คราบโลหิตแห้งกรังบนสนับมือซ้ายยังคงอุ่นร้อน รสชาติเค็มปร่าของหยาดเหงื่อและเลือดที่ไหลเข้ามุมปากไม่ได้ทำให้สิงห์ลดทอนสมาธิลงแม้แต่น้อย เบื้องหน้าของเขาคือต้นสนโบราณขนาดสามคนโอบ เปลือกไม้หนาทึบที่ผ่านลมฝนมานับร้อยปีบัดนี้เต็มไปด้วยรอยยุบและรอยปริแตกอันเกิดจากการกระแทกซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืนที่ผ่านมา
"เจ้ายังเร่งเร้าพลังไม่ถูกจุด"
เสียงทุ้มต่ำของจอมยุทธ์เมฆาดังขึ้นจากเงาไม้เบื้องหลัง สหายสนิทผู้มีผ้าแพรสีครามคาดปิดตาข้างซ้ายกอดอกพิงลำต้นไม้อย่างผ่อนคลาย แต่ดวงตาข้างขวาที่เหลืออยู่กลับคมกราบราวกับเหยี่ยว "หมัดพยัคฆ์ท่วงท่าแรก 'พยัคฆ์ตะปบทรัพย์' หาใช่การใช้กำลังแขนทุ่มโถมใส่คู่ต่อสู้ หากแต่เป็นจิตวิญญาณที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด แล้วระเบิดออกในชั่วลมหายใจเดียว เจ้าใช้แรงกายนำหน้าจิตใจ... มันจึงเป็นได้เพียงแค่หมัดของเด็กน้อยที่กำลังอาละวาด ไม่ใช่หมัดของพยัคฆ์ผู้เป็นเจ้าป่า"
สิงห์หอบหายใจหนักหน่วง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการไหลเวียนของลมปราณภายใน เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลเข้าตา ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังรอยแผลบนต้นสนด้วยความรู้สึกอัดอั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา ความแค้นที่มีต่อสำนักมารโลหิตและพญาอัคคีคอยแผดเผาจิตใจเขาให้ร้อนรุ่มทุกค่ำคืน เขากระหายที่จะแข็งแกร่งขึ้น เร็วขึ้น และเด็ดขาดขึ้น แต่ยิ่งเขาพยายามออกหมัดด้วยความแค้นมากเท่าใด แก่นแท้ของวิชาที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ดูกลับยิ่งเลือนรางราวกับสายหมอก
"ข้าพยายามแล้ว..." สิงห์เค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความดื้อรั้น "ข้าพยายามทำทุกอย่างตามที่ท่านสอน แต่ทุกครั้งที่หมัดกระทบเป้า มันว่างเปล่า... มันไม่มีชีวิต!"
จอมยุทธ์เมฆาถอนหายใจเบาๆ เดินเข้ามาตบไหล่หนาของสหายเบาๆ สัมผัสจากมืออีกฝ่ายหนักแน่นราวกับภูผา "ความแค้นเป็นเชื้อเพลิงที่ดีในการเริ่มต้น แต่เจ้าจงจำไว้... พยัคฆ์ไม่เคยล่าเหยื่อด้วยความโกรธเกรี้ยว พยัคฆ์ล่าเหยื่อด้วยความนิ่งสงบ ดุดัน และไร้ความปรานี เมื่อใดที่เจ้าสลัดความร้อนรุ่มทิ้งไปได้ เมื่อนั้นเสียงคำรามจึงจะก้องกังวาน"
พูดจบ สหายผู้รอบรู้ก็ถอยกลับไปยืนกอดอกในมุมมืดปล่อยให้สิงห์เผชิญหน้ากับความว่างเปล่าของผืนป่าอีกครั้ง
ความเงียบงันเข้าปกคลุมรอบกาย มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสนและเสียงหัวใจเต้นรัวระรัวในอกของสิงห์ เขับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ความมืดมิดกลืนกินประสาทสัมผัสภายนอก ภาพในอดีตย้อนกลับมาในห้วงคำนึง ค่ำคืนที่เพลิงโลหิตเผาผลาญสำนัก เสียงกรีดร้องของอาจารย์และพี่น้องร่วมสำนักที่ถูกคมดาบของพญาอัคคีคร่าชีวิต ร่างที่ไร้วิญญาณของบิดามารดาที่นอนจมกองเลือด
เพลิงแค้นลุกโชนขึ้นอีกครั้งในอก แต่วินาทีนั้นเอง... สิงห์จำคำสอนของจอมยุทธ์เมฆาได้ เขาไม่อนุญาตให้ความโกรธมาบงการร่างกายอีกต่อไป
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดึงพลังลมปราณจากจุดตันtian (ตันเถียน) โคจรไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรทั่วร่าง ร่างกายที่เคยเกร็งขึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง กล้ามเนื้อทุกมัดถูกจัดวางในตำแหน่งที่สมบูรณ์แบบ น้ำหนักตัวทิ้งลงสู่พื้นดินราวกับรากไม้หยั่งลึก ความนิ่งสงบแผ่ซ่านราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ไร้ระลอกคลื่น
สิงห์ลืมตาขึ้น ดวงตาสนั่นหวั่นไหวคู่นั้นเปลี่ยนเป็นสีเข้มข้น ดุดัน และเยือกเย็นในเวลาเดียวกัน
เปรี้ยง!
