"ถ้าย่างเท้าพลาดไปอีกเพียงครึ่งชุ่น ชีวิตของเจ้าจะดับสูญก่อนจะได้ไปล้างแค้นให้สำนักเสียด้วยซ้ำ ลูกผู้ชายอย่างสิงห์... คิดตื้นเขินเพียงนี้เชียวหรือ?"
เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนหินบดกันดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของผืนป่าไผ่ทึบ สิงห์สะดุ้งสุดตัว ร่างกายที่โชกไปด้วยหยาดเหงื่อจากการฝึกซ้อมวิชาหมัดเหล็กเมื่อครู่หยุดชะงักค้างกลางอากาศ หมัดขวาที่หมายจะซัดเข้าใส่ลำต้นไผ่หนาถูกรั้งไว้ด้วยฝ่ามือเหี่ยวย่นราวกับกิ่งไม้แห้ง แต่กลับเหนี่ยวรั้งพลังหมัดนับร้อยชั่งของเขาไว้ได้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ดวงตาของสิงห์เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขารีบชักหมัดกลับพร้อมกับกระโดดถอยหลังไปสามก้าวตั้งท่าป้องกันตัวตามสัญชาตญาณนักสู้ ในยุทธภพนี้ มีคนจำนวนน้อยนักที่จะสามารถเข้าประชิดตัวเขาโดยที่สัมผัสไม่ได้แม้แต่ลมหายใจ
เบื้องหน้าของเขาคือชายชราหลังค่อม สวมเสื้อผ้าเก่า1ขาดวิ่นจนแทบดูไม่ได้ หนวดเคราสีขาวโพลนรกรุงรังจนบังใบหน้าเกือบหมดสิ้น ทว่าสิ่งที่ทำให้สิงห์ต้องระแวดระวังถึงขีดสุดคือประกายตาคู่นั้น มันวาวโรจน์ราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด และแฝงไว้ด้วยพลังกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างผอมแห้งนั้น
จอมยุทธ์เมฆาสหายรักที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกลรีบก้าวเข้ามาขนาบข้าง มือขวาแตะอยู่ที่ด้ามกระบี่พร้อมชักออกได้ทุกเมื่อ สีหน้าของเมฆาเคร่งเครียดจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ท่านเป็นใคร เหตุใดจึงรู้เรื่องการล้างแค้นของข้า?" สิงห์เอ่ยถาม น้ำเสียงแม้จะเจือความระแวง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวไม่เกรงกลัว
ชายชราหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหบพร่าฟังดูวังเวงชอบกล เขายกไหเหล้าเก่าๆ ขึ้นจิบหนึ่งอึก ก่อนจะใช้หลังมือเช็ดปากลวกๆ
"ข้าจะเป็นใครไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าหมัดเหล็กที่เจ้าฝึกปรืออยู่เวลานี้ มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวของขยะเปียกเท่านั้น... สิงห์ เจ้าคิดว่าพญาอัคคีแห่งสำนักมารโลหิต มีฝีมือระดับใดเล่า? หากเจ้ายังใช้หมัดที่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณและความเข้าใจเช่นนี้ ต่อให้ฝึกอีกสิบชาติ ก็ไม่มีวันก้าวข้ามเงาของมันได้หรอก"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ สิงห์กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความโกรธแค้นที่ถูกกดทับไว้พุ่งพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ สำหรับเขาแล้ว การล้างแค้นให้บิดาและอาจารย์คือลมหายใจเดียวที่เหลืออยู่ แต่กลับถูกชายชราเร้นกายผู้หนึ่งมาดูถูกเหยียดหยามต่อหน้าต่อตาเช่นนี้
"ท่านมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินหมัดของข้า!" สิงห์คำรามต่ำในลำคอ พลังปราณภายในเริ่มโคจรเดือดพล่าน ร่างกายของเขาร้อนรุ่มราวกับมีกองเพลิงสุมอยู่ข้างใน
"สิทธิ์หรือ?" เฒ่าประหลาดหรี่ตามองเขา รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ข้าคือผู้ที่เคยซัดอาจารย์ของเจ้าจนกระอักเลือดมาแล้วอย่างไรเล่า... หากเจ้าอยากรู้ว่าวิชาหมัดพยัคฆ์ที่แท้จริงมันเป็นเช่นไร ก็จงเข้ามาซัดข้าด้วยแรงทั้งหมดที่มีเสียสิ!"
