พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 19

งานชุมนุมชาวยุทธ์

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
กลิ่นคาวเลือดจางๆ ยังคงลอยอวลอยู่ในความทรงจำของทุกคน แต่สิ่งที่อบอวลยิ่งกว่า ณ โถงใหญ่สำนักกระบี่เทวะในยามนี้ คือกลิ่นอายแห่งความหวาดระแวงและความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ เสียงทุบโต๊ะไม้แกะสลักลวดลายมังกรดังสนั่นจนกาน้ำชาบนโต๊ะสั่นสะเทือน น้ำชาสีอำพันกระเซ็นเปรอะเปื้อนคัมภีร์ยุทธภพ "เหลวไหลสิ้นดี! จะให้พวกเราก้มหัวสวามิภักดิ์ต่อไอ้พวกมารโลหิตนั่นน่ะหรือ! ข้า ‘พยัคฆ์เหล็ก’ ตงหยาง ขอตายคาคมกระบี่เสียยังดีกว่าต้องไปเป็นสุนัขรับใช้ให้พญาอัคคี!" เจ้าสำนักตงหยางสะบัดชายแขนเสื้อด้วยความโกรธเกรี้ยว ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นบิดเบี้ยวตามแรงอารมณ์ เขากวาดสายตามองหน้าบรรดาเจ้าสำนักและผู้วอาวุโสจากทั่วสารทิศนับร้อยคนที่นั่งล้อมวงกันอยู่ภายในห้องโถงแปดเหลี่ยม บรรยากาศภายในงานชุมนุมชาวยุทธ์ครั้งประวัติศาสตร์นี้ตึงเครียดเสียจนแม้แต่เสียงลมหายใจยังแทบจะไม่ได้ยิน ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากคัดค้าน แต่ก็ไม่มีใครกล้าสนับสนุน สิงห์นั่งเงียบอยู่มุมหนึ่งของห้องโศกนาฏกรรมแห่งนี้ มือหนาข้างหนึ่งกุมหมัดแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวซีด ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มจดจ้องไปยังภาพวาดบรรพบุรุษสำนักกระบี่เทวะที่แขวนอยู่เบื้องหน้า ภาพเหล่านั้นเคยยิ่งใหญ่และเกรียงไกร แต่บัดนี้กลับดูหม่นหมองราวกับกำลังไว้ทุกข์ให้กับอนาคตของยุทธภพ จอมยุทธ์เมฆา สหายสนิทผู้รอบรู้ นั่งอยู่ข้างๆ เขาเอื้อมมือมาแตะไหล่สิงห์เบาๆ เป็นเชิงเตือนสติ พร้อมกับส่งเสียงกระซิบลอดไรฟันด้วยน้ำเสียงสุขุมลุ่มลึก "ใจเย็นไว้สิงห์... เจ้าสำนักตงหยางพูดถูกเรื่องศักดิ์ศรี แต่ความโกรธอย่างเดียวไม่สามารถหยุดกระบี่โลหิตของพญาอัคคีได้หรอก การชุมนุมวันนี้ไม่ได้จัดขึ้นมาเพื่อให้พวกเรามาตะโกนท้าทาย แต่เพื่อหาทางรอด... หรือถ้าหาไม่เจอ พวกเราก็แค่กำลังเดินเรียงแถวเข้าสู่ลานประหาร" สิงห์หันไปสบตากับสหายรัก แววตาของเขาไม่ได้มีความหวาดกลัว เจืออยู่เพียงประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นที่ลุกโชนไม่เคยดับ "ข้าไม่ได้กลัวความตาย เมฆา..." สิงห์เอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำทุบหนักแน่น "แต่ข้าแค้น... แค้นที่พวกมันทำลายทุกอย่างที่ข้ารัก และตอนนี้ พวกมันยังกล้าเหยียบย่ำผืนแผ่นดินนี้โดยที่ชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะอย่างพวกเราทำได้เพียงนั่งถกเถียงกันในห้องสี่เหลี่ยมนี้หรือ?" เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อผู้วอาวุโสสูงสุดแห่งสำนักพุทธะโอสถ หลวงจีนไต้ซอฟื้นศีรษะ ประนมมือกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความกังวล "อมิตตาพุทธ... ข่าวกรองที่สำนักเราได้รับล่าสุดไม่สู้ดีนัก พญาอัคคีไม่ได้มีแค่กองกำลังสำนักมารโลหิตเท่านั้น แต่พวกมันยังใช้วิชาดูดกลืนพลังลมปราณจากชาวยุทธ์ที่ถูกสังหารมาหล่อเลี้ยงตนเอง ยิ่งรบ ยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งฆ่า ยิ่งเป็นอมตะ... หากปล่อยไว้เช่นนี้ อีกไม่เกินสามเดือน แผ่นดินนี้คงเหลือเพียงเถ้าธุลี" สิ้นคำกล่าวของหลวงจีนไต้ซอ ทั่วทั้งห้องโถงก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับถูกแช่แข็ง ความจริงข้อนี้คือสิ่งที่ทุกคนหวาดกลัวที่สุด การต่อสู้กับคนธรรมดานั้นง่ายดาย แต่การต่อสู้กับปีศาจที่ใช้พลังชีวิตของพวกเดียวกันเองเป็นเกราะกำบังนั้น เป็นหนทางสู่ความหายนะที่ไร้ทางออก "แล้วพวกท่านจะยอมจำนนหรือ?" น้ำเสียงกังวานใสแต่ทรงพลังดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทุกสายตาหันไปมองต้นเสียง เซียวเหมย ศิษย์เอกแห่งสำนักกระบี่หิมะ ก้าวออกมาจากเงาเสาหิน ใบหน้างามงดแต่เย็นชาดั่งน้ำแข็ง นางกวาดสายตามองเจ้าสำนักรุ่นลายครามด้วยแววตาดูแคลนเล็กน้อย "พวกท่านกินอิ่มนอนหลับมาหลายสิบปี เสวยสุขบนชื่อเสียงของสำนัก พอถึงคราวภัยพิบัติมาเยือน กลับปอดแหกจนไม่กล้าแม้แต่จะชักกระบี่ออกจากฝัก น่าสมเพชยิ่งนัก!" "บังAณ! นังเด็กนี่ เจ้าเป็นใคร กล้าดียังไงมาต่อว่าพวกข้า!" ผู้วอาวุโสสำนักกระบี่อัคคีตบโต๊ะลุกขึ้นชี้หน้าเซียวเหมยด้วยความโมโห "ข้าเป็นใครไม่สำคัญ..." เซียวเหมยตอบกลับทันควันโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา "สำคัญที่ว่า วันนี้พวกท่านมารวมตัวกันที่นี่เพื่ออะไร? เพื่อหาข้ออ้างในการหนีตาย หรือเพื่อร่วมมือกันกวาดล้างพวกมารให้สิ้นซาก ถ้าใครคิดจะยอมจำนน ก็เชิญไสหัวออกไปจากที่นี่เสีย! สำนักกระบี่หิมะของข้า จะขอสู้จนหยดสุดท้าย แม้จะต้องตายอย่างไร้ร่างก็ตาม!" คำพูดของเซียวเหมยราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน ปลุกเลือดรักชาติและศักดิ์ศรีในตัวจอมยุทธ์หลายคนให้ตื่นขึ้น สิงห์พยักหน้ารับด้วยความชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของหญิงสาว นางอาจจะพูดจาขวานผ่าซาก แต่ทุกคำคือความจริงอันเจ็บปวดที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ สิงห์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำแผ่ซ่านไอสังหารจางๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไปทันที ราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่พร้อมจะกระโจนเข้าใส่เหยื่อ "เซียวเหมยพูดถูก..." สิงห์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานที่สะท้อนก้องไปทั่วทุกมุมห้อง ทุกคนหันมามองเขาเป็นตาเดียว "การหนีไม่ใช่ทางรอด การประนีประนอมกับพวกมารโลหิตก็เท่ากับการฆ่าตัวตายทางอ้อม หากพวกท่านกลัวนัก ก็จงนั่งรอความตายอยู่ที่นี่เเต่โดยดี ส่วนข้า... สิงห์แห่งสำนักหมัดเหล็ก จะขอเป็นคนแรกที่ก้าวออกไปท้าทายพญาอัคคีด้วยกำปั้นคู่นี้!" ความฮึกเหิมเริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ จอมยุทธ์หนุ่มสาวหลายคนลุกขึ้นยืนตามสิงห์ พร้อมใจกันชักอาวุธประจำกายขึ้นฟ้า เสียงเหล็กกระทบฝักดังระงม แสดงถึงเจตจำนงอันแน่วแน่ที่ไม่ยอมก้มหัวให้ความชั่วร้าย ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังฮึกเหิมถึงขีดสุดนั้นเอง... *ตูมมมม!* เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มดังขึ้นจากหน้าประตูใหญ่ของสำนักกระบี่เทวะ แรงกระแทกมหาศาลซัดเอาประตูไม้หนาหนักหนาเตอะพังทลายเป็นเสี่ยงๆ ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พร้อมกับกลิ่นอายโลหิตที่รุนแรงจนน่าคลื่นไส้พัดกรรโชกเข้ามาในโถงประชุม ทุกคนต่างตกตะลึง ถอยร่นโดยอัตโนมัติ ผ่านม่านฝุ่นสีเทา ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีเลือดปรากฏขึ้นช้าๆ ใบหน้าของมันสวมหน้ากากรูปอสูรยิ้มเยาะที่เปื้อนคราบเลือดสดๆ ในมือขวาลากศพของผู้อำนวยการฝ่ายข่าวกรองสำนักกระบี่เทวะที่เพิ่งออกไปลาดตระเวนเมื่อครู่ โยนเข้ามากลางวงประชุมราวกับเศษขยะ "ไม่ต้องเสียเวลาถกเถียงกันหรอก..." เสียงแหบพร่าเย็นยะเยือกราวกับมาจากขุมนรกดังลอดหน้ากากอสูรออกมา "เพราะพวกเจ้าทั้งหมด... ไม่มีใครได้เดินออกไปจากที่นี่ทั้งชีวิตนี้หรอก" สิงห์หรี่ตาลงจ้องมองผู้มาเยือน กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน หัวใจเต้นระรัวด้วยความเดือดดาล เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังลมปราณอันคุ้นเคยที่เคยพรากชีวิตคนในครอบครัวไปเมื่อหลายปีก่อน... พญาอัคคีไม่ได้ส่งลิ่วล้อมา แต่มันมาด้วยตัวเอง! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับพยัคฆ์หนุ่มผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%