เสียงหอบหายใจอย่างรุนแรงดังประสานกับเสียงโลหะกระทบกันครั้งสุดท้าย ก่อนที่ความเงียบงันอันหนักอึ้งจะเข้าปกคลุมลานกว้างของค่ายโจรพยัคฆ์ทมิฬ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นฝุ่นดินและควันไฟที่ยังคงคุกรุ่น ร่างของหัวหน้าโจรผู้เคยประกาศก้าวกร้าวว่าจะกลืนกินยุทธภพ บัดนี้ทรุดฮวบลงคุกเข่าต่อหน้าหมัดคู่นั้น หมัดที่อัดแน่นด้วยความแค้น ความมุ่งมั่น และจิตวิญญาณแห่งลูกผู้ชาย
สิงห์ยืนหยัดนิ่ง ปลายเท้าหยั่งรากลึกราวกับต้นสนพันปี เม็ดเหงื่อไหลย้อยตามกรอบหน้าคมคาย ผสมผสานกับคราบเขม่าดินปืนและรอยแผลจากการต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่าน เขายังคงกำหมัดแน่น พลังลมปราณภายในร่างกายยังคงหมุนวนรุนแรงราวกับคลื่นใต้น้ำ แม้ศึกครั้งนี้จะได้รับชัยชนะ แต่มันไม่ใช่ชัยชนะเพื่อความสะใจ หากแต่เป็นก้าวแรกที่หนักอึ้งบนเส้นทางแห่งความรับผิดชอบ
"เจ้า..." เสียงแหบพร่าของหัวหน้าโจรพยัคฆ์ทมิฬเปล่งออกมาพร้อมลิ้นที่สำลักเลือด "วิชาหมัดพยัคฆ์ทะยานฟ้า... เจ้าฝึกมันจนถึงขั้นนี้ได้อย่างไร..."
สิงห์ลดหมัดลงช้าๆ สายตาคมกริบมองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ไม่มีแววตาแห่งความเย่อหยิ่งทระนง มีเพียงความนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก
"ข้าไม่ได้ฝึกเพื่อฆ่าฟันผู้ใด" สิงห์กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ก้องกังวานด้วยพลังภายใน "แต่ข้าฝึกเพื่อปกป้องสิ่งที่สมควรปกป้อง และทวงคืนความยุติธรรมให้ผู้บริสุทธิ์ที่พวกเจ้าเคยพรากชีวิตไป"
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของหัวหน้าโจรก็ล้มฟุบลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น ดับสิ้นชื่อในฐานะอธรรมผู้ยิ่งใหญ่
บรรยากาศรอบด้านยังคงอื้ออึงด้วยเสียงสะท้อนแห่งความตื่นตะลึง เหล่าสมุนโจรที่เหลืออยู่ต่างโยนอาวุธทิ้ง ยอมจำนนต่อหน้าความเด็ดเดี่ยวและฝีมือที่เหนือชั้นของชายหนุ่ม จอมยุทธ์เมฆาเดินเข้ามาตบบ่าสิงห์เบาๆ แววตาฉายแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
"เจ้าทำได้ดีมากสิงห์" จอมยุทธ์เมฆายิ้มบางๆ "การต่อสู้ในวันนี้ พิสูจน์แล้วว่าวิชาหมัดของเจ้าไม่ได้มีไว้เพื่อการทำลายล้าง แต่มีไว้เพื่อค้ำจุนคุณธรรมในยุทธภพ"
สิงห์หันไปมองสหายสนิท รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากก่อนจะเลือนหายไปเมื่อเขานึกถึงสิ่งสำคัญกว่า "เรายังพักไม่ได้ท่านเมฆา รีบไปปลดปล่อยชาวบ้านที่ถูกคุมขังในกรงเหล็กด้านหลังค่ายกันก่อนเถอะ ป่านนี้พวกเขาคงหวาดกลัวกันหมดแล้ว"
ประตูเหล็กบานใหญ่ที่ปิดตายถูกทำลายลงด้วยหมัดทรงพลังเพียงครั้งเดียว เสียงโซ่ตรวนที่หลุดร่วงลงพื้นดังกึกก้อง ท่ามกลางความมืดมิดของห้องใต้ดิน แสงคบเพลิงสาดส่องเข้าไปกระทบกับดวงตานับสิบคู่ที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาและความหวาดผวา ชาวบ้านนับร้อยชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนชรา หรือสตรี ต่างเบียดเสียดกันด้วยความหวาดระแวงในคราแรก
สิงห์รีบก้าวเข้าไปคุกเข่าลงเบื้องหน้าหญิงชราคนหนึ่งที่เนื้อตัวสั่นเทา เขารีบใช้มีดตัดเชือกที่มัดมือให้อย่างเบามือที่สุด สายตาที่มองนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นมุมที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับยามที่เขาต้องเผชิญหน้ากับศัตรู
