ไอความร้อนจากอ่างโอสถสมุนไพรเดือดพล่าน ส่งกลิ่นฉุนกึกของโสมร้อยปีและรากมังกรดำคละคลุ้งไปทั่วเรือนไม้ไผ่หลังน้อย
สิงห์กัดฟันแน่นจนกรามทั้งสองข้างนูนเด่น เส้นเลือดปูดโปนขมับขวาจากความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย พิษโลหิตมารของพญาอัคคีที่ตกค้างอยู่ในจุดตันtian (ตันเถียน) กำลังถูกพลังลมปราณบริสุทธิ์ของจอมยุทธ์เมฆากดทับและขับไล่ออกมาอย่างช้าๆ ทว่าดุดัน
"อย่าเพิ่งถอดใจ สหายรัก... เจ้าแบกรับความแค้นของสำนักไว้บนบ่ามากมายเพียงนี้ จะมาล้มลงที่นี่ไม่ได้เป็นอันขาด"
เสียงทุ้มนุ่มลึกของจอมยุทธ์เมฆาดังขึ้นท่ามกลางเสียงเดือดพล่านของสมุนไพร ฝ่ามือทั้งสองข้างของเมฆาประกบเข้าที่แผ่นหลังเปลือยเปล่าของสิงห์ พลังลมปราณสีครามเข้มไหลทะลักดั่งสายน้ำเชี่ยว ประสานกับหยาดเหงื่อที่หลั่งรินท่วมร่างของทั้งสอง
สิงห์หายใจหอบกระชั้น ดวงตาคมกริบเบิกโพงขึ้นเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ว่าลมปราณขุ่นมัวที่เคยติดขัดตามเส้นชีพจรเริ่มคลายตัว ความเจ็บปวดเสียดแทรกราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงค่อยๆ บรรเทาลงทีละน้อย ความรู้สึกชาหนึบที่แขนขาตั้งแต่ศึกครั้งก่อนที่หุบเขาอัคคีเริ่มถูกแทนที่ด้วยความร้อนอุ่นสบายที่แผ่ซ่านไปถึงกระดูก
ผ่านไปหนึ่งก้านธูปเต็มๆ เสียงคำรามต่ำในลำคอของสิงห์ก็ดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะพ่นโลหิตสีดำคล้ำออกมาคำโตลงในอ่างโอสถ จนน้ำยาสมุนไพรสีเขียวมรกตเปลี่ยนเป็นสีนิลกาฬในพริบตา
ฮู...
สิงห์สูดลมหายใจเข้าลึกที่สุดในรอบหลายเดือน ความรู้สึกปลอดโปร่งราวกับหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งความตายแผ่ซ่านไปทั่วร่าง กล้ามเนื้อทุกมัดกระชับแน่น พลังลมปราณในตันเถียนหมุนวนอย่างราบรื่นและทรงพลังยิ่งกว่าเก่าเสียอีก เขายกมือขึ้นกำหมัดช้าๆ เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะดังขึ้นสะท้อนความแข็งแกร่งที่ฟื้นคืนกลับมาเต็มร้อย
"ขอบคุณท่านมาก... พี่เมฆา" สิงห์หันมาประสานหมัดคารวะด้วยความซาบซึ้งใจ น้ำเสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น
จอมยุทธ์เมฆาทรุดกายลงนั่งพับเพียบกับพื้นเรือน ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวลงเล็กน้อยจากการสูญเสียลมปราณไปโข แต่รอยยิ้มบางเบายังคงประดับอยู่บนมุมปาก เขายกพัดจีบขึ้นสะบัดเบาๆ พลางส่ายหัว
"ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอกสิงห์ ร่างกายเป็นของเจ้า หากใจเจ้าไม่ยอมแพ้ต่อความตาย ปาฏิหาริย์นี้ก็คงไม่เกิดขึ้น... ว่าแต่ เจ้าสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของ 'หมัดพยัคฆ์ทะยานฟ้า' ขั้นที่ห้าแล้วหรือไม่?"
