พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 28

ปะทะกองกำลังมาร

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมกับกลิ่นอายดินชื้นแฉะของหุบเขาอสูรทมิฬ ลมหายใจของข้าพเจ้าหอบกระชั้น ไอร้อนพวยพุ่งออกจากร่างราวกับเตาหลอมเหล็ก เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูฝน นั่นคือเสียงแห่งความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาทุกขณะ "สิงห์! ระวังด้านซ้าย!" เสียงตะโกนอย่างร้อนรนของจอมยุทธ์เมฆาสหายรักดังแหรกอากาศขึ้นมา พร้อมกับประกายกระบี่วาววับที่พุ่งแหวกความมืดเข้าปักอกของมือสังหารพรรคพวกมารโลหิตที่ลอบเร้นเข้ามาข้างหลังจนล้มคว่ำลงไปกองกับพื้น ดวงตาของจอมยุทธ์เมฆายังคงฉายแววสุขุมรอบคอบ แม้เม็ดเหงื่อจะผุดพรายเต็มหน้าผากก็ตาม ข้าพเจ้าพยักหน้ารับด้วยความซาบซึ้งในมิตรภาพ เราไม่มีเวลาแม้แต่จะกล่าวคำขอบคุณ เพราะเบื้องหน้าคือคลื่นมนุษย์จากกองกำลังหน้าของสำนักมารโลหิตนับร้อยคนที่พุ่งทะยานเข้ามาหมายปลิดชีพพวกเราให้สิ้นซาก พวกมันสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าสวมหน้ากากอสูรยิ้มเยาะ ดวงตาสะท้อนความกระหายเลือดอย่างชัดเจน "ไอ้พวกลิลลี่เดนตายแห่งสำนักมาร คิดว่าพวกเจ้าจะกวาดล้างพวกเราได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ!" ข้าพเจ้าคำรามลั่นในลำคอ เม้มริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดในปาก ร่างกายของข้าพเจ้าเต็มไปด้วยบาดแผลจากการต่อสู้ยืดเยื้อ แต่จิตวิญญาณภายในกลับลุกโชนยิ่งกว่าเดิม กำปั้นทั้งสองข้างกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน พลังลมปราณทลายปฐพีถูกรีดเร้นขึ้นมาจากจุดตัน田อย่างเต็มกำลัง กล้ามเนื้อทุกมัดเกร็งเครียดพร้อมระเบิดพลัง ตรงกลางสนามรบนั้น พญาอัคคี ผู้นำสำนักมารโลหิตยืนสงบนิ่งอยู่บนโขดหินสูง เขากอดอกมองดูความล่มสลายของกองกำลังฝ่ายเราด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน รอยแผลเป็นบนใบหน้าของมันบิดเบี้ยวตามแรงยิ้ม ทำให้มันดูคล้ายปีศาจจากขุมนรกที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก "สิงห์ เจ้าเด็กน้อยผู้ดื้อรั้น" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังของพญาอัคคีดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วหุบเขา ราวกับกระซิบอยู่ข้างหูของทุกคน "ความแค้นของเจ้ามันช่างไร้ค่า สำนักของเจ้าพินาศไปแล้ว เหตุใดจึงต้องดิ้นรนให้เจ็บปวดเปล่าๆ จงยอมจำนนต่อพลังแห่งมารโลหิตเสียเถิด แล้วข้าจะเมตตาให้เจ้าตายอย่างสบาย" ข้าพเจ้าแค่นหัวเราะออกมาอย่างเยือกเย็น สายตาจ้องเขม็งไปยังไอ้สารเลวที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิตของข้าพเจ้า "ความแค้นของข้า จะฝังพวกแกให้ลงไปชดใช้ในนรกภูมิ!" ข้าพเจ้าไม่รอช้า พุ่งทะยานร่างออกไปราวกับพยัคฆ์โผนทะยาน ฝ่าฝืนความเหนื่อยล้าของร่างกาย หมัดขวาถูกเงื้อง่าขึ้น รวบรวมลมปราณทั้งหมดที่มีจนเกิดเป็นเสียงคำรามต่ำๆ คล้ายพยัคฆ์ร้ายในพงไพร อากาศรอบหมัดบิดเบี้ยวเป็นเกลียวคลื่นจากพลังอันมหาศาล