สิ้นคำพูด ร่างของชายชราก็หายวับไปจากจุดเดิมราวกับภูตผี!
สิงห์ผนึกกำลังลมปราณไว้ที่ฝ่าเท้า พุ่งตัวหลบไปทางด้านขวาตามสัญชาตญาณการต่อสู้ ทว่าช้าไปเสี้ยววินาที ฝ่ามือเหี่ยวย่นข้างเดิมกลับแปะเบาๆ ที่หัวไหล่ของเขา แรงกระแทกเพียงเล็กน้อยนั้นกลับทำให้ร่างของสิงห์เซถอยหลังไปหลายก้าวเกือบล้มคว่ำ
ความตกใจระลอกใหม่แล่นริ้วขึ้นมาในอก ชายชราผู้นี้ไม่ได้ใช้กำลังภายในรุนแรง แต่ทว่า... ทิศทางและมุมองศาในการโจมตีนั้นสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ราวกับอ่านการเคลื่อนไหวของเขาล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ขยับตัว
"จำไว้... หมัดที่ทรงพลังที่สุด ไม่ใช่หมัดที่หนักหน่วงที่สุด แต่คือหมัดที่ไร้ร่องรอยและสอดคล้องกับธรรมชาติ" เสียงกระซิบดังขึ้นข้างหู ทั้งๆ ที่ชายชราผู้นั้นยังยืนอยู่ห่างออกไปส้าววา
สิงห์ยืนหอบหายใจถี่กระชั้น เมฆารีบส่งสายตาปรามไม่ให้เขารุ่มร้อนจนเกินไป เพราะตระหนักดีว่าคู่ต่อสู้ตรงหน้านี้ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน ฝีมือระดับนี้แม้แต่ประมوลพรรคฝ่ายอธรรมยังต้องไว้หน้าสามส่วน
"ท่านเป็นใครกันแน่... เหตุใดจึงรู้ลึกซึ้งถึงวิชาหมัดพยัคฆ์นัก?" สิงห์กัดฟันถาม พยายามข่มอารมณ์โกรธลง แล้วใช้ความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวตามคำสอนที่เคยร่ำเรียนมา
เฒ่าประหลาดนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ แววตาที่เคยพินิจพิเคราะห์กลับทอประกายความเศร้าสร้อยวูบหนึ่ง ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มยามเย็น
"ข้าก็เป็นเพียงคนแก่คนหนึ่งที่หลงลืมชื่อของตนเองไปแล้ว... แต่ถ้าเจ้าอยากจะล้างแค้นให้สำเร็จ เจ้าต้องไปให้พ้นจากกรอบของสำนักพยัคฆ์สะท้านฟ้าเดิมๆ พรุ่งนี้ยามะงรุ่ง จงไปที่หน้าผาร่ำไห้ หากเจ้ายังมีความกล้าพอที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่"
พูดจบ ร่างของเฒ่าประหลาดก็ทะยานร่างหายเข้าไปในพงไผ่ทึบด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะก้องกังวานที่ยังคงสะท้อนอยู่ในความเงียบงัน
สิงห์และเมฆายืนนิ่งงัน ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันและชวนให้คิดหนัก การปรากฏตัวของเฒ่าประหลาดผู้นี้คือโอกาสทองหรืออาจเป็นกับดักมรณะกันแน่?
ทว่า ในขณะที่สิงห์กำลังก้มลงมองฝ่ามือของตนเองที่ยังคงสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น สายตาก็เหลือบไปเห็นวัตถุบางอย่างที่ตกอยู่บนพื้นหญ้าตรงที่ชายชราเคยยืนอยู่ มันคือป้ายหยกสีดำสนิทสลักรูปพยัคฆ์คำราม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักพยัคฆ์สะท้านฟ้า... สำนักที่ถูกทำลายล้างไปเมื่อสิบปีก่อน!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้บททดสอบของลูกผู้ชายคนนี้เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ครับ
พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 3
พบพานยอดฝีมือเร้นกาย
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!