พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 20

ความขัดแย้งในที่ประชุม

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
เสียงตบโต๊ะไม้จันทน์ดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนก้องไปทั่วโถงประชุมใหญ่ของสำนักกระบี่ฟ้าคราม แรงปะทะนั้นรุนแรงเสียจนถ้วยชาหยกสลักลายมังกรถึงกับร้าวราน น้ำชาสีอำพันกระเซ็นเปรอะเปื้อนคัมภีร์พันธมิตรยุทธภพที่กางอยู่เบื้องหน้า "เหลวไหล! เจ้ากำลังพูดจาเพ้อเจ้ออะไรออกมา กัวเทียน!" เจ้าสำนักผาอัคคีคำรามลั่น ใบหน้าสีแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนจนน่ากลัว เขาชี้หน้าผู้อาวุโสสำนักพันอัคคีด้วยมือที่สั่นเทา "จะให้พวกเรานำศิษย์นับพันไปเป็นเหยื่อล่อให้สำนักมารโลหิตสับเป็นชิ้นๆ อย่างนั้นหรือ? เจ้าก็รู้ว่าพญาอัคคีมันบรรลุวิชามารโลหิตโลกันตร์ขั้นที่เก้าแล้ว ต่อให้พวกเรามารวมตัวกันอยู่ที่นี่ทั้งหมด ก็เป็นได้แค่ผงธุลีใต้ฝ่าเท้ามันเท่านั้น!" ความเงียบงันอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้องประชุมทันที ไร้ซึ่งเสียงพูดคุยใดๆ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบกระชั้นและความหวาดกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากแววตาของเจ้าสำนักและผู้อาวุโสจากทั่วทุกสารทิศที่นั่งล้อมวงกันอยู่ สิงห์นั่งนิ่งอยู่ตรงมุมห้อง ร่างกายกำยำสงบนิ่งดั่งภูผา ทว่าในใจกลับร้อนรุ่มราวกับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิง เขากวาดสายตามองใบหน้าของแต่ละคน รอบตัวเขามีจอมยุทธ์เมฆาสหายรักนั่งกอดอกพิงเสาไม้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาทั้งคู่หรี่ลงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์ ไม่มีใครกล้าสบตาสิงห์ ทุกคนต่างหลบสายตา ก้มมองพื้น หรือไม่ก็จ้องถ้วยชาในมือราวกับว่ามันมีลวดลายที่น่าสนใจนัก ความกลัว... ความกลัวต่ออำนาจอันดิบเถื่อนของพญาอัคคีและสำนักมารโลหิต ได้กัดกินหัวใจของเหล่าผู้กล้าที่เคยประกาศกร้าวว่าจะผดุงความยุติธรรมในยุทธภพจนหมดสิ้นแล้ว "ท่านเจ้าสำนักผาอัคคีพูดมีเหตุผล..." เสียงแหบพร่าของเจ้าสำนักเต่าดำดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยเหี่ยวย่นและดวงตาที่ฉายแววปลงตก "พวกเราต่างมีครอบครัว มีศิษย์ในสำนักที่ต้องดูแล การเอาชีวิตไปเสี่ยงกับสงครามที่รู้ทั้งรู้ว่ามีแต่ตายกับตาย... มันไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่มมันคือความโง่เขลาต่างหาก" "ถูกต้อง!" ผู้อาวุโสอีกคนเสริมขึ้นทันที "สำนักมารโลหิตไม่ได้มีแค่พญาอัคคีคนเดียว พวกมันยังมีสתนธิสัญญาเลือดกับแดนสนธยา หากเราเปิดฉากรบกับพวกมันตอนนี้ ยุทธภพจะลุกเป็นไฟและไม่มีวันฟื้นคืนได้อีก ทางที่ดี... เราควรส่งบรรณาการและประกาศยอมสวามิภักดิ์ อย่างน้อยก็เพื่อรักษาชีวิตคนของเราไว้" คำว่า 'ยอมสวามิภักดิ์' เปรียบเสมือนก้อนหินหนักอึ้งที่ถูกโยนลงกลางใจคนฟัง สิงห์ขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ฝ่ามือหนาที่วางอยู่บนเข่ากำเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน นี่หรือคือเหล่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพ? นี่หรือคือผู้ที่เรียกตนเองว่าจอมยุทธ์ผดุงคุณธรรม? ยามสงบพวกมันต่างแย่งชิงชื่อเสียงและทรัพยากร แต่พอยามวิกฤตที่บ้านเมืองและชาตรีต้องการความสามัคคี พวกมันกลับตัวสั่นงันทดท้อ ยอมก้มหัวให้มารร้ายอย่างไร้ศักดิ์ศรี "พวกท่านลืมไปแล้วหรือว่าสำนักใดบ้างที่ถูกพวกมันกวาดล้างจนไม่เหลือแม้แต่ซาก?" สิงห์ทนฟังต่อไปไม่ไหว น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้น ทำลายบรรยากาศแห่งความขลาดกลัว ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าออกมายืนกลางวงประชุม สายตาดุดั่งพยัคฆ์หนุ่มจ้องมองทุกคนด้วยความผิดหวัง "เจ้าเด็กน้อย เจ้าเป็นใคร ถึงกล้าอาจหาญส่งเสียงในที่ประชุมใหญ่เช่นนี้?" เจ้าสำนักผาอัคคีตวาดลัดด้วยความไม่พอใจ "นี่ไม่ใช่เรื่องของเด็กอมมืออย่างเจ้า