พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 10

เบาะแสแรก

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
"สิงห์... ระวังตัวให้ดี ผู้นำที่แท้จริงของเจ็ดมรณะ... ไม่ใช่คนของสำนักมารโลหิต แต่เป็น... คนใกล้ตัวที่เจ้าไว้ใจที่สุด!" คำพูดประโยคสุดท้ายนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของสิงห์ ราวกับเสียงระฆังยามวิกาลที่ตีเตือนสติ ท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงลับใต้ดิน กลิ่นอับชื้นของดินและคราบเลือดเก่าๆ ลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นไอความเย็นยามดึก แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแตกของผนังหิน เปลวไฟวูบวาบสะท้อนลงบนใบหน้าที่ตึงเครียดของเด็กหนุ่ม ดวงตาคมกริบของสิงห์ฉายแววครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง กล้ามเนื้อบริเวณกรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน คนใกล้ตัวที่เจ้าไว้ใจที่สุด... คำๆ นี้หนักหนาปานขุนเขา มันบีั้นทอนจิตใจของลูกผู้ชายที่ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนยิ่งกว่าบาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายเสียอีก หากสิ่งที่เตือนมาเป็นความจริง ยุทธภพที่เขาพยายามก้าวเดินเพื่อล้างแค้นและทวงความยุติธรรม คงเป็นเพียงโรงละครแห่งการหลอกลวงที่เขาเองก็เป็นหนึ่งในตัวตลก "เจ้ากำลังใช้ความคิดหนักเกินไปแล้วนะสิงห์" เสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบดังขึ้นทำลายความเงียบ จอมยุทธ์เมฆาในชุดคลุมสีเทาเข้มก้าวเท้าเข้ามาใกล้ โคมไฟในมือของเขาถูกวางลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ อย่างแผ่วเบา รอยย่นบนใบหน้าของผู้อาวุโสสะท้อนผ่านแสงไฟ บ่งบอกถึงผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน ดวงตาของจอมยุทธ์เมฆายังคงความสงบนิ่ง ดุจผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้แรงกระเพื่อม แม้ภายนอกจะดูผ่อนคลาย แต่สัมผัสลมปราณรอบตัวกลับแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังอย่างเต็มเปี่ยม สิงห์เงยหน้าขึ้นสบตาผู้มีพระคุณและสหายร่วมเป็นร่วมตาย เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความปั่นป่วนในอก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ท่านเมฆา... ข้าไม่อยากจะเชื่อว่า คนที่เราเคียงบ่าเคียงไหล่ ฝากชีวิตไว้ในสนามรบ จะเป็นคมดาบที่ย้อนกลับมาแทงข้างหลังเราได้ลงคอ" จอมยุทธ์เมฆายกมือขึ้นลูบเคราสีดอกกวาวช้าๆ เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวผุ ถอนหายใจยาวเหยียดราวกับต้องการระบายความอึดอัดที่สะสมมานานหลายปี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสิงห์ด้วยแววตาที่จริงจังกว่าครั้งไหนๆ "ในยุทธภพนี้สิงห์เอ๋ย สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่กระบี่ที่คมกริบของศัตรู แต่คือรอยยิ้มและการตบไหล่จากมิตรภาพจอมปลอม คนเราเมื่อมีผลประโยชน์และอำนาจเป็นเดิมพัน แม้แต่พี่น้องร่วมท้องเดียวกันก็ยังหันมาฆ่ากันได้ นับประสาอะไรกับคำว่า 'ไว้ใจ' เล่า" สิงห์นิ่งเงียบไป ปล่อยให้คำสอนนั้นซึมซับเข้าสู่จิตใจ มือหนาทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะดังขึ้นเบาๆ ในความเงียบ ความแค้นที่สุมอกอยู่เดิม บัดนี้กลับถูกเติมเชื้อเพลิงด้วยความกังขาและความเจ็บปวดจากการทรยศหักหลัง "ถ้าเช่นนั้น... ข้าควรจะเริ่มต้นจากที่ใด?" สิงห์เอ่ยถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา "ในเมื่อพวกมันซ่อนตัวอยู่ในเงามืด และชักใยอยู่เบื้องหลังความพินาศของสำนักเรา ข้าก็พร้อมจะพลิกแผ่นดินค้นหาพวกมัน แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม" จอมยุทธ์เมฆาแย้มยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แววตาฉายแววชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของเด็กหนุ่มตรงหน้า