กระดูกซี่โครงซีกขวาของสิงห์ร้าวระบมจนทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายจะส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเสียดแทียนถึงขั้วหัวใจ พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นวงกว้างจากแรงกดดันมหาศาลที่พญาอัคคีแผ่ซ่านออกมา รัศมีสีแดงฉานดั่งโลหิตรอบกายของประมุขสำนักมารโลหิตกำลังบีบอัดอากาศรอบตัวให้กลายเป็นห้องขังไร้อากาศ หายใจลำบาก เลือดสด ๆ ไหลยิ้มมุมปากของพยัคฆ์หนุ่ม แต่นัยน์ตาคู่คมสีดำสนิทไม่มีวแววหวาดหวั่นแม้แต่น้อย มันยังคงลุกโชนด้วยเปลวไฟแห่งความดื้อรั้น
"เจ้ายังยืนไหวอีกหรือ เจ้าหนู?" เสียงหัวเราะเยาะหยันของพญาอัคคีดังขึ้นก้องกังวานในลานประลอง ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงราวกับมัจจุราชกำลังคืบคลานเข้าหาเหยื่อ "เคล็ดวิชาพยัคฆ์ทะยานฟ้าของสำนักเจ้า มันจบลงแค่นี้แหละ ยอมจำนนและมอบคัมภีร์เสีย ข้าอาจจะเมตตาไว้ชีวิตให้เจ้าไปกราบศพอาจารย์ของเจ้าที่ยมโลก"
สิงห์ไม่ตอบคำพูดเย้ยหยันนั้น ปลายลิ้นของเขารับรู้ได้ถึงรสชาติคาวคลุ้งของเลือด แต่มือกำปั้นทั้งสองข้างกลับกำแน่นขึ้นจนเส้นเลือดปูดโปน มือที่สั่นเทาไม่ได้เกิดจากความกลัว แต่มันคือความโกรธเกรี้ยวและพลังงานดิบที่อัดแน่นอยู่ภายใน ร่างกายของเขาตอนนี้เปรียบเสมือนหม้อต้มน้ำที่กำลังเดือดพล่าน รอเวลาทะลักทลาย
'เจ้าสิงห์ ตั้งสติไว้!' เสียงของจอมยุทธ์เมฆาดังสะท้อนก้องขึ้นในห้วงความคิด แม้สหายสนิทจะยืนดูอยู่ห่าง ๆ ด้วยความเป็นห่วงและบาดเจ็บไม่แพ้กัน แต่แววตาที่ส่งมาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น 'ท่าแรกเจ้าใช้หมดเปลือกแล้ว หากเจ้ายังฝืนกระบวนท่าเดิม เจ้าจะไม่มีวันทะลวงผ่านเกราะโลหิตของมันได้... จงระลึกถึงคำสอนของอาจารย์ หมัดไม่ใช่แค่เรื่องของพลัง แต่มันคือจิตวิญญาณ!'
จิตวิญญาณงั้นหรือ...
ในเสี้ยววินาทีนั้น ภาพความทรงจำในวัยเยาว์ไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวของสิงห์ราวกับสายน้ำหลาก วันที่สำนักถูกเผาทำลาย เสียงกรีดร้องของผู้บริสุทธิ์ และร่างไร้วิญญาณของอาจารย์ที่ปกป้องเขาไว้ด้วยลมหายใจสุดท้าย ความแค้น ความเจ็บปวด และความรับผิดชอบอันหนักอึ้งหลอมรวมกันอยู่ในอก
สิงห์หลับตาลงชั่วพริบตา ปล่อยให้ความเจ็บปวดทางกายเลือนหายไป เหลือไว้เพียงความนิ่งสงบดั่งผิวน้ำในยามค่ำคืน แต่เบื้องลึกกลับซ่อนพายุเฮอร์ริเคนเอาไว้
"ท่านคิดว่าข้าพ่ายแพ้แล้วจริง ๆ หรือ..." เสียงของสิงห์แหบพร่าแต่มั่นคงอย่างประหลาด เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตานั้นเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทที่ลẫกดั่งห้วงเหวลึก ไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนกหลงเหลืออยู่
พญาอัคคีขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มตรงหน้า พลังที่เคยกระจัดกระจายเมื่อครู่ ตอนนี้กลับถูกรวบรวมและกดต่ำลงสู่จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายอย่างสมบูรณ์แบบ "เด็กอวดดี คิดจะเล่นตลกอะไรอีก!"
ปึง!