เหล่าสมุนมารโลหิตนับสิบคนพุ่งเข้ามาขวางทางพร้อมกับอาวุธมีคมในมือ พวกมันประสานค่ายกลโลหิตสกัดกั้นเส้นทาง กระบี่และหอกนับสิบทิศพุ่งเข้าหาข้าพเจ้าพร้อมกันราวกับห่าฝน "ขวางทางกู... ตาย!" ข้าพเจ้าไม่หลบเลี่ยง ปล่อยให้หมัดเหล็กกระแทกเข้าใส่กระบี่เล่มแรกจนหักสะบั้นเป็นสองท่อน แรงกระแทกสะท้อนย้อนกลับจนแขนชาไปหมด แต่ข้าพเจ้ากัดฟันกรอด ฝืนหมุนตัววาดหมัดซ้ายกวาดออกไปเป็นวงกว้าง กระแทกเข้าใส่ยอดอกของมือสังหารมารโลหิตจนกระเด็นลอยไปกระแทกกับผนังหินเสียงดังสนั่น กระดูกหักป่นปี้สิ้นลมทันที ด้านข้าง จอมยุทธ์เมฆาไม่ปล่อยให้ข้าพเจ้าต้องเผชิญหน้าเพียงลำพัง กระบี่ในมือของเขาพลิ้วไหวราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกราก ทุกกระบวนท่ารวดเร็วและงดงาม แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมในการปลิดชีพ "สิงห์ ไปจัดการมันเถอะ ทางนี้ข้าคุ้มกันให้เอง!" เขาร้องบอกขณะที่ใช้ปลายกระบี่วาดเป็นม่านพลังปัดป้องลูกธนูอาลัยรักที่พุ่งเข้ามาจากมุมมืด ข้าพเจ้าพยักหน้าให้สหายรักเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเร่งฝีเท้าพุ่งแหวกแนวป้องกันชั้นสุดท้ายเข้าไปประชิดโขดหินที่พญาอัคคี站อยู่ ระยะห่างระหว่างเราเหลือเพียงไม่กี่ก้าว ลมหายใจของพญาอัคคีเริ่มเปลี่ยนเป็นความจริงจัง รอยยิ้มบนใบหน้าของมันจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม "รนหาที่นักนะ" พญาอัคคีเอ่ยเสียงเย็น เยียดมือออกมารวบรวมพลังโลหิตสีแดงฉานจนเกิดเป็นลูกบอลเพลิงมารขนาดใหญ่ในอุ้งมือ อุณหภูมิรอบตัวพุ่งสูงขึ้นจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว รังสีอำมหิตแผ่ซ่านกดทับจนข้าพเจ้าแทบหายใจไม่ออก แต่ในวินาทีที่ข้าพเจ้ากำลังจะง้างหมัดเข้าปะทะกับพลังมารนั้นเอง ท้องฟ้าเหนือหุบเขาที่เคยดำมืดด้วยกลุ่มควันสงคราม กลับพลันปรากฏแสงสว่างวาบสีทองอร่ามขึ้นอย่างไร้สาเหตุ เสียงระฆังโบราณกังวานใสแต่ทรงพลัง ดังสะท้อนก้องมาจากยอดเขาสูงเบื้องบน ราวกับเสียงประกาศิตจากสรวงสวรรค์ที่สะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของทุกคนในที่นั้น พญาอัคคีชะงักมือที่กำลังจะปล่อยพลังเพลิงมาร มันเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยแววตาที่ฉายความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก แม้แต่เหล่ากองกำลังมารโลหิตที่กำลังบ้าคลั่ง ต่างก็หยุดชะงักและลดอาวุธลงโดยมิได้นัดหมาย บรรยากาศในสนามรบเปลี่ยนจากความดุเดือดเลือดพล่าน เป็นความเงียบงันที่กดดันและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม ร่างเงาปริศนาร่างหนึ่ง ค่อยๆ ร่อนลงมาจากฟากฟ้าท่ามกลางแสงสีทอง ราวกับเทพเซียนลงมาจุติ แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของข้าพเจ้าเต้นรัวด้วยความตกตะลึง คือกระบี่โบราณที่เหน็บอยู่ข้างเอวของบุคคลผู้นั้น... มันคือกระบี่ประจำสำนักพยัคฆ์ขาวที่สูญหายไปเมื่อสิบปีก่อน! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาจนถึงตอนนี้ครับ พยัคฆ์ขาวคำราม
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%