"ไม่ต้องกลัวแล้วครับทุกท่าน..." เสียงของสิงห์นุ่มนวลและหนักแน่นในคราเดียวกัน "พวกเราปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครทำร้ายพวกท่านได้อีกต่อไปแล้ว"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนสายฝนชุ่มฉ่ำที่ตกลงกลางทะเลทรายอันแห้งแล้ง หญิงชราร้องไห้ออกมาโฮด้วยความอัดอั้นตันใจ นางโผเข้ากุมมือสิงห์ไว้แน่นพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างพากันคุกเข่าลงโขกศีรษะขอบคุณผู้มีพระคุณทั้งสองด้วยความซาบซึ้งใจ ภาพความรonร้าวดั่งตกนรกทั้งเป็นได้มลายหายไป เหลือเพียงความปีติยินดีที่ได้รับอิสรภาพกลับคืนมา
ท่ามกลางความชุลมุนของการช่วยเหลือตัวประกัน ชายชราคนหนึ่งในชุดผ้าป่านขาดวิ่น สวมหมวกงอบบังใบหน้า เดินเข้ามาใกล้สิงห์ เขาไม่ได้ร้องไห้หรือตื่นตระหนกเช่นคนอื่น ทว่าดวงตาภายใต้ปีกหมวกนั้นกลับลุ่มลึกและเต็มไปด้วยประกายประหลาด
"เจ้าหนุ่ม... หมัดเมื่อครู่ที่เจ้าใช้ปราบหัวหน้าโจรพยัคฆ์ทมิฬ คือวิชา 'พยัคฆ์ทะยานฟ้า' ของสำนักพยัคฆ์คำรามกระนั้นหรือ?" เสียงแหบแห้งแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้นท่ามกลางเสียงจอแจ
สิงห์ชะงักฝีเท้า หันไปมองชายชราผู้นั้นด้วยความระแวดระวัง สัญชาตญาณนักสู้บอกเขาว่า บุคคลผู้นี้ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาอย่างแน่นอน ลมปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของชายชราแม้จะถูกเก็บงำไว้มิดชิด แต่ก็ยังคงสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับผู้ฝึกยุทธ์
"ใช่แล้วครับ" สิงห์ตอบรับด้วยความสุภาพ แต่กล้ามเนื้อทั่วร่างกลับตื่นตัวพร้อมรับมือ "ผู้อาวุโสท่านนี้... มีนามกรใด เหตุใดจึงมาติดอยู่ในค่ายโจรแห่งนี้ได้เล่าครับ"
ชายชราผู้นั้นเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยแผลเป็นลากผ่านดวงตาข้างซ้าย แต่แววตาข้างขวากลับทอประกายคมกล้าดั่งพญาอินทรี เขาแย้มยิ้มมุมปาก ยื่นมือเหี่ยวย่นออกไปตบลงบนไหล่ของสิงห์เบาๆ สามครั้ง
"ข้ามีนามว่าอันใดไม่สำคัญนักหรอก... สำคัญที่ว่า เจ้ามีฝีมือและจิตใจที่กล้าหาญสมกับเป็นทายาทคนสุดท้ายของสำนักพยัคฆ์คำรามอย่างแท้จริง" ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงลึกล้ำ "แต่เจ้าจงจำไว้... ชัยชนะในวันนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของสงครามที่แท้จริง เพราะบัดนี้ 'พญาอัคคี' แห่งสำนักมารโลหิต ได้รับรู้การเคลื่อนไหวของเจ้าแล้ว และเขากำลังส่งมือสังหารระดับปรมาจารย์มาเด็ดหัวเจ้าในอีกไม่ช้านี้!"
สิงห์และจอมยุทธ์เมฆาต่างหน้าถอดสีลงทันทีเมื่อได้ยินนามนั้น ทว่าก่อนที่สิงห์จะได้ซักถามอันใดเพิ่มเติม ชายชราปริศนากลับสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง ร่างทั้งร่างก็พุ่งทะยานหายวับไปกับความมืดมิดของราตรีด้วยวิชาตัวเบาที่รวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ ทิ้งไว้เพียงกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นลงแทบเท้าของสิงห์
เมื่อสิงห์ก้มลงเก็บและคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกดู ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น บนกระดาษมีลายมือเขียนด้วยเลือดสดๆ เป็นแผนที่นำทางไปยัง 'หุบผาโลหิต' พร้อมข้อความสั้นๆ ที่เขียนไว้ว่า...
*“หากอยากรู้ความจริงเรื่องการตายของอาจารย์เจ้า จงมาหาข้าก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้าในวันพรุ่งนี้... ศิษย์พี่ผู้ทรยศของเจ้า”*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับพยัคฆ์หนุ่มผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 14
ชัยชนะและผู้ร่วมอุดมการณ์
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!