สิงห์ก้าวเท้าขวาออกไปข้างหน้าอย่างรุนแรง พื้นศิลาแตกกระចាយเป็นเสี่ยง ๆ แรงกระแทกนั้นสะท้อนขึ้นมาตามข้อต่อ แต่คราวนี้กระดูกที่เคยร้าวกลับส่งเสียงลั่นประหลาด ราวกับพวกมันกำลังประสานเข้าหากันด้วยพลังใจที่เกินร้อย
นี่ไม่ใช่เคล็ดวิชาพยัคฆ์ทะยานฟ้าขั้นที่หนึ่งที่เน้นความเร็วและความรุนแรงแบบตรงไปตรงมา แต่มันคือ... **"หมัดทะลวงปฐพี"** ท่าที่สองที่อาจารย์เคยกล่าวไว้ว่ามีเพียงผู้ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของความตายเท่านั้นจึงจะสามารถเบิกเนตรและเข้าใจมันได้!
รัศมีสีทองจาง ๆ เริ่มปรากฏขึ้นรอบหมัดทั้งสองข้างของสิงห์ มันไม่ใช่แสงสว่างเจิดจ้า แต่เป็นประกายแสงที่หนักแน่นและอบอุ่นดั่งผืนแผ่นดิน ท่าร่างของเขาเปลี่ยนไป จากเสือร้ายที่กระโจนเข้าหาเหยื่อ กลายเป็นขุนเขาที่นิ่งสงบแต่มั่นคง ไร้เทียมทาน และพร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า
พญาอัคคีหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย สัญชาตญาณดิบของยอดฝีมือเตือนภัยว่ากำลังเผชิญหน้ากับอันตรายที่ไม่คาดคิด "วิชาเดรัจฉานอะไรกัน!" เขากู่ร้องคำรามสะท้านฟ้า รวบรวมพลังโลหิตทั้งหมดเข้าที่ฝ่ามือขวาจนเกิดเป็นลูกบอลเพลิงสีเลือดขนาดใหญ่ พุ่งเข้าใส่สิงห์ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ หวังจะปิดฉากการต่อสู้ในกระบวนท่าเดียว
ตูมมมม!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะทำให้ฝุ่นควันและเศษหินตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ลานประลองสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว จอมยุทธ์เมฆาถึงกับต้องยกแขนขึ้นบังแรงลมที่กรรโชกอย่างรุนแรงด้วยความตกใจ
ท่ามกลางกลุ่มควันที่ค่อย ๆ จางลง ภาพที่ปรากฏต่อสายทำให้ทุกคนต้องเบิกตากว้างด้วยความตะลึงงัน หมัดขวาของสิงห์ฝังลึกอยู่กลางฝ่ามือเพลิงโลหิตของพญาอัคคี แรงกดดันจากหมัดทะลวงปฐพีได้บดขยี้พลังมารจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ พลังลมปราณสีทองสะท้อนกลับไปกระแทกร่างของพญาอัคคีจนต้องกระถอยหลังไปหลายก้าว รอยเลือดสด ๆ ไหลซึมออกจากมุมปากของจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนักมารโลหิต
สิงห์ยืนหยัดอย่างสง่างาม ลลมหายใจสม่ำเสมอ ร่างกายที่เคยสะินสะเทือนบัดนี้กลับเต็มไปด้วยพลังชีวิตที่เอ่อล้น เขาจ้องมองศัตรูตัวฉกาจด้วยแววตาที่เยือกเย็นและทรงพลัง
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังพลิกกลับและชัยชนะอยู่แค่เอื้อมนั้นเอง เสียงปรบมือช้า ๆ เย็นเยียบ ก็ดังขึ้นจากความมืดมิดบริเวณมุมตึกร้างด้านหลังลานประลอง...
"ช่างเป็นหมัดที่ยอดเยี่ยมเสียจริง... สมกับที่เป็นทายาทคนสุดท้ายของสำนักพยัคฆ์"
ร่างเงาในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ก้าวออกมาจากเงาไม้ ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกสวมทับด้วยหน้ากากเงินลายพยัคฆ์ยิ้ม และสิ่งที่ทำให้หัวใจของสิงห์หยุดเต้นไปชั่วขณะ ก็คือกระบี่ในมือของบุคคลปริศนาผู้นั้น... มันคือกระบี่ประจำตัวของอาจารย์ที่หายสาบสูญไปพร้อมกับคืนวันที่สำนักถูกทำลาย!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้พยัคฆ์หนุ่มก้าวไปข้างหน้าด้วยกันนะครับ
พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 13
พลังใจเกินร้อย
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!