ชายสูงวัยยื่นมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบม้วนแผนที่เก่าคร่ำครึทำจากหนังสัตว์ที่เหลืองกรอบตามกาลเวลาออกมาวางแผ่ลงบนโต๊ะ กริ๊ด... เสียงกระดาษหนังสัตว์เสียดสีกับพื้นผิวไม้ "นี่คือเบาะแสแรกที่ข้าใช้เวลาสืบเสาะมานานแรมเดือน" จอมยุทธ์เมฆากล่าวพลางใช้นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนจุดสีแดงที่ถูกทำสัญลักษณ์ไว้บนแผนที่ "หลังจากเหตุการณ์กวาดล้างสำนักของเจ้า ลูกน้องระดับสูงสามคนของสำนักมารโลหิตไม่ได้หลบหนีไปไกลอย่างที่ใครๆ คิด พวกมันแยกย้ายกันกบดานเพื่อสร้างเครือข่ายใหม่ โดยเฉพาะเป้าหมายแรกคนนี้..." นิ้วของจอมยุทธ์เมฆาเลื่อนไปหยุดที่ตำแหน่งหุบเขาอัสดง สถานที่ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายและพิษร้ายแรงที่ปกคลุมหนาแน่นตลอดปี "มันมีนามว่า 'เคราเหล็กทมิฬ' ฉายาจอมอำมหิตผู้คุมคลังศาสตราวุธและเส้นทางลำเลียงเสบียงของสำนักมารโลหิต หากเจ้าต้องการกระชากหน้ากากของผู้นำที่แท้จริง เจ้าต้องเด็ดหัวมันก่อน เพื่อสั่นคลอนรากฐานของพวกมัน" สิงห์โน้มตัวลงเพ่งพินิจแผนที่ในระยะประชิด สายตากวาดมองภูมิประเทศ เส้นทางลับ และจุดยุทธศาสตร์ที่ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด สมองของเขาเริ่มคำนวณแผนการต่อสู้ การเคลื่อนไหว และวิธีรับมือกับวิชามารอันชั่วร้ายของเป้าหมาย พลังหมัดเหล็กในกายเริ่มไหลเวียนสูบฉีด ร้อนรุ่มราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า "หุบเขาอัสดง... แดนมรณะที่แม้แต่นกยังไม่กล้าบินผ่าน" สิงห์พึมพำเบาๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง "ช่างเป็นสถานที่ที่เหมาะสมเหลือเกินสำหรับการชำระบัญชีเลือด" "อย่าประมาทเป็นอันขาดนะสิงห์" จอมยุทธ์เมฆากล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง มือของผู้อาวุโสเอื้อมไปแตะที่ไหล่ของเด็กหนุ่มเบาๆ เป็นการถ่ายทอดพลังและความห่วงใย "เคราเหล็กทมิฬฝึกฝน 'วิชากายาโลหิตระเบิด' ร่างกายของมันแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า และไร้ความรู้สึกเจ็บปวด เจ้าต้องใช้หมัดเหล็กทะลวงจุดตายของมันเท่านั้นจึงจะเอาชนะได้" สิงห์เงยหน้าขึ้นสบตาจอมยุทธ์เมฆาอีกครั้ง ความลังเลใจทั้งหมดก่อนหน้านี้ถูกปัดเป่าหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงประกายตาของนักสู้ผู้ไม่เคยยอมจำนนต่ออุปสรรคใดๆ บนเส้นทางลูกผู้ชาย "ข้าเข้าใจแล้วครับท่านเมฆา ข้าจะเดินทางไปที่หุบเขาอัสดงในยามวิกาลนี้ทันที จะไม่ปล่อยให้พวกมันตั้งตัวได้ทัน" สิงห์เอื้อมมือไปหยิบแผนที่หนังสัตว์ขึ้นมาม้วนเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่วงท่าองอาจและมั่นคงดั่งพยัคฆ์หนุ่มที่พร้อมจะทะยานออกจากถ้ำเพื่อล่าเหยื่อ ทว่า... ในวินาทีที่สิงห์กำลังจะหันหลังเดินไปหยิบกระบี่และเตรียมตัวออกเดินทาง เสียงฝีเท้าฝีนิดหนึ่งก็ดังขึ้นแว่วๆ จากทางบันไดหินด้านนอก— ตึง... ตึง... ตึง... ฝีเท้าคู่นั้นก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า แต่ละย่างก้าวกลับหนักแน่นและทรงพลังจนพื้นหินใต้ดินสั่นสะเทือนเบาๆ กลิ่นอายลมปราณอันเย็นเยียบและคุ้นเคยอย่างประหลาดแผ่ซ่านเข้ามาในห้องโถง ราวกับความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทีละนิด จอมยุทธ์เมฆาชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจอย่างที่หาได้ยากยิ่ง สิงห์หยุดชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวออกไป มือขวาโดยสัญชาตญาณกำหมัดแน่นจนข้อต่อนิ้วลั่นเปรี๊ยะ เขากวาดสายตาคมกริบไปยังความมืดมิดบริเวณปากทางเข้าบันได ด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจที่เตือนว่า... สิ่งที่กำลังก้าวเข้ามาในตอนนี้ อาจไม่ใช่สหาย และไม่ใช่ศัตรูธรรมดา เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นภายใต้แสงตะเกียงที่ริบหรี่... เงาร่างที่ทำให้ลมหายใจของสิงห์เกือบสะดุดหยุดลงทันที! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งแรงใจให้พยัคฆ์หนุ่มก้าวไปข้างหน้าด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%