คราบเลือดแห้งกรังบนใบหน้าของจอมยุทธ์เมฆายังคงเด่นชัด สะท้อนภายใต้แสงเทียนสีส้มสลัวภายในห้องโถงลับ คำว่า ‘อดีตประมุขสำนักมารโลหิต’ ยังคงวนเวียนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของสิงห์ราวกับเสียงระฆังมรณะ ร่างกายของเขานิ่งค้างเป็นรูปปั้นหิน ทว่าภายในอกซ้ายกลับร้อนรุ่มราวกับมีถ่านเพลิงสุมอยู่เป็นหมื่นๆ ก้อน
ดวงตาคมกริบของสิงห์หรี่แคบลงเล็กน้อย เส้นเลือดปูดโปーンบริเวณขมับบ่งบอกถึงความโกรธเกรี้ยวที่ถูกกดทับไว้ด้วยสติสัมปชัญญะอันน้อยนิด หมัดทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ โลหิตสีแดงสดซึมไหลหยดลงสู่พื้นกระดานทีละหยดอย่างช้าๆ
"อาจารย์แท้ๆ ของพญาอัคคี..." สิงห์ทวนคำด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด "หมายความว่า... ตาแก่คนนั้นที่พวกเราเพิ่งประมือด้วย ไม่ใช่แค่โจรป่าเดรัจฉาน แต่เป็นถึงตัวการใหญ่ที่สร้างปีศาจอย่างพญาอัคคีขึ้นมาบนโลกใบนี้อย่างนั้นสินะครับ"
จอมยุทธ์เมฆากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากอีกครั้ง มือข้างที่ถือพัดเหล็กสั่นเทาเล็กน้อย—อาการที่หาได้ยากยิ่งจากยอดฝีมือเช่นเขา เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลโทรมหน้าผาก ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ อย่างจำนนต่อความจริง
"ถูกต้องแล้วสิงห์... เจ้าก็รู้ดีว่า พญาอัคคีในเวลานี้มีวิชา 'เพลิงโลหิตทลายสวรรค์' ที่ไร้ผู้ต่อต้านในยุทธภพอยู่แล้ว หากว่ามันยังได้รับการหนุนหลังจากอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวิชานี้ ซึ่งหายสาบสูญไปเพราะบรรลุถึงขั้นวิกฤตของเคล็ดมาร... เกรงว่าพวกเรากำลังเผชิญหน้ากับภัยพิบัติที่ใหญ่หลวงเกินกว่าจะจินตนาการได้เสียแล้ว"
บรรยากาศภายในห้องโถงตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด มีเพียงเสียงเปลวเทียนที่ไหววูบตามสายลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา ทว่าความเงียบนั้นก็อยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อเสียงฝีเท้าเร่งรีบและหนักหน่วงดังขึ้นที่ภายนอก
*ตึง! ตึง! ตึง!*
ประตูไม้สักถูกผลักเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง ร่างของศิษย์สำนักคุ้มภัยผู้หนึ่งทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น สภาพของเขาดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เสื้อผ้าขาดวิ่น เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์และรอยไหม้เกรียมที่ส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ดวงตาของเขิกเบิกโพงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ราวกับเพิ่งไปพบเห็นขุมนรกมาด้วยตาตนเอง
"คะ... คุณสิงห์! จอมยุทธ์เมฆา!" ศิษย์ผู้นั้นละล่ำละลักละลาน เสียงสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
สิงห์พุ่งตัวเข้าไปประคองร่างนั้นขึ้นมาทันทีด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า มือหนาจับไหล่ทั้งสองข้างของศิษย์สำนักเพื่อช่วยพยุง พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวแต่นุ่มนวลตามวิสัยของลูกผู้ชาย
"ตั้งสติก่อนพี่น้อง เกิดอะไรขึ้นที่ชายแดน? ค่อยๆ พูดออกมาทีละคำ"
ศิษย์ผู้นั้นสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับอาการตัวสั่น น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มปนกับคราบเขม่าดินปืน "พะ... พญาอัคคี... มันส่งกองกำลังทมิฬของสำนักมารโลหิตบุกกวาดล้างหมู่บ้านตามแนวชายแดนตะวันตกแล้วครับ! พวกมัน... พวกมันไม่ได้แค่ปล้นชิงหรือฆ่าฟันตามปกติ แต่มันเผาทำลายทุกชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เด็กทารกหรือคนแก่! ทุกหมู่บ้าน... ตอนนี้กลายเป็นทะเลเพลิงและซากศพไปหมดแล้ว!"