ไม่มีใครทันเห็นว่าเขาขยับตัวอย่างไร ร่างของสิงห์พุ่งทะยานออกไปข้างหน้าราวกับลูกศรที่หลุดจากแหล่ง แรงระเบิดจากการก้าวเท้าทำให้พื้นดินใต้ฝ่าเท้าปริแตกกระจาย หมัดขวาถูกง้างไปข้างหลังสุดแรง ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปปะทะกับลำต้นสนโบราณด้วยมุมองศาที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ชั่วพริบตาที่หมัดสัมผัสเปลือกไม้... เวลาคล้ายหยุดนิ่ง
ไม่มีเสียงกระแทกทึบๆ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่กลับเกิดเสียงระเบิดกัมปนาทราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน "ตูมมม!"
แรงกระแทกมหาศาลส่งคลื่นกระแทกอัดอากาศพุ่งทะลวกลงลึกไปถึงแก่นกลางของลำต้นสน ใบสนนับพันใบสั่นสะเทือนร่วงหล่นลงมาดั่งสายฝน และสิ่งที่ทำให้จอมยุทธ์เมฆาถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงก็คือ คลื่นเสียงความถี่ต่ำที่สะท้อนก้องกังวานลึกเข้าไปในผืนป่า—เสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มที่ดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขา ราวกับพญาเสือโคร่งตื่นจากการหลับใหลและส่งเสียงประกาศศักดาให้โลกได้รับรู้
รอยร้าวขนาดใหญ่แตกแขนงออกเป็นใยแมงมุมครอบคลุมลำต้นสนครึ่งหนึ่ง ก่อนที่เปลือกไม้หนาทึบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ฝุ่นผงไม้คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
สิงห์ยืนค้างอยู่ในท่าออกหมัด ลมหายใจหอบถี่ เม็ดเหงื่อไหลพรั่งพรู แต่แววตาของเขากลับสว่างวาบด้วยความกระจ่างแจ้ง พลังงานแปลกประหลาดสายหนึ่งไหลเวียนอยู่ในแขนขวา มันร้อนรุ่มแต่มั่นคง มันเกรี้ยวกราดแต่ควบคุมได้
เขากำหมัดแน่นขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกอัศจรรย์นี้คือสิ่งที่เขาตามหามาตลอด
จอมยุทธ์เมฆาก้าวเท้าเดินออกมาจากเงาไม้ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของสหายผู้เยือกเย็น แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด "ยอดเยี่ยม... เจ้าใช้เวลาเพียงเจ็ดวันในการทะลวงผ่านกำแพงจิตวิญญาณ นับว่าพรสวรรค์ของเจ้าไม่อาจมองข้ามได้จริงๆ"
สิงห์กำลังจะอ้าปากเอ่ยตอบ แต่ยังไม่ทันที่คำพูดจะหลุดจากริมฝีปาก ประสาทสัมผัสอันแหลมคมที่เพิ่งถูกยกระดับขึ้นของเขากลับจับพิรุธบางอย่างได้
สายลมที่พัดผ่านนำพาบางสิ่งมาด้วย... กลิ่นคาวเลือดจางๆ และกลิ่นอายลมปราณอันชั่วร้ายที่คุ้นเคยจนน่าสะอิดสะเอียน กลิ่นอายของสำนักมารโลหิต!
"ระวัง!" จอมยุทธ์เมฆาคำรามลั่น พร้อมกับสะบัดมือซ้ายซัดเข็มเงินสามเล่มพุ่งหายเข้าไปในพุ่มไม้ทึบเบื้องหน้าทันที
ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ!
เสียงโลหิตกระทบเนื้อดังขึ้นตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนอันน่าสยดสยอง แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของสิงห์กระตุกวาบไม่ใช่ศัตรูที่ซุ่มโจมตี หากแต่เป็นวัตถุที่กลิ้งตกลงมาจากพุ่มไม้ตามแรงกระแทก—
มันคือศีรษะมนุษย์ที่ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเซียว และที่ลำคอมีรอยสักรูปเปลวเพลิงโลหิตเด่นชัด... ศิษย์พี่รองผู้ทำหน้าที่ลาดตระเวนรอบค่ายพักแรมของพวกเขาเอง!
สิงห์ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความโกรธเกรี้ยวที่เพิ่งสงบลงถูกจุดชนวนขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรงเมื่อเงาร่างนับสิบปรากฏตัวขึ้นบนยอดไม้รอบกาย พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะหยันที่ดังระงมไปทั่วผืนป่าอันมืดมิด
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้บททดสอบของลูกผู้ชายคนนี้เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 5
หมัดแรกที่คำราม
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!