คำถามของเมฆาทำให้ดวงตาของสิงห์ประกายวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่ง เขานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่เพื่อสำรวจภายใน
ก่อนหน้านี้ วิชาหมัดพยัคฆ์ทะยานฟ้าของเขาติดอยู่ที่ขั้นที่สี่มาโดยตลอด เนื่องจากอาการบาดเจ็บเรื้อรังและจิตใจที่ถูกความแค้นครอบงำจนลมปราณเกิดช่องว่าง ทว่าในยามนี้ เมื่อพิษมารถูกขับออกจนหมดสิ้น จิตใจสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในคืนไร้จันทร์ เขากลับพบว่ากระบวนท่าทั้งหมดถูกร้อยเรียงใหม่อย่างไร้รอยต่อ ราวกับเสือร้ายที่มิได้มีดีแค่พละกำลัง แต่ยังมีความพลิกแพลงและลึกล้ำดั่งห้วงสมุทร
"ข้าสัมผัสได้..." สิงห์เอ่ยเสียงต่ำ มือขวาค่อยๆ กำเข้าหากันช้าๆ จนเกิดเสียงลมระเบิดเบาๆ ที่ปลายนิ้ว "มันไม่ใช่แค่การฟื้นตัว แต่มันคือการทะลวงขีดจำกัด พญาอัคคี... ถึงเวลาที่เราต้องสะสมบัญชีหนี้เลือดนี้กันเสียที"
เมฆาหุบพัดในมือ เสียงกระทบกันเบาๆ ดึงบรรยากาศให้กลับมาจริงจังอีกครั้ง เขามองออกไปนอกหน้าต่างเรือนไม้ไผ่ที่ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้มยามสนธยา เบื้องหน้าของพวกเขาคือทางแยกสำคัญของยุทธภพ
"เมืองหลวง... คือเป้าหมายต่อไปของเรา" เมฆากล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุม "ข่าวกรองล่าสุดแจ้งว่า พญาอัคคีแอบเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าขุนนางกังฉินและกวาดล้างสำนักคุณธรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ หากพวกเราช้าไปแม้แต่ก้าวเดียว ยุทธภพทั้งยุทธภพอาจตกอยู่ในกำมือของสำนักมารโลหิตอย่างสมบูรณ์"
สิงห์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายของเขาสะท้อนกลิ่นอายความน่าเกรงขามออกมาอย่างปิดไม่มิด เสื้อผ้าชุดใหม่ถูกสวมทับ รัดกุมทะมัดทะแมง พร้อมสำหรับการเดินทางไกล
"เช่นนั้นก็อย่าได้รอช้าเลยครับ ข้าพร้อมแล้ว" สิงห์กล่าวพลางคว้ากระบี่คู่กายและคาดสายคาดเอว
ทั้งสองก้าวเดินออกจากเรือนไม้ไผ่ มุ่งหน้าสู่ตีนเขาที่ซึ่งม้าฝีเท้าดีสองตัวถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพ การเดินทางสู่เมืองหลวงของยุทธภพเต็มไปด้วยอันตรายและอุปสรรคที่คาดเดาไม่ได้ แต่สำหรับลูกผู้ชายทั้งสองคนแล้ว ความกลัวมิใช่สิ่งที่อยู่ในพจนานุกรม มีเพียงเป้าหมายเบื้องหน้าและความยุติธรรมที่ต้องทวงคืนเท่านั้นที่ขับเคลื่อนพวกเขาไปข้างหน้า
ทว่า ในขณะที่สิงห์กำลังจะก้าวเท้าขึ้นคร่อมหลังม้า สายลมยามค่ำคืนก็พัดหอบเอาความเย็นยะเยือกแปลกประหลาดเข้ามาปะทะใบหน้า กลิ่นอายลมปราณที่ไม่คุ้นเคยแต่ทรงพลังอย่างยิ่งแผ่ซ่านมาจากพุ่มไม้ทึบเบื้องทาง
กริ๊ง... เสียงกระดิ่งเงินดังแว่วมาตามสายลม ราวกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ซ่อนเร้นอยู่ในความมืด
สิงห์ชะงักฝีเท้า ดวงตาหรี่แคบลงทันที สัญชาตญาณนักสู้เตือนภัยพุ่งพล่านถึงขีดสุด เมฆาเองก็ยกพัดขึ้นตั้งรับอย่างไร้เสียง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาในทันที
"ใครกัน!" สิงห์ตวาดก้อง พลังลมปราณหมัดพยัคฆ์ทะยานฟ้าถูกปลดปล่อยออกมาขู่ขวัญรอบทิศทาง
ท่ามกลางเงาไม้ที่ไหววูบ ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายหงส์ทองค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืด ใบหน้าครึ่งบนถูกปิดบังด้วยหน้ากากเงิน ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นกลับเปล่งประกายคมกริบดั่งคมดาบที่พร้อมปลิดชีพคนได้ทุกเมื่อ
"ไม่ต้องตกใจไป... คุณชายสิงห์" น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งเอ่ยขึ้น พร้อมกับโยนป้ายหมากล้อมหยกขาวชิ้นหนึ่งมาตกแทบเท้าของสิงห์ "ข้าได้รับมอบหมายให้นำ 'สาส์นท้าประลอง' จากคนคนหนึ่งมามอบให้ท่าน... ก่อนที่ท่านจะไปถึงเมืองหลวง"
สิงห์ก้มมองป้ายหยกนั้น หัวใจกระตุกวูบไปชั่วขณะ เมื่อเห็นสัญลักษณ์ประจำตระกูลที่สลักอยู่บนนั้น... มันคือตระกูลที่เขาคิดว่าตายตกไปพร้อมกับเพลิงผลาญสำนักเมื่อสิบปีก่อน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับพยัคฆ์หนุ่มผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 18
พักฟื้นและเตรียมตัวสู่ศึกใหญ่
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!