พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 4

บททดสอบแรกแห่งหยาดเหงื่อ

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
น้ำหนักของหินแกรนิตก้อนมหึมาไม่ได้กดทับแค่ลาดไหล่ แต่บดขยี้ลงไปถึงกระดูกสันหลังของสิงห์ หยาดเหงื่อกาฬไหลย้อยจากไรผม อาบผ่านใบหน้าที่คมคายและเต็มไปด้วยรอยกร้านโลก ก่อนจะหยดลงสู่พื้นดินแห้งแล้งทีละหยด เสียงหอบหายใจของเขาดังราวกับเสียงสูบลมในเตาหลอมเหล็ก ทว่าดวงตาคมกริบทั้งสองข้างกลับเบิกโพง จ้องมองทางลาดชันเบื้องหน้าที่ทอดยาวขึ้นไปสู่ยอดเขาหมอกทมิฬ ราวกับไม่มีวันสิ้นสุด "ถ้าก้าวขาไม่ไหว ก็ใช้หัวใจเดินแทน เจ้าหนู!" เสียงแหบแห้งราวกระดาษทรายถูกับแผ่นไม้ของเฒ่าประหลาดดังขึ้นจากเบื้องหน้า ร่างชราในชุดคลุมมอซอเดินตัวปลิวสวนทางลมหนาวลงมา มือข้างหนึ่งถือขวดสุราเก่าคร่ำคร่า อีกข้างไขว้หลัง ท่าทีสบายราวกับกำลังเดินชมสวนดอกไม้ ไม่ได้นำพาต่อความทรมานของเด็กหนุ่มที่กำลังแบกหินน้ำหนักไม่ต่ำกว่าแปดสิบชั่งอยู่บนบ่าเลยแม้แต่น้อย สิงห์กัดฟันแน่นจนกล้ามเนื้อกรามปูดโปน รสชาติเค็มปร่าของเลือดฝาดคละคลุ้งอยู่ในโพรงปากจากการกัดริมฝีปากตัวเองเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวด เขาไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว นับตั้งแต่รุ่งสว่างที่ผ่านมาจนถึงยามนี้ที่ตะวันลอยเด่นอยู่กลางหัว ความมุ่งมั่นที่จะล้างแค้นให้สำนักและครอบครัวคือไฟประหลาดที่เผาผลาญความเหนื่อยล้าจนมอดไหม้ เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบของลูกผู้ชายที่ปฏิเสธความพ่ายแพ้ *แปะ!* กิ่งไม้แห้งในมือเหี่ยวๆ ของเฒ่าประหลาดหวดลงที่น่องขาของสิงห์อย่างแม่นยำ แรงกระแทกนั้นแม้ไม่รุนแรงถึงกระดูกหัก แต่ก็ทำให้กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดอยู่แล้วกระตุกเกร็งจนสิงห์เกือบทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น "อย่าทิ้งน้ำหนักลงที่ส้นเท้า! เจ้าคิดว่ากำลังแบกหอนอนกินบ้านกินเมืองอยู่หรือไง? นั่นคือ 'กระดูกสันหลัง' ของเจ้าเอง จงจินตนาการว่าหินก้อนนั้นคือความอัปยศอดสูของตระกูลที่เจ้าแบกรับไว้ ถ้าเจ้าทรุดลงตอนนี้ ความอัปยศนั้นก็จะบดขยี้เจ้าให้จมดินตลอดกาล!" ถ้อยคำเฉียบคมราวกับใบมีดบาดลึกเข้าสู่โสตประสาท สิงห์สูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด รวบรวมพลังลมปราณที่กระจัดกระจายกลับมารวมกันที่จุดตัน티น (ตันเถียน) เขาแผדเสียงคำรามต่ำในลำคอราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่ถูกต้อนจนมุม ขาทั้งสองข้างที่สั่นเทาค่อยๆ ยันกลับมาตั้งตรงอย่างมั่นคงอีกครั้ง แรงฮึดเฮือกนี้ทำให้เฒ่าประหลาดที่เดินนำหน้าอยู่ชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย นัยน์ตาฝ้าฟางประกายแวววับขึ้นวูบหนึ่งอย่างพึงพอใจ ก่อนจะซ่อนมันไว้ใต้รอยยิ้มเยาะหยันตามนิสัย เมื่อขึ้นมาถึงลานหินโล่งกว้างบนยอดเขา ซึ่งถูกปกคลุมด้วยไอหมอกขาวโพลนจนแทบมองไม่เห็นเบื้องล่าง สิงห์ก็โยนก้อนหินมหึมาลงพื้น เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นดินตลบอบอวล ร่างกายของเด็กหนุ่มโชกโชนไปด้วยเหงื่อจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มแนบเนื้อ เขายืนหอบหายใจโยนตัวขึ้นลง สะบัดแขนขาที่ชาด้านเพื่อไล่ความเมื่อยล้า ทว่ายังไม่ทันได้พักหายใจให้ทั่วท้อง เฒ่าประหลาดก็โยนกระบองไม้เนื้อแข็งยาวเท่าศอกมาให้ "พักพอหรือยัง? ถ้ายังไม่ตาย ก็ตั้งท่าขึ้นมา" เฒ่าประหลาดกระชับขวดสุราในมือ "ข้าจะสอนหมัดพื้นฐานที่โง่เง่าที่สุด แต่น่ากลัวที่สุดในยุทธภพให้แก่เจ้า... หมัดทะลวงปฐพี" สิงห์รับกระบองไม้ไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง สายตาจับจ้องการเคลื่อนไหวของอาจารย์จำเป็นผู้นี้อย่างไม่กะพริบ แม้ภายนอกจะดูเหมือนคนแก่ขี้เมาไร้แก่นสาร แต่ยามที่เฒ่าประหลาดก้าวเท้าออกมายืนบนลานหิน บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับภูเขาCทั้งลูกถูกย축รวมเข้ามาอยู่ในร่างเล็กๆ นั้น ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านจนอากาศรอบตัวคล้ายจะหนักอึ้งขึ้นมาทันตาเห็น "จำไว้ หมัดที่ดีไม่ใช่หมัดที่รวดเร็วที่สุด หรือรุนแรงที่สุด" เฒ่าประหลาดกล่าวเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาคมปลาบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของสิงห์ "แต่มันคือหมัดที่กลั่นออกมาจาก 'เจตจำนง' ที่ไม่มีวันสยบให้ใคร ดูให้ดี... นี่คือวิถีหมัดของข้า" สิ้นคำ เฒ่าประหลาดก็ก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ทว่าก้าวคือนั้นกลับสั่นสะเทือนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าจนเกิดเสียงทุ้มต่ำคล้ายเสียงคำรามของสัตว์ร้าย หมัดขวาถูกชกออกไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีลวดลายแพรรวด ไม่มีเสียงแหวกอากาศหวือหวา แต่กลับอัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณที่บีบอัดจนเกิดคลื่นกระแทกพุ่งทะยานออกไปเป็นทางยาว ต้นสนโบราณขนาดสามคนโอบที่อยู่ห่างออกไปสิบวาพลันสะท้านเฮือก เปลือกไม้ระเบิดออกเป็นรอยแผลลึกกว้าง ก่อนที่ลำต้นจะหักโค่นลงมาครืนใหญ่ตามด้วยเสียงกิ่งไม้ใบไม้หักโค่นดังสนั่นหุบเขา สิงห์เบิกตากว้าง ค้างนิ่งไปชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่สะท้อนอยู่ในดวงตา ลมหมัดเมื่อครู่ไม่ได้ใช้กำลังภายนอก แต่มันเป็นการผสานพลังของร่างกาย จิตใจ และสภาพแวดล้อมเข้าด้วยกันในพริบตาเดียว นี่คือขอบเขตที่เหนือล้ำกว่าวิชาหมัดมวยทั่วไปที่เขาเคยรู้จักอย่างเทียบกันไม่ติด "เข้าใจแล้วหรือยัง?" เฒ่าประหลาดหันมามองลูกศิษย์ที่ยืนแข็งค้าง "ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็ชกมันออกไปสักหมื่นครั้ง วันนี้ถ้าเจ้ายังชกต้นไม้เบื้องหน้านั้นให้ยุบลงไปไม่ได้ ก็ไม่ต้องกินข้าว ไม่ต้องนอน!" สิงห์ไม่เอ่ยคำปฏิเสธแม้แต่ครึ่งคำ เขาก้าวเข้าไปยืนเผชิญหน้ากับต้นสนอีกต้นที่อยู่ใกล้เคียง ยกหมัดขึ้นตั้งท่าตามความทรงจำที่เพิ่งบันทึกไว้ในหัวใจ ความเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อฉีกขาดและความเหนื่อยล้าถูกปัดเป่าหายไปด้วยภาพของพญาอัคคี ศัตรูคู่อฆาตที่ยิ้มเยาะอยู่บนกองเลือดของสำนัก เขาชกหมัดแรกออกไป... ล้มเหลว ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนบนเปลือกไม้ เขาชกหมัดที่สอง... เจ็บปวดร้าวรานถึงหัวไหล่ เขาชกหมัดที่สาม สี่ ห้า... ไปเรื่อยๆ ท่ามกลางหยาดเหงื่อที่หลั่งรินผสมกับหยาดน้ำค้างบนยอดเขา เวลาล่วงเลยไปจนตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ไอหมอกยามเย็นเริ่มหนาแน่นขึ้น ความหนาวยะเยือกเข้าปกคลุม ทว่าสิงห์ยังคงซัดหมัดเข้าใส่ลำต้นไม้อย่างบ้าคลั่ง เลือดสดๆ ซึมออกมาจากกำปั้นที่แตกยับเยินจนเปื้อนเปลือกไม้สีน้ำตาล แต่นัยน์ตากลับสุกใสยิ่งกว่าดวงดาวบนท้องฟ้า ยิ่งชกยิ่งตระหนักรู้ ยิ่งเจ็บปวดก็ยิ่งคมกล้า ในขณะที่สิงห์กำลังจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนอย่างไร้ความปรานีต่อตนเองนั้นเอง พลันเกิดความเปลี่ยนแปลงประหลาดขึ้นที่ชายป่าเบื้องล่าง เงาร่างสายหนึ่งเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงราวกับภูตผี ไร้ซุ่มเสียง ไร้ร่องรอย กลิ่นอายสังหารอันเย็นเยียบแผ่ซ่านเข้ามาตัดผ่านสายหมอกหนาทึบอย่างฉับพลัน เฒ่าประหลาดที่นั่งจิบสุราอยู่บนโขดหินไกลออกไปพลันหรี่ตาลง รอยยิ้มเยาะบนมุมปากหายวับไป เหลือเพียงประกายตาดุจคมดาบที่พุ่งตรงไปยังทิศทางนั้น "หึ... ตามมาเร็วกว่าที่คิดเสียอีก ดูท่าว่าลูกศิษย์โง่เขลาของข้าจะได้ลองของจริงเร็วกว่ากำหนดเสียแล้ว..." ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้บททดสอบของลูกผู้ชายคนนี้เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%