ออกไปซะ!" "ข้าคือสิงห์... ผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายจากสำนักพยัคฆ์คำราม ที่พวกท่านเคยนิ่งดูดายปล่อยให้ถูกสำนักมารโลหิตเผาทำลายเมื่อสามปีก่อน!" คำพูดนั้นพุ่งตรงราวดาบคมกริบ ปักลงกลางใจของทุกคนในห้องประชุม เจ้าสำนักหลายคนถึงกับหน้าถอดสี หลบสายตาของสิงห์โดยอัตโนมัติ จอมยุทธ์เมฆาลุกขึ้นยืนเคียงข้างสหายรัก มือขวาแตะอยู่ที่ด้ามกระบี่ข้างกายอย่างหลวมๆ แต่วี่แววความคมกล้าแผ่ออกมาจากตัวเขาราวกับคมกระบี่ที่พร้อมจะตวัดออกฝักได้ทุกเมื่อ "ที่สิงห์พูดไม่ได้เกินความจริงเลยแม้แต่น้อย ความกลัวที่พวกท่านมีกำลังทำให้พวกท่านกลายเป็นทาสรับใช้ของมันทางอ้อม คิดหรือว่าพวกท่านยอมสวามิภักดิ์แล้วพญาอัคคีมันจะไว้ชีวิต? หมาป่าที่กินเนื้อจนอิ่มหนำ ย่อมไม่ปล่อยเหยื่อในกรงให้รอดพ้นไปได้หรอก" "แล้วเจ้ามีปัญญาทำอะไรได้มากกว่าพวกเรางั้นรึ?" เจ้าสำนักเต่าดำแค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ลำพังแค่พวกเจ้าสองคน กับวิชาหมัดมวยครึ่งๆ กลางๆ คิดจะต่อกรกับกองทัพมารโลหิตที่มีคนนับหมื่นเนี่ยนะ? ช่างเพ้อฝันสิ้นดี!" บรรยากาศเริ่มคุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง ความขัดแย้งระหว่างความหวาดกลัวกับการไม่ยอมจำนนแบ่งแยกที่ประชุมออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน เจ้าสำนักรุ่นเก่าส่วนใหญ่เอนเอียงไปทางฝ่ายยอมจำนน ขณะที่สำนักเล็กๆ บางแห่งที่สูญเสียคนรักไปเริ่มแสดงแววตาลังเลและหันมามองสิงห์ด้วยความคาดหวัง สิงห์สูดลมหายใจเข้าลึกระงับโทสะในอก ดวงตาคมกริบมองกราดไปรอบห้องอีกครั้ง เขารู้ดีว่าคำพูดอย่างเดียวไม่อาจเปลี่ยนใจคนขลาดได้ สิ่งที่ต้องทำคือการกระทำ และความเด็ดเดี่ยวที่มากกว่าคำพูด "ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อขอร้องให้พวกท่านไปตายเพื่อข้า..." สิงห์ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะประชุมมากขึ้น โน้มตัวลงเล็กน้อย แรงกดดันมหาศาลจากลมปราณพยัคฆ์แผ่ซ่านออกมากดทับจนทุกคนรู้สึกหายใจไม่ออก "แต่ข้ามาเพื่อเตือนสติ... หากพวกท่านเลือกที่จะคุกเข่าคลานเข้าหาความตายในฐานะทาส ข้าและสหายจะขอสู้จนหยดสุดท้ายในฐานะลูกผู้ชาย!" สิ้นคำพูดนั้น สิงห์ก็สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง หมัดเหล็กที่อัดแน่นด้วยลมปราณพยัคฆ์กระแทกใส่พื้นศิลาเบื้องล่างจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ เศษหินกระเด็นว่อนไปทั่วห้อง เกิดเป็นรอยร้าวลึกราวดอกไม้ไฟบานสะพรั่ง แสดงถึงพลังยุทธ์ที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ทุกคนจนอ้าปากค้าง ก่อนที่ใครจะได้ทันเอ่ยคำใดต่อ ประตูไม้บานใหญ่หน้าห้องประชุมก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยพลังลมอันรุนแรง *ปัง!* ร่างของยามเฝ้าประตูผู้หนึ่งกระเด็นเข้ามานอนแน่นิ่งอยู่กลางห้อง เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากปากและจมูกย้อมพื้นศิลาให้กลายเป็นสีแดงฉาน ทุกคนในห้องผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ หันขวับไปมองที่ทางเข้าเป็นตาเดียว ร่างสูงโปรดปรานในชุดคลุมสีดำสนิท ปักลายอัคคีสีเลือดก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ รองเท้าบูทหนังเหยียบย่ำลงบนพื้นส่งเสียงกระทบกังวานน่าสะพรึงกลัว ใบหน้าภายใต้หน้ากากครึ่งซีกเผยให้เห็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก กลิ่นอายไอสังหารแผ่ซ่านปกคลุมทั่วบริเวณจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที "ไม่ต้องเสียเวลาเถียงกันให้มากความหรอก..." เสียงแหบต่ำเยือกเย็นดังขึ้น ราวกับมาจากขุมนรก "ในเมื่อพวกเจ้าตัดสินใจไม่ได้ ข้า... ผู้นำพิทักษ์มารโลหิต นำสาส์นสวรรค์มาให้พวกเจ้าเลือกเอง ณ บัดนี้!" สิงห์หรี่ตาลงทันที หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นตัว เมฆาชักกระบี่ออกจากฝักครึ่งหนึ่งพร้อมรับมือ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับพยัคฆ์หนุ่มผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%