คราบเลือดสีคล้ำบนผนังไม้ไผ่ยังคงชื้นแฉะ สะท้อนกลิ่นอายคาวคละคลุ้งของสำนักมารโลหิตที่เพิ่งถูกกวาดล้างไปเมื่อยามค่ำคืน เสียงกระบี่กระทบฝักดังแกร็กเบาๆ ขัดกับความเงียบงันภายในโรงเตี๊ยมร้างนอกเมืองหลวง สิงห์ยืนนิ่งสงสงบอยู่เบื้องหน้าคราบโลหิตนั้น ปลายนิ้วเรียวยาวแต่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการฝึกปรือหมัดเหล็กสัมผัสลงบนรอยแยกของเนื้อไม้ ดวงตาคู่คมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มซ่อนประกายความเหนื่อยล้าไว้ภายใต้ความนิ่งขรึม ศึกคราวก่อนแม้จะได้รับชัยชนะ แต่มันก็แลกมาด้วยบาดแผลลึกที่หัวไหล่ซ้าย ซึ่งยังคงส่งความเจ็บแปลบทุกครั้งที่ลมหายใจเข้าออกลึกเกินไป
"เจ้ายังกังวลเรื่องข่าวลือในตลาดนัดสามแยกอยู่หรือ สิงห์"
เสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่นดังขึ้นจากมุมมืด จอมยุทธ์เมฆาก้าวออกมาจากเงาของเสาไม้ สหายสนิทผู้ผ่านความเป็นความตายร่วมกันมาหลายครา ในมือถือจอกเหล้าเคลือบดินเผาที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นของสุธาราตรี เมฆาส่งยอดฝีมือผู้รอบรู้รายนี้ทอดสายตามองสหายด้วยความห่วงใย แววตาสะท้อนความรู้สึกหลากหลาย ทั้งชื่นชมและกังวลใจระคนกัน
"ข้าไม่ได้กังวลเรื่องคำสรรเสริญเยินยอหรอก เมฆา... ท่านก็รู้ว่าชื่อเสียงพวกนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา" สิงห์ถอนหายใจยาว ชักมือกลับมาประสานไว้ที่หน้าอก สีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความหนักอึ้ง "แต่สิ่งที่ข้าห่วงคือ การที่พวกมันเริ่มขยับตัวเร็วกว่าที่เราคาดคิด การที่ชื่อของข้าถูกกล่าวขานไปทั่วในฐานะ 'มือปราบมารรุ่นใหม่' ย่อมทำให้พญาอัคคีและเหล่าสมุนหันมาเพ่งเล็งเราโดยตรง แผนการที่เราวางไว้เพื่อสืบหาเบาะแสเรื่องสำนักอาจจะต้องปรับเปลี่ยนทั้งหมด"
เมฆายกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะไม้เก่า เสียงกระทบเบาๆ ดังก้องกังวานในความเงียบ "เจ้าคิดถูกครึ่งเดียว สหายรัก..." เมฆายิ้มมุมปาก "ชื่อเสียงไม่ได้มีไว้แค่ให้คนยอ แต่มันคือ 'เหยื่อล่อ' ชั้นดี ในเมื่อพวกมันส่งคนมากำจัดเจ้าไม่สำเร็จ และตอนนี้เจ้ายืนเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางสายตาชาวยุทธภพ พญาอัคคีผู้เย่อหยิ่งย่อมไม่อาจปล่อยให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งมาทำลายชื่อเสียงของสำนักมารโลหิตได้ง่ายๆ เขาจะต้องส่งยอดฝีมือที่แท้จริงออกมา และนั่นแหละ... คือโอกาสที่เราจะได้ลากหางเสือของพวกมันออกมาจากเงื้อมมืด"
สิงห์หรี่ตาลงเล็กน้อย ความคิดในหัวหมุนวนอย่างรวดเร็ว ภาพเหตุการณ์วันที่สำนักถูกเผาทำลายและหยาดน้ำตาของคนในครอบครัวผุดขึ้นมาในห้วงคำนึง ความแค้นที่สุมอกไม่เคยจางหาย แต่บทเรียนสอนให้เขารู้ว่า ความแค้นอย่างเดียวไม่สามารถสยบพญาอัคคีได้ ต้องใช้ความเยือกเย็น สติปัญญา และหมัดเหล็กที่ทรงพลังที่สุดเท่านั้น
"ถ้าเช่นนั้น ข่าวลือที่ว่าข้าถือครองคัมภีร์ลับยุทธ์ภพ ก็น่าจะเป็นฝีมือของพญาอัคคีที่จงใจปล่อยออกมาเพื่อสร้างความปั่นป่วนสินะ" สิงห์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับลุกโชนด้วยประกายเพลิงแห่งการต่อสู้
"แม่นยำแล้ว" เมฆาพยักหน้ารับช้าๆ "ตอนนี้สำนักใหญ่ในยุทธภพต่างส่งคนออกตามหาเจ้า บ้างก็อยากมาร่วมมือ บ้างก็อยากมาชิงคัมภีร์ โรงเตี๊ยมแห่งนี้คงสงบได้อีกไม่นาน เจ้าพร้อมจะรับมือกับคลื่นลมที่จะโหมกระหน่ำเข้ามาหรือยัง สิงห์?"
สิงห์ไม่ตอบในทันที เขาหันกลับไปมองกระบี่และหมัดคู่ใจที่วางอยู่บนโต๊ะ เขายื่นมือออกไปกุมกำปั้นแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะเบาๆ บ่งบอกถึงพละกำลังภายในที่ได้รับการขัดเกลาจนถึงขีดสุด ความเจ็บปวดที่หัวไหล่ซ้ายถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยว ลูกผู้ชายชาติอาชาไนย เมื่อเลือกเดินเส้นทางนี้แล้ว ต่อให้เบื้องหน้าคือภูเขาดาบหรือทะเลเพลิง เขาก็ไม่มีวันถอยหลังเป็นอันขาด
"ข้าไม่เคยกลัวคลื่นลม เมฆา..." เสียงของสิงห์หนักแน่นและกังวาน "ยิ่งพายุโหมกระหน่ำรุนแรงเท่าไหร่ หมัดของข้าก็ยิ่งแกร่งขึ้นเท่านั้น ใครที่คิดจะใช้ชื่อเสียงของข้าเป็นบันไดไต่เต้า หรือใช้ความตายของคนในสำนักมาเป็นเครื่องมือ มันผู้นั้นต้องเตรียมตัวชดใช้ด้วยเลือด!"
บรรยากาศภายในห้องโถงกว้างพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที อกเสื้อของสิงห์กระพือเล็กน้อยตามแรงลมปราณที่แผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว เมฆาเห็นดังนั้นก็แย้มยิ้มบางๆ ออกมาอย่างพึงพอใจ สหายของเขาคนนี้เติบโตขึ้นมากจริงๆ ไม่ใช่แค่ฝีมือหมัดมวยที่ก้าวหน้า แต่จิตใจและวิสัยทัศน์ได้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นเสาหลักที่แท้จริงของยุทธภพในยุคสมัยใหม่นี้แล้ว
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบกำลังปกคลุมอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงชุดหนึ่งก็ดังแว่วมาจากเบื้องล่าง มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนธรรมดา แต่เป็นเสียงย่างก้าวที่เปี่ยมไปด้วยพลังลมปราณอันดุดันและเยือกเย็น ราวกับพญาเสือโคร่งที่กำลังย่างสามขุมเข้าหาเหยื่อในอาณาเขตของมัน
เมฆาหุบยิ้มทันที สายตาคมกริบมองไปยังประตูด้านหน้า "ดูเหมือนว่า เหยื่อล่อที่เราพูดถึง จะมาเคาะประตูถึงที่เสียแล้ว..."
สิงห์ไม่เอวาจาใดๆ เขาเพียงแต่ก้าวเท้าออกไปยืนขวางหน้าประตูล่าง ดึงรั้งพลังปราณหมัดเหล็กเข้าสู่จุดตันตรัยอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อทุกส่วนตึงเกร็งพร้อมปะทะ แววตาของพยัคฆ์หนุ่มจ้องมองผ่านรอยแยกของบานประตูไม้ที่กำลังถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทที่แผ่ไอสังหารรุนแรงจนอากาศรอบข้างแทบจะแข็งตัว
และเมื่อเงาร่างนั้นก้าวพ้นขอบประตูเข้ามา แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาก็เผยให้เห็นใบหน้าที่สิงห์และเมฆาไม่มีวันลืม... ใบหน้าที่ควรจะตายไปในกองเพลิงเมื่อสัปดาห์ก่อน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับพยัคฆ์หนุ่มผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 15
ข่าวลือในยุทธภพ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!