พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 21

เสียงแห่งความกล้าหาญ

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
เศษโลหิตยังคงอุ่นร้อนติดอยู่บนฝ่ามือของสิงห์ หยดแล้วหยดเล่าที่ร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลา เสียงสะท้อนแห่งความพ่ายแพ้และความหวาดกลัวปกคลุมทั่วลานพิธีของสำนักมารโลหิต บรรยากาศรอบกายเงียบงันราวกับป่าช้า ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง เหล่าชาวยุทธ์ผู้เคยประกาศตัวว่าเป็นผู้กล้าค้ำจุนคุณธรรม บัดนี้ต่างก้มหน้าซ่อนแววตาสั่นระริกไว้เบื้องหลังความอ่อนแอ พญาอัคคีแย้มยิ้มเหี้ยมเกรียมอยู่บนบัลลังก์กระดูก มองดูฝูงชนที่สยบยอมแทบเท้าด้วยความสมเพช "เห็นแล้วใช่ไหม... สัจธรรมแห่งยุทธภพนี้มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่กำหนด" เสียงกังวานดั่งอสนีบาตของพญาอัคคีบาดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจของทุกผู้คน "ผู้ใดขัดขืน จุดจบย่อมไม่ต่างจากเศษสวะพวกนี้" สิงห์กัดฟันแน่นจนกล้ามเนื้อกรามปูดโปーン บาดแผลฉกรรจ์ที่อกซ้ายส่งความเจ็บแปลบทุกครั้งที่สูดลมหายใจ ลมปราณในร่างปั่นป่วนราวกับคลั่งไคล้แต่มิอาจโคจรได้ดังใจ เขาพยุงร่างของตนเองขึ้นด้วยท่อนแขนที่สั่นเทา จอมยุทธ์เมฆาที่หลบมุมอยู่ไม่ไกลส่งสายตากังวลระคนห้ามปราม สหายผู้รอบรู้ส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงว่าอย่าเอาชีวิตมาทิ้งในสถานการณ์ที่ไร้ทางออกเช่นนี้ ทว่า ดวงตาของพยัคฆ์หนุ่มกลับมิได้ฉายแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย "ความแข็งแกร่งที่ได้มาจากการเหยียบย่ำผู้อื่น... หาใช่ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงไม่" สุ้มเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลังก้องกังวานฝ่าความเงียบขึ้น ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่หันมามองด้วยความตกตะลึง สิงห์ยืดกายขึ้นตรงอย่างสง่างาม แม้โลหิตจะไหลอาบกรอบหน้า แต่วิญญาณนักสู้ภายในกลับลุกโชนยิ่งกว่ากองเพลิง พญาอัคคีหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมารอบทิศทาง "ไอ้เด็กเหลือขอ... เจ้ายังกล้าเอ่ยปากสั่งสอนข้าอีกหรือ? อยากตายนักใช่ไหม!" "ข้าไม่ได้สั่งสอนเจ้า พญาอัคคี..." สิงห์ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าทีละก้าว รอยเท้าเปื้อนเลือดประทับลงบนแผ่นศิลาอย่างมั่นคง "ข้าเพียงแต่พูดแทนความจริงที่คนในยุทธภพนี้หลงลืมไปนานแล้ว ความจริงที่ว่า... ศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย หาใช่สิ่งที่จะก้มหัวให้แก่ความโหดร้ายไม่!" เขาหันกลับไปมองเหล่าชาวยุทธ์สำนักต่างๆ ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหลัง สายตาคมปลาบกวาดมองทีละคนด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งผิดหวัง เสียดาย และเวทนา "พวกท่านจำได้หรือไม่? วันแรกที่พวกท่านก้าวเข้าสู่ยุทธภพ พวกท่านตั้งปณิธานไว้ว่าอย่างไร? เพื่อปกป้องคนอ่อนแอ เพื่อรักษาความยุติธรรม... หรือเพื่อมานั่งก้มหัวรอความตายเช่นนี้!" น้ำเสียงของสิงห์เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เจือไปด้วยพลังลมปราณที่ระเบิดออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ "พวกท่านหวาดกลัวอำนาจของมัน จนลืมไปแล้วหรือว่า มือที่ถือกระบี่ของพวกท่าน เคยใช้ทำอะไรบ้าง!" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ความเงียบแห่งความกลัว หากแต่เป็นความเงียบที่เกิดจากการถูกกระตุกจิตสำนึก ยอดฝีมือจากสำนักกระบี่เมฆาผู้หนึ่งค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยหม่นหมองเริ่มมีประกายระยิบระยับขึ้นทีละน้อย เช่นเดียวกับเหล่าศิษย์สำนักอื่นๆ ที่เริ่มกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ความอัปยศอดสูที่สะสมมานานนับแรมเดือนถูกปลุกเร้าด้วยถ้อยคำอันทรงพลังของชายหนุ่มผู้มีบาดแผลเต็มร่าง "เจ้า... เจ้ามันเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กล้าดียังไงมาปลุกปั่นคนของข้า!" พญาอัคคีคำรามลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด พลังมารรอบตัวแผ่ขยายจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดย่อม "ผู้ใดฆ่ามันได้ ข้าจะยกคัมภีร์โลหิตาให้ครึ่งหนึ่ง!" สิ้นคำประกาศ สั่งฆ่าของจอมมาร เหล่ามือสังหารเงาโลหิตนับสิบพุ่งทะยานเข้าหาสิงห์พร้อมอาวุธครบมือ ประหนึ่งฝูงหشراتคลั่งกระหายเลือด "ใครกล้าแตะต้องสหายข้า!" เสียงตะโกนดังก้องมาจากมุมมืด จอมยุทธ์เมฆาซัดพัดเหล็กในมือออกไปเป็นประกายแสงสีเงินสกัดกั้นคมดาบของมือสังหารไว้ได้ทันท่วงที พร้อมกับร่างของเหล่าชาวยุทธ์กลุ่มหนึ่งจากสำนักกระบี่เมฆาที่ตัดสินใจลุกขึ้นยืนชักกระบี่ออกจากฝักอย่างพร้อมเพรียง "พวกเราอุตส่าห์ฝึกยุทธ์มาทั้งชีวิต มิใช่เพื่อมาเป็นทาสของมารร้าย!" ผู้วายชนม์สำนักกระบี่คำรามลั่น พุ่งเข้าปะทะกับสมุนมารอย่างไม่เกรงกลัวความตาย สนามประลองที่เคยเงียบงัน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสนามรบอันดุเดือดเลือดพล่าน เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟจากการปะทะพลังลมปราณสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า สิงห์ยืนอยู่ใจกลางความอลหม่าน หมัดเหล็กทั้งสองข้างถูกห่อหุ้มด้วยจิตวิญญาณแห่งพยัคฆ์ที่ตื่นรู้เต็มขั้น พญาอัคคีเห็นเหตุการณ์เริ่มบานปลาย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นจนถึงขีดสุด มันทะยานร่างลงจากบัลลังก์ด้วยตนเอง หมายจะเด็ดหัวเจ้าเด็กอวดดีผู้นี้ด้วยกระบวนท่าเดียว แต่มันกลับชะงักฝีเท้าลง เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยและทรงพลังอย่างประหลาดที่กำลังคืบคลานเข้ามาจากทางประตูใหญ่ของสำนัก พื้นดินสั่นสะเทือนเบาๆ ราวกับมีกองทัพนับพันกำลังมุ่งหน้ามา เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก้าวเข้ามาทีละก้าว ท่ามกลางหมอกคายามสนธยาที่เริ่มโรยตัวลงมาปกคลุม เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่หน้าประตู เป็นชายชราในชุดคลุมขาดวิ่น มือข้างหนึ่งถือไม้เท้าไม้ไผ่ธรรมดา ทว่าดวงตากลับสว่างวาบราวกับดวงดาราบนท้องฟ้า "พญาอัคคี... หนี้เลือดเมื่อสิบปีก่อน ถึงเวลาต้องสะสางเสียที" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับพยัคฆ์หนุ่มผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%