สิ้นคำพูดนั้น ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางใจของคนทั้งสอง
จอมยุทธ์เมฆาหน้าถอดสี พัดในมือหลุดร่วงตกลงกระทบพื้นเสียงดังลั่น "กวาดล้างอย่างโหดเหี้ยม... นี่มันหมายความว่าพวกมันกำลังเริ่มแผนการ 'กลืนแผ่นดิน' อย่างเต็มรูปแบบแล้วสินะ! ถ้าปล่อยให้พวกมันเคลื่อนพลมาถึงเมืองหลวง ยุทธภพนี้คงไม่เหลือแม้แต่เศษซาก!"
สิงห์ไม่ได้กล่าวคำใดออกมาอีก ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่ลุกโชนยิ่งกว่ากองเพลิง ภาพของชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่ต้องล้มตายอย่างไร้ทางสู้ผุดขึ้นมาในหัว ซ้ำยังซ้อนทับกับความทรงจำอันเจ็บปวดในวันที่สำนักของตนเองถูกทำลายโดยน้ำมือของพญาอัคคี
ความแค้นส่วนตัวกับความรับผิดชอบต่อยุทธภพหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในหัวใจของลูกผู้ชาย
สิงห์ค่อยๆ ปล่อยมือจากไหล่ของศิษย์ผู้บาดเจ็บ เขายืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง พลางเอื้อมมือไปคว้า 'ดาบเหล็กกล้า' ที่พิงอยู่ข้างฝาขึ้นมาถือไว้ น้ำหนักของตัวดาบช่างคุ้นมือและหนักแน่นราวกับภาระที่แบกรับอยู่บนบ่า
"จอมยุทธ์เมฆา" สิงห์เอ่ยเรียกสหายสนิทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มั่นคงจนน่าประหลาดใจ
"ว่าอย่างไรสิงห์?" จอมยุทธ์เมฆาหันมามอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
"เตรียมม้าและอาวุธให้พร้อม เราจะเดินทางไปชายแดนตะวันตกในคืนนี้" สิงห์หันกลับมาสบตากับสหายรัก แววตาของเขาไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงประกายแสงของพยัคฆ์หนุ่มที่พร้อมจะกระโจนเข้าสู่ดงพยัคฆ์ร้าย "ต่อให้พญาอัคคีจะขนกองกำลังมารมาหมดทั้งสำนัก หรือแม้แต่อดีตประมุขผู้เป็นอาจารย์ของมันจะลงมือด้วยตนเอง... ข้า 'สิงห์' คนนี้ ขอเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อหยุดยั้งความพินาศครั้งนี้ด้วยหมัดคู่นี้ให้จงได้!"
จอมยุทธ์เมฆามองรอยยิ้มที่มุมปากของสิงห์—รอยยิ้มของลูกผู้ชายผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา แม้รู้ว่าหนทางเบื้องหน้าคือความตายอันแน่นอน เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ พลางก้มลงเก็บพัดเหล็กขึ้นมาสะบัดพับเก็บอย่างคล่องแคล่ว
"ฮ่าๆๆๆ สมแล้วที่เป็นสหายของข้า! ถ้างั้น... คืนนี้พวกเราไปประกาศให้พวกมารโลหิตรู้สำนึกกันว่า แผ่นดินนี้ไม่ใช่ที่ที่พวกมันจะทำลายได้ตามอำเภอใจ!"
ทั้งสองประสานสายตากันด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง เตรียมก้าวเท้าเดินออกจากห้องโถงเพื่อมุ่งหน้าสู่สนามรบอันนองเลือด
ทว่า... ในวินาทีที่มือของสิงห์กำลังจะผลักบานประตูออกไปนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงควบม้านับร้อยก็ดังกระหึ่มขึ้นจากบริเวณลานกว้างหน้าสำนักคุ้มภัย ราวกับพายุที่กำลังโหมกระหน่ำเข้าใส่
*โฮกกกกกกกก—!*
เสียงคำรามกึกก้องที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรงและกลิ่นอายมารอันคุ้นเคยดังทะลุกำแพงเข้ามา จนทำให้ตะเกียงทุกดวงในห้องโถงดับวูบลงพร้อมกันในพริบตาเดียว เหลือเพียงความมืดมิดและแสงจันทร์สีแดงฉานที่ส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาอาบไล้ร่างของใครคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนขวางทางออกอยู่บนระเบียงด้านนอก!
"ไม่ต้องลำบากเดินทางไปหาพวกข้าถึงชายแดนหรอก..." เสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น และเปี่ยมด้วยอำนาจกดดันดังกังวานขึ้นมา ท่ามกลางความมืด "ในเมื่อพวกเจ้าอยากรู้นัก... ข้า 'พญาอัคคี' ก็มาส่ง 'ข่าวร้าย' ให้พวกเจ้าถึงที่นี่แล้ว... หึๆๆ"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับลูกผู้ชายอย่างสิงห์มาจนถึงตอนนี้ครับ
---
"พยัคฆ์ขาวคำราม"
พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 26
ข่าวร้ายจากชายแดน
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!