์ก็ต้องแทบหยุดหายใจ เมื่อพบว่าผู้ที่ปรากฏกายขึ้นในยามวิกาลนี้ หาใช่สมุนปลายแถวของสำนักมารโลหิตไม่... แต่กลับเป็น "เงาเพลิงโลหิต" มือสังหารอันดับหนึ่งผู้ขึ้นชื่อว่าฆ่าคนไม่กี่กระบวนท่า และที่สำคัญที่สุด... มันคือคนเดียวกับที่ถือดาบตัดศีรษะน้องสาวของเขาในคืนวันนั้น!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้บททดสอบของลูกผู้ชายคนนี้เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ครับ
พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 2
คำสัตย์สาบานใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!