พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี•ตอนที่ 25

การฝึกฝนร่วมกัน

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งยังไม่ทันจางหายจากปลายจมูก ร่างไร้วิญญาณของศิษย์เอกแห่งสำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่เบื้องหน้า แรงกระแทกเมื่อครู่ยังคงสั่นสะเทือนสะ่ะท้านไปถึงขั้วหัวใจของทุกคนในลานกว้าง ทว่า ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวถูกทำลายลงด้วยเสียงหัวเราะเยียบเย็นของพญาอัคคี ที่ทิ้งร่องรอยแห่งความอำมหิตไว้ก่อนจะหายลับไปในกลีบเมฆ ทิ้งให้สิงห์ยืนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เม็ดเหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผม ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพลิงแค้นที่แผดเผาอยู่ภายในอก "ตั้งสติไว้, สิงห์" เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความสุขุมของจอมยุทธ์เมฆาดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับมือหนาที่ตบลงบนไหล่เบาๆ เพื่อดึงสหายกลับมาจากขุมนรกแห่งความโกรธเกรี้ยว "มันมาเร็วเกินไป..." สิงห์เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบยังคงจ้องมองรอยเท้าบนพื้นศิลาที่ถูกเผาไหม้จนดำเป็นตอตะโก "ฝีมือระดับพญาอัคคีในตอนนี้ ต่อให้ข้าทุ่มสุดกำลัง ก็ยังห่างชั้นกับมันราวฟ้ากับเหว" "ถูกต้อง" จอมยุทธ์เมฆาพยักหน้ารับอย่างไม่ปิดบัง ความจริงมักเจ็บปวดเสมอ แต่มันคือน้ำทิพย์ที่ช่วยให้คนตื่นจากความหลงระเริง "เจ้ามีหมัดเหล็กสะท้านปฐพีที่ทรงพลัง มีใจที่เด็ดเดี่ยวราวกับพยัคฆ์หนุ่ม แต่กระบวนท่าของเจ้ายังขาดความยืดหยุ่น ขาดการผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งและความอ่อนโยน พลังของเจ้าเป็นเส้นตรงเกินไป... และศัตรูที่ฉลาด ย่อมมองเห็นจุดตายนี้" คำพูดของสหายสนิทเปรียบเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ สิงห์หลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ค่ำคืนนี้ไม่ใช่เวลาของการคร่ำครวญ แต่เป็นเวลาของการเปลี่ยนแปลง ณ เรือนรับรองไผ่เขียว ปลายยอดไผ่ลู่ตามแรงลมยามค่ำคืน แสงจันทร์นวลสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างกระทบลงบนพื้นไม้กระดาน ที่นี่คือสถานที่นัดหมายลับ ซึ่งจอมยุทธ์เมฆาได้เชิญยอดฝีมือจากสามสำนักใหญ่มาเพื่อถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนวิชาการต่อสู้ให้กับสิงห์โดยเฉพาะ "ยินดีต้อนรับ, ไอ้หนูหมัดเหล็ก" เสียงแหบห้าวแต่ทรงพลังดังขึ้นจากมุมมืด ร่างของเฒ่ากระบี่วายุ เจ้าสำนักกระบี่เมฆาพเนจร ก้าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าที่มีรอยแผลเป็น แม้สำนักของเขาจะเพิ่งสูญเสียศิษย์เอกไป แต่อาวุโสท่านนี้กลับแสดงออกถึงความนิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ "ผู้อาวุโс..." สิงห์ประสานมือคารวะด้วยความเคารพอย่างสูง "ไม่ต้องมากพิธี" เฒ่ากระบี่วายุโบกมือปฏิเสธ "การตายของศิษย์ข้าทำให้ข้าตระหนักว่า ยุคสมัยนี้ความดุดอย่างเดียวไม่เพียงพอ พญาอัคคีไม่ได้เก่งเพราะมันใช้วิชามาร แต่มันเก่งเพราะมันหลอมรวมกระบวนท่าของทุกสำนักเข้าด้วยกัน เจ้าอยากล้างแค้น... เจ้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ทุกสิ่งที่มี" การฝึกฝนร่วมกันอันดุเดือดเริ่มต้นขึ้นทันทีอย่างไร้การเกริ่นนำ เฒ่ากระบี่วายุเป็นผู้เริ่มบทเรียนแรก เขาชักกระบี่ไม้ไผ่ขึ้นมาเล่มหนึ่ง แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจคมดาบ "สิงห์, หมัดของเจ้าหนักหน่วงปานภูผา แต่เจ้าเคยคิดไหมว่า ภูผาที่แข็งแกร่งที่สุด ย่อมมีสายลมที่พัดผ่านมันไปได้เสมอ ลองชกข้าด้วยหมัดที่ทรงพลังที่สุดของเจ้าซิ" สิงห์ไม่รอช้า เขาก้าวเท้าออกเป็นรูปกงเล็บเสือ ทิ้งน้ำหนักตัวลงสู่พื้นเบื้องล่าง กล้ามเนื้อทั่วร่างเกร็งตัวจนนูนเด่น พลังปราณภายในหมัดหมุนวนราวกับพายุหมุนขนาดย่อม ก่อนจะระเบิดออกเป็นหมัดเหล็กที่พุ่งตรงไปยังอกของเฒ่ากระบี่วายุด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ! *ตูม!* แรงปะทะทำให้ลมรอบตัวกระโชกแรงจนฝุ่นตลบ ทว่า เฒ่ากระบี่วายุไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ร่างของเขาพลิ้วไหวไปตามแรงหมัดราวกับใบไม้ที่ลอยอยู่กลางกระแสลม หมัดของสิงห์ทะลุผ่านช่องว่างของกระแสลมปราณไปอย่างไร้การต้านทาน แรงทั้งหมดที่ทุ่มลงไปกลับกลายเป็นการชกลมจนแขนชาไปหมด "เห็นหรือยัง?" เฒ่ากระบี่วายุเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ขณะที่ปลายกระบี่ไม้ไผ่จี้อยู่ที่คอหอยของสิงห์พอดิบพอดี "พลังที่ปราศจากการนำทาง ย่อมไร้ค่า ความแข็งแกร่งที่แท้จริงต้องมีความอ่อนตัวซ่อนอยู่ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะใช้ 'หมัด' ให้มีความพลิ้วไหวเช่นเดียวกับ 'กระบี่' ถ่ายเทแรง พลิกแพลง และโจมตีในจุดที่ศัตรูคาดไม่ถึง" สิงห์ยืนหอบหายใจเล็กน้อย เหงื่อเม็ดโตไหลยศย้อย เขากวาดสายตามองดูการยืนและการถ่ายเทน้ำหนักของผู้อาวุโส สมองของเขาวิเคราะห์และบันทึกทุกรายละเอียดอย่างรวดเร็ว นี่คือพรสวรรค์ที่หาตัวจับยากของเขา "ข้าเข้าใจแล้ว... ขอรับ" สิงห์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาเป็นประกายความเข้าใจ "ความอ่อนตัวไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นการสะสมพลังเพื่อรอจังหวะสะท้อนกลับ" "ดีมาก เจ้าหัวไวสมกับที่ข้าคาดไว้" เฒ่ากระบี่วายุพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ในขณะเดียวกัน ที่อีกมุมหนึ่งของลานฝึก จอมยุทธ์เมฆากำลังหารือกับ หญิงสาวปริศนาผู้หนึ่ง นางสวมชุดสีม่วงเข้ม ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกปิดด้วยผ้าแพรบางเบา นางคือ ผู้เฒ่าพิษโลหิต ยอดฝีมือหญิงผู้เร้นกายจากยุทธภพมานานนับปี แต่วันนี้ นางยอมก้าวออกมาเพื่อช่วยเหลือสิงห์ "เด็กหนุ่มคนนี้มีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวดี..." ผู้เฒ่าพิษโลหิตกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น นางเหลือบมองสิงห์ที่กำลังฝึกซ้อมรับมือกับกระบี่ของเฒ่ากระบี่วายุ "แต่เขายังอ่อนต่อโลกภายนอกเกินไป