หยดน้ำฝนที่เทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่ว หาได้ชะล้างกลิ่นคาวเลือดบนพื้นดินให้เจือจางลงไม่ กลับกัน มันยิ่งขับเน้นกลิ่นอายแห่งความตายให้คละคลุ้งหนาแน่นขึ้นในยามวิกาล
"ระวังตัวด้วยสหาย... คืนนี้บรรยากาศมันผิดเพี้ยนชอบกล" เสียงทุ้มต่ำของจอมยุทธ์เมฆาดังลอดผ่านม่านสายฝนที่สาดซัดเข้ามาใต้เพิงศาลเจ้าร้าง สองตาคมกริบกวาดมองออกไปในความมืดมิดเบื้องนอก นิ้วมือขวาของเขาแทบไม่ห่างจากด้ามกระบี่ข้างกาย
สิงห์ นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินผุพัง ลมหายใจเข้าออกของเขายาวลึกและสม่ำเสมอ แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหิน แต่โสตประสาททั่งห้ากลับตื่นตัวถึงขีดสุด หมัดเหล็กทั้งสองข้างถูกกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ผิวหนังกำยำชุ่มไปด้วยเหงื่อผสมหยดน้ำฝนที่ซึมผ่านรอยแตกของหลังคารั่วลงมา
ปมแค้นในใจยังคงแผดเผา ราวกับถ่านไฟเก่าที่ถูกลมพัดกระพือ สำนักมารโลหิตฆ่าล้างครอบครัวและอาจารย์ของเขาอย่างไร้ความปรานี และในคืนพายุโหมกระหน่ำนี้... บางทีมันอาจจะเป็นคืนที่หนี้เลือดต้องชำระด้วยเลือด
"ข้าสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร..." สิงห์เอ่ยขึ้นเบาๆ ดวงตาคมกริบเปิดขึ้น เปล่งประกายสีทองอำพันเรืองรองในความมืดมิดยามกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ "พวกมันไม่ได้มาแค่คนสองคน และไม่ได้มาเพื่อเจรจา"
ซ่าส์! เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าคำรามกึกก้องสะท้านปฐพี แสงสีขาววาบส่องให้เห็นเงาร่างนับสิบพุ่งแหวกสายฝนเข้ามาล้อมรอบศาลเจ้าร้างแห่งนี้อย่างรวดเร็วราวกับภูตผี การเคลื่อนไหวไร้สุ้มเสียงและเต็มไปด้วยรังสีอำมหิตที่เยือกเย็น
"มือสังหารเงาทมิฬแห่งสำนักมาร..." จอมยุทธ์เมฆากัดฟันกรวด ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลังปราณสีครามแผ่ซ่านออกจากร่างจนหยดน้ำฝนที่ตกลงใกล้ตัวระเหยกลายเป็นไอ "ดูท่าพญาอัคคีคงส่งพวกเดนตายมาเก็บกวาดเราจริงๆ สินะ"
สิ้นเสียงของจอมยุทธ์เมฆา ประตูไม้ผุพังของศาลเจ้าก็ถูกซัดกระเด็นด้วยพลังปราณอันรุนแรง เศษไม้แตกกระจายเกลื่อนกลาด ท่ามกลางสายฝนที่สาดส่องเข้ามา ปรากฏร่างของบุรุษชุดดำสนิทสวมหน้ากากอสูรโลหิตสามคนยืนขวางทางเข้า ดวงตาใต้หน้ากากคู่นั้นเย็นชาไร้ความรู้สึก และในมือถืออาวุธแปลกตาที่มีโซ่ตรวนระโยงระยาง
สิงห์ผุดลุกขึ้นยืนช้าๆ กระแสลมปราณหมัดเหล็กทะยานฟ้าแผ่ขยายออกรอบตัวจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นรอยแยก เขาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเด็ดเดี่ยวและไฟแค้นที่ลุกโชนอยู่ในอก
"อยากได้หัวของข้า... ก็ลองเข้ามาเอาดู" สิงห์เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน ทรงพลัง และเปี่ยมด้วยความมั่นใจในวิทยายุทธ์ของตนเอง
มือสังหารตรงกลางส่งเสียงหัวเราะเยือกเย็นในลำคอ ก่อนจะพุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ โซ่ตรวนในมือสะบัดแหวกอากาศส่งเสียงหวีดหิวแหลมคมพุ่งตรงเข้าใส่ลำคอของสิงห์อย่างหมายเอาชีวิต
ฉับพลัน! การต่อสู้พัวพันท่ามกลางพายุฝนก็ระเบิดขึ้นอย่างดุเดือด
สิงห์ไม่หลบหลีก เขาใช้ "หมัดเหล็กทะยานฟ้า" กระแทกสวนออกไปตรงๆ หมัดที่อัดแน่นด้วยพลังปราณอันบริสุทธิ์ปะทะเข้ากับโซ่ตรวนเหล็กจนเกิดประกายไฟสว่างวาบแข่งกับสายฟ้าบนท้องฟ้า แรงปะทะทำให้ลมกระโชกตีวงกว้าง พัดหยดน้ำฝนรอบตัวกระเด็นออกไปเป็นวงกลมราวกับโดนคลื่นกระแทก
แม้พวกมันจะใช้วิชามารที่รวดเร็วและลึกลับซับซ้อน แต่สิงห์และจอมยุทธ์เมฆาก็ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่อย่างรู้ใจ กระบี่ของจอมยุทธ์เมฆาพริ้วไหวราวกับสายหมอกคอยสกัดกั้นการโจมตีด้านหลัง ขณะที่หมัดของสิงห์หนักหน่วงราวกับภูเขาพังทลายทะลวงแนวป้องกันด้านหน้าจนมือสังหารฝ่ายตรงข้ามเริ่มถอยร่น
ผ่านไปหลายสิบกระบวนท่า เลือดสีเข้มปนกับหยดน้ำฝนไหลนองพื้น ศาลเจ้าร้างแทบพังทลายลงมาจากการปะทะกันของยอดฝีมือทั้งสองฝ่าย
สิงห์หอบหายใจเล็กน้อย เม็ดเหงื่อและน้ำฝนไหลอาบใบหน้าคมคาย ดวงตายังคงจ้องมองไปยังเงาร่างลึกลับที่เหลืออยู่เบื้องนอก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าหน่วยสังหารชุดนี้ มันยืนอยู่บนยอดกำแพงหักพัง ปล่อยพลังปราณสีแดงฉานน่าสะพรึงกลัวออกมาข่มขวัญ
"ฝีมือไม่เลวเลยนี่ เจ้าหนูสิงห์สมคำร่ำลือ..." น้ำเสียงแหบพร่าและเย้ยหยันดังขึ้นจากเงาร่างนั้น ก่อนที่มันจะค่อยๆ ถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัว และรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก "แต่... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการซุ่มโจมตีครั้งนี้ มีแค่พวกเรา?"
สิงห์ชะงักไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบด้วยความสังหรณ์ใจที่แปลกประหลาด
จอมยุทธ์เมฆาเบิกตากว้าง รีบหันไปมองรอบด้านทันที "ระวัง! มันถ่วงเวลาเรา!"
ทันใดนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของสิงห์และจอมยุทธ์เมฆาก็เรืองแสงสีโลหิตขึ้นมาอย่างกะทันหัน อักขระมารโบราณนับร้อยตัวผุดขึ้นจากพื้นดิน ล้อมรอบตัวพวกเขาทั้งสองไว้ในค่ายกลอาคมขนาดยักษ์ที่ทรงพลังจนน่าอึดอัด พลังกดดันมหาศาลกดทับลงบนบ่าจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
หัวหน้ามือสังหารแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียม ยกมือขึ้นส่งสัญญาณบางอย่าง
จากความมืดมิดนอกศาลเจ้า ร่างของสตรีในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์แต่เปียกโชกไปด้วยหยดฝนคนหนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมา นางถือกระบี่สั้นในมือ ใบหน้างดงามแต่เย็นชาไร้ความรู้สึก และที่สำคัญที่สุด... ดวงตาคู่นั้นสิงห์จำได้แม่นยำไม่มีวันลืม
"นะ... น้องสาวข้า?" สิงห์อุทานออกมาด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ พลังหมัดในกายแทบแปรปรวนเมื่อเห็นบุคคลที่เขาคิดว่าตายไปแล้วตั้งแต่คืนวันล้างสำนัก กลับยืนอยู่เบื้องหน้าในฐานะมือสังหารคนสำคัญของสำนักมารโลหิต
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับพยัคฆ์หนุ่มผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 16
กับดักกลางสายฝน
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!