พญาอัคคีไม่ได้มีดีแค่พลังฝ่ามือมาร แต่มมันมีเล่ห์เหลี่ยมและพิษสงรอบตัว หากเขาเผชิญหน้ากับมันในตอนนี้ ต่อให้เขาเรียนรู้วิชาของทุกสำนัก เขาก็ยังจะพ่ายแพ้ให้กับ 'จิตวิทยา' ของมารร้าย" "ท่านหมายความว่าอย่างไร?" จอมยุทธ์เมฆาขมวดคิ้วถาม "ข้าหมายถึง... เขาต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมความโกรธของตนเอง" ผู้เฒ่าพิษโลหิตหันมามองสหายสนิทของสิงห์ "ความแค้นเป็นแรงผลักดันที่ดี แต่มันก็เป็นดาบสองคมที่พร้อมจะย้อนกลับมาแทง ฆ่าเจ้าของได้ทุกเมื่อ หากจิตใจของเขายังร้อนรุ่มดั่งไฟย่อมพ่ายแพ้ต่อมารโลหิตที่มีจิตวิปริตเป็นทุนเดิม" การฝึกฝนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ข้ามผ่านคืนอันยาวนานจนกระทั่งแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มสาด2ส่องผ่านขอบฟ้า สิงห์ไม่ได้พักผ่อนเลยแม้แต่นาทีเดียว ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลฟกช้ำจากการประมือกับยอดฝีมือทั้งสอง แต่ลมหายใจของเขากลับสม่ำเสมอและทรงพลังยิ่งกว่าเดิม ความเหนื่อยล้าถูกหลอมรวมกลายเป็นพลังใจที่แข็งแกร่ง เขายืนอยู่กลางลานหิน หลับตาลง ปล่อยให้จิตใจสงบนิ่งดั่งผืนน้ำ ทบทวนทุกกระบวนท่าที่ได้รับถ่ายทอด ทั้งหมัดเหล็กสะท้านปฐพีที่หนักหน่วง ความพลิ้วไหวของกระบี่วายุ และความลึกล้ำของการควบคุมจิตใจ *แปะ... แปะ... แปะ...* เสียงปรบมือดังขึ้นจากหน้าประตูเรือน ร่างของชายชราหลังค่อมคนหนึ่งก้าวเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับสว่างไสวราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด ทุกคนในลานฝึกต่างหันไปมองเป็นตาเดียว และสีหน้าของจอมยุทธ์เมฆากับเฒ่ากระบี่วายุก็แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้เห็นว่าผู้มาเยือนคือใคร "ไม่เลว... ไม่เลวเลยไอ้หนู" ชายชราหลังค่อมเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบพร่าแต่น่าเกรงขาม "ฝึกฝนข้ามคืนจนบรรลุถึงขั้นที่เจ็ดของหมัดเหล็กได้ นับว่าเจ้ามีพรสวรรค์ไม่เลว... แต่เสียดายที่เจ้าไม่มีวันได้ใช้มัน" สิงห์ลืมตาขึ้น ชำเลืองมองชายชราผู้นั้นด้วยความระแวดระวัง ทว่า ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากถามอะไร จอมยุทธ์เมฆาก็พุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าพร้อมกับตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย "ถอยไป, สิงห์! อย่าเข้าใกล้เขา!" "ทำไม?" สิงห์ขมวดคิ้ว "เพราะตาแก่นี่..." จอมยุทธ์เมฆากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง "คือ 'อดีตประมุขสำนักมารโลหิต' อาจารย์แท้ๆ ของพญาอัคคีที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน!" ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งกำลังใจให้สิงห์มาโดยตลอดครับ พยัคฆ์ขาวคำรามสัญญาว่าจะพาพวกท่านไปพบกับฉากแอคชั่นที่สะใจและลุ่มลึกยิ่งขึ้นในตอนต่อไปอย่างแน่นอนครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยัคฆ์ทะยานฟ้า หมัดเหล็กสะท้